เจาะลึกปรากฏการณ์สังคมออนไลน์ ทำไมคนบางกลุ่มมีความเห็นสุดโต่งแบบ "ไม่รักก็เกลียดเลย" พร้อมถอดรหัสลับทางจิตวิทยาเมื่อคนดังโดนทัวร์ลงเพียงเพราะทำไม่ถูกใจ และแนวทางรับมืออย่างมีสติ
บ่อยครั้งที่บนโลกโซเชียลมีเดียเกิดปรากฏการณ์ "ทัวร์ลง" ดารา ศิลปิน หรืออินฟลูเอนเซอร์อย่างรุนแรง ทั้งที่สิ่งที่พวกเขาทำอาจไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย ไม่ได้ผิดศีลธรรมร้ายแรง แต่เป็นเพียงแค่พฤติกรรมหรือทัศนคติ "ที่ไม่ถูกใจ" คนบางกลุ่มเท่านั้น นำไปสู่การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน ระหว่างกลุ่มที่รักและปกป้องอย่างสุดตัว กับกลุ่มที่เกลียดชังและรุมวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง โดยไม่มีพื้นที่ตรงกลางให้กับการรับฟัง
ปรากฏการณ์ความเห็นสุดโต่งเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ทำไมมันถึงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในยุคดิจิทัล? การศึกษาทางจิตวิทยาและพฤติกรรมศาสตร์มีคำตอบในเรื่องนี้
3 ปมจิตวิทยา ทำไมคนเราถึง "ไม่รักก็เกลียดเลย"
นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมศาสตร์ได้วิเคราะห์พฤติกรรมของกลุ่มคนที่มักมีความเห็นสุดโต่งไว้ 3 ปัจจัยหลัก ดังนี้
1. ปรากฏการณ์คิดแบบขาว-ดำ
...
ตามหลักจิตวิทยาเชิงคลินิก การคิดแบบแยกขั้ว (Cognitive Distortion) คือกลไกการป้องกันตนเองทางจิตรูปแบบหนึ่งที่มนุษย์ใช้เพื่อลดความซับซ้อนในการประมวลผลข้อมูล เมื่อบุคคลเห็นคนดังทำสิ่งที่ไม่ตรงกับค่านิยมของตน สมองจะสั่งการให้จัดหมวดหมู่คนๆ นั้นไปสู่อยู่ในฝั่ง "คนไม่ดี" ทันที โดยละทิ้งความจริงที่ว่ามนุษย์ทุกคนมีทั้งข้อดีและข้อเสียสีเทาๆ ปะปนกันไป
2. ความสัมพันธ์แบบกึ่งจริง ที่แปรเปลี่ยนเป็นความแค้น
จากการศึกษาด้านสื่อและจิตวิทยา พบว่าแฟนคลับมักสร้างความผูกพันฝ่ายเดียวกับคนดังเสมือนเป็นเพื่อนหรือคนในครอบครัว เมื่อคนดังคนนั้นทำตัวไม่เป็นไปตาม "ภาพจำพิมพ์นิยม" หรือไม่ถูกใจ แฟนคลับบางกลุ่มจะรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง ความรักอันท่วมท้นจึงเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังที่รุนแรงได้ในพริบตา
3. ผลกระทบจากการลดการยับยั้งชั่งใจออนไลน์
ดร.จอห์น ซูเลอร์ (John Suler) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ระบุว่า การพิมพ์ข้อความหลังหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ ทำให้เกิดความรู้สึกไร้ตัวตน และรู้สึกว่าไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ทางกายภาพ ส่งผลให้ผู้ใช้งานกล้าแสดงความก้าวร้าว ความเห็นสุดโต่ง และร่วมรุมด่าทอผู้อื่นในแบบที่พวกเขาจะไม่ทำในชีวิตจริง
ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า พฤติกรรมการไซเบอร์บูลลี่ (Cyberbullying) และการแสดงออกที่รุนแรงบนโลกออนไลน์ มักเกิดจากความต้องการการยอมรับจากกลุ่มเพื่อน เมื่อเห็นคนส่วนใหญ่ไปในทิศทางไหน ก็พร้อมที่จะโถมกระแสตามไปเพื่อไม่ให้ตนเองตกกลุ่ม หรือเพื่อระบายความเครียดสะสมของตนเองลงที่คนดัง
บริบทสังคมและการเปลี่ยนแปลง จากสนามวิจารณ์สู่พื้นที่ "ศาลเตี้ยออนไลน์"
หากย้อนมองในอดีต การวิพากษ์วิจารณ์คนดังมักจำกัดอยู่เพียงบทสนทนาในชีวิตจริงหรือคอลัมน์ซุบซิบดารา แต่ระบบอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน ได้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดี โดยแพลตฟอร์มมักจะคัดสรรเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์ร่วมด้านลบ เพื่อดึงดูดให้คนอยู่บนแพลตฟอร์ม นานขึ้น ส่งผลให้ความเห็นที่ประนีประนอมถูกกลืนหายไป และเปิดพื้นที่ให้ความเห็นสุดโต่งเฉิดฉายจนกลายเป็นกระแสหลัก
คู่มือการรับมือ เมื่อคุณตกเป็นเป้าสายตา หรือเป็น "ผู้คิดต่าง"
สำหรับคนดังที่เผชิญหน้ากับพฤติกรรมทัวร์ลง หรือบุคคลทั่วไปที่มีความเห็นแตกต่างจากกระแสสังคม และกำลังได้รับผลกระทบทางจิตใจ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตมีข้อแนะนำดังนี้
- แยกแยะระหว่าง "คำวิจารณ์ที่มีเหตุผล" กับ "อารมณ์เกลียดชัง": หากตรวจสอบแล้วว่าสิ่งที่เราทำไม่ใช่เรื่องผิดศีลธรรมหรือกฎหมาย แต่เป็นเพียงความไม่ถูกใจส่วนบุคคล ให้มองว่านั่นคือภาพสะท้อนจิตใจของผู้พูด ไม่ใช่คุณค่าที่แท้จริงของเรา
- ใช้หลัก Digital Detox และจำกัดการเข้าถึง: ตัดวงจรการรับรู้ชั่วคราว การนั่งอ่านคอมเมนต์ลบๆ ซ้ำๆ จะกระตุ้นให้สมองหลั่งฮอร์โมนความเครียดสูงขึ้น การปิดคอมเมนต์หรือเว้นระยะห่างจากโซเชียลมีเดียคือกลยุทธ์การปกป้องจิตใจที่ดีที่สุด
- พึ่งพาเสียงที่แท้จริงรอบตัว: โลกออนไลน์เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของชีวิต ให้ความสำคัญกับความเห็นและการสนับสนุนจากคนในชีวิตจริงที่รู้จักตัวตนของเราอย่างรอบด้าน
- ตระหนักรู้ในความต่าง: สำหรับผู้คิดต่าง การไม่พยายามเอาชนะคำด่าทอด้วยอารมณ์ที่รุนแรงพอกัน จะช่วยลดการลุกลามของสถานการณ์ เพราะเป้าหมายของกลุ่มความเห็นสุดโต่งคือการหาแนวร่วมและเหยื่อเพื่อระบายอารมณ์เท่านั้น
...
สุดท้ายแล้ว การยอมรับว่ามนุษย์มีความหลากหลายและความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องตราหน้าผู้ที่คิดไม่เหมือนเราว่าเป็นศัตรู คือรากฐานสำคัญที่จะช่วยลดอุณหภูมิความร้อนแรงและความเห็นสุดโต่งในสังคมไทยให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อสุขภาพจิตของทุกคน