สสส. จับมือ ม.มหิดล เปิดรายงานสุขภาพคนไทย ปี 2569 เผยไทยเผชิญวิกฤตเกิดน้อยและสังคมสูงวัยเต็มตัว พบช่วงท้ายชีวิตต้องป่วยนานเกือบ 7 ปี จี้รัฐเร่งลดความเหลื่อมล้ำเพื่อสร้างสวัสดิการขั้นต่ำให้ประชาชน
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แถลงข่าวเปิดตัว “รายงานสุขภาพคนไทย ปี 2569” ณ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ภายใต้แนวคิดหลัก “การเปลี่ยนแปลงทางประชากรกับสุขภาพคนไทย” เพื่อส่งสัญญาณเตือนถึงสถานการณ์ด้านประชากรที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ วิกฤตเด็กเกิดน้อย และการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ระบุว่า การขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพจะต้องใช้ข้อมูลที่ถูกต้อง ทันสถานการณ์ และเชื่อถือได้ โดยรายงานสุขภาพคนไทยซึ่งจัดทำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2546 จะทำหน้าที่เป็น “เข็มทิศเชิงนโยบาย” ที่ชี้ให้เห็นความท้าทายทางสุขภาวะของคนไทย และโอกาสในการพัฒนานโยบายเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งในระดับนโยบาย ยุทธศาสตร์องค์กร และการสื่อสารสาธารณะ
เปิดสถิติน่าห่วง คนไทยป่วยบั้นปลายนาน 6.9 ปี-เข้าไม่ถึงระบบดูแล 43.3%
รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ หัวหน้าโครงการจัดทำรายงานสุขภาพคนไทย ปี 2569 เปิดเผยข้อมูลสำคัญจาก 10 ตัวชี้วัดที่สะท้อนสถานการณ์ประชากรว่า ปัจจุบันคนไทยต้องใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายอยู่กับภาวะความเจ็บป่วยเฉลี่ยยาวนานถึง 6.9 ปี นับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของสังคมสูงวัยที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
จากสถานการณ์ดังกล่าว รายงานได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับระบบบริการสุขภาพให้สอดรับกับโครงสร้างประชากร โดยเฉพาะการขยายระบบการดูแลที่บ้านและในชุมชน เนื่องจากปัจจุบันผู้ป่วยระยะประคับประคองสามารถเข้าถึงระบบการดูแลสุขภาพได้เพียง 43.3% เท่านั้น
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังจำเป็นต้องเร่งพัฒนากำลังคนด้านการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองระยะยาว ซึ่งคาดว่าจะต้องเพิ่มขึ้นถึง 13 เท่าภายในปี 2580 รวมถึงปรับโครงสร้างค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพให้มุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคมากขึ้น เนื่องจากโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ยังคงเป็นภัยเงียบอันดับ 1 ที่คร่าชีวิตคนไทย
นอกจากประเด็นด้านสาธารณสุขแล้ว รายงานยังระบุถึง 10 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพในปี 2569 ที่อยู่ในความสนใจของสังคม ซึ่งเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับมิติทางเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงระดับโลก อาทิ ปัญหาประกันสังคม, นโยบายสหรัฐฯ กับผลกระทบด้านสุขภาพไทย, แก๊งคอลเซนเตอร์สู่การค้ามนุษย์ข้ามพรมแดน, สมรสเท่าเทียม, และการคุ้มครองสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์
รวมถึงเรื่องพิเศษประจำฉบับคือ “รอบรู้อย่างรอบคอบ : ความรอบรู้ด้านสุขภาพบนพื้นที่ดิจิทัล” ที่สะท้อนความย้อนแย้งในสังคมยุคดิจิทัล ซึ่งประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายแต่ขาดความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) จนตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงหรือหลงเชื่อข้อมูลที่ผิดพลาด ทั้งในกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน และผู้สูงอายุ
แก้เหลื่อมล้ำโครงสร้างพื้นฐาน รากฐานสู่ความเท่าเทียมทางสุขภาวะ
ปัญหาสุขภาพของคนไทยในปัจจุบันไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่มิติทางการแพทย์และการรักษาพยาบาลเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับโครงสร้างของสังคม โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำและความเท่าเทียม” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่กำหนดทิศทางสุขภาพของคนในประเทศ
การศึกษา-เศรษฐกิจ จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของสุขภาพ
รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ได้ให้มุมมองถึงการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพไว้อย่างน่าสนใจว่า แท้จริงแล้วต้องเริ่มต้นจากการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานอย่าง “การศึกษา” โดยระบุว่า ความเหลื่อมล้ำทางด้านสุขภาพเป็นเรื่องของภาพเชิงโครงสร้าง หากสังคมสามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาได้สำเร็จ จะสามารถเชื่อมโยงไปสู่การแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ วิถีชีวิต สภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิต และท้ายที่สุดจะนำไปสู่การแก้ปัญหาทางด้านสุขภาพและพฤติกรรมทางสุขภาพของประชาชนได้ในระยะยาว
ยกระดับ “รัฐสวัสดิการ” มองประชาชนเป็นทุนมนุษย์
สอดคล้องกับ นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ที่ได้ตอกย้ำให้เห็นภาพว่า ต้นกำเนิดของความเหลื่อมล้ำมักจะเริ่มมาจากความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจก่อน แต่ในประเทศที่ลงทุนกับระบบรัฐสวัสดิการที่มากขึ้น จะมองว่าประชาชนทุกคนคือ “ทุนมนุษย์” ที่มีคุณค่า ดังนั้นทางด้านสุขภาพหรือการศึกษาจึงต้องฟรีและเข้าถึงได้อย่างมีคุณภาพที่ไม่แตกต่างกัน โดยคาดหวังให้คนไทยได้รับ “สิทธิขั้นต่ำ” หรือมาตรฐานของการมีคุณภาพชีวิต คุณภาพทางการศึกษา และคุณภาพทางสุขภาพที่พึงจะมี
3 ด้านหลัก “สแตนดาร์ด” คุณภาพชีวิตขั้นต่ำที่คนไทยพึงได้รับ
เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมและรองรับวิกฤตประชากรอย่างยั่งยืน รัฐและสังคมควรสร้างมาตรฐานสิทธิขั้นต่ำใน 3 ด้านหลัก ประกอบด้วย
- คุณภาพทางสุขภาพขั้นต่ำที่เท่าเทียม: ประชาชนทุกคนควรได้รับสิทธิในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่ฟรี มีคุณภาพ และเข้าถึงได้โดยไม่แตกต่างกัน นอกเหนือจากการรักษาพยาบาลแล้ว คนไทยต้องได้รับการส่งเสริมให้มีความรอบรู้ทางสุขภาพ (Health Literacy) เพื่อให้สามารถดูแลตนเองและควบคุมพฤติกรรมสุขภาวะที่ดีได้
- คุณภาพทางการศึกษาขั้นต่ำที่เท่าเทียม: การศึกษาต้องเรียนฟรี เข้าถึงง่าย และมีมาตรฐานเดียวกัน เพราะคือจิ๊กซอว์สำคัญในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสุขภาพในระยะยาว รวมถึงต้องสร้างความรอบรู้ในมิติต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ และการใช้เทคโนโลยี (เช่น AI) เพื่อการแสวงหาความรู้ตลอดชีวิต
- คุณภาพทางเศรษฐกิจขั้นต่ำ: แม้จะไม่สามารถทำให้ทุกคนมีฐานะร่ำรวยเท่ากันได้ทั้งหมด แต่ควรมีมาตรฐานเศรษฐกิจขั้นต่ำที่เอื้อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดสนทางเศรษฐกิจกลายเป็นอุปสรรคบั่นทอนโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและการดูแลสุขภาพที่ดี
“รายงานสุขภาพคนไทย ปี 2569” สะท้อนให้เห็นว่า การมีอายุยืนยาวเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบของความสำเร็จ หากแต่รัฐและสังคมต้องร่วมมือกันยกระดับการลงทุนใน “รัฐสวัสดิการ” ควบคู่ไปกับการลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านการศึกษาและเศรษฐกิจ พร้อมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพบนพื้นที่ดิจิทัล เพื่อให้คนไทยทุกคนในฐานะ “ทุนมนุษย์” มีคุณภาพชีวิตที่ดีตามมาตรฐานขั้นต่ำ และลดอัตราการเจ็บป่วยในช่วงบั้นปลายชีวิตได้อย่างยั่งยืน
(สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถดาวน์โหลดรายงานสุขภาพคนไทย ปี 2569 ฉบับสมบูรณ์ได้ที่ www.thaihealthreport.com)