เบื้องหลังความมุ่งมั่นและทุ่มเทในการจัดนิทรรศการประวัติศาสตร์ภายใต้พระอุปถัมภ์ “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา” ทรงได้รับแรงใจสำคัญจากสมเด็จย่า “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อธำรงรักษางานหัตถศิลป์ไทยให้เป็นมรดกแห่งความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ และใช้แฟชั่นเป็นเครื่องมือการทูตอันทรงพลัง เพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของความเป็นไทย


...


“โปรเจกต์นี้ทำกันมาปีกว่าๆแล้ว ตอนที่ท่านหญิงได้ยินว่าสถานทูตไทยในปารีสต้องเตรียมงานฉลองครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและฝรั่งเศส ก็พอมีไอเดียในใจบ้างว่าน่าจะทำในแง่มุมไหน เพราะท่านหญิงเองก็เคยเรียนที่นี่ ทำงานที่นี่ มีเพื่อนที่นี่ ก็คุ้นเคยวิถีชีวิตและรสนิยมของคนฝรั่งเศสอยู่ ก็เลยปรึกษากับทีมงานว่าน่าจะทำอะไรที่เกี่ยวกับแฟชั่น และศิลปวัฒนธรรมของไทยนี่แหละ แต่ต้องทำออกมาในรูปแบบที่คนทั่วโลกต้องทึ่ง ต้องตะลึงกับมรดกทางแฟชั่น, งานหัตถศิลป์ และอัตลักษณ์ของความเป็นไทยที่ไร้กาลเวลา ก็เลยทำให้ท่านหญิงนึกถึงฉลองพระองค์บัลแมง ที่ประดับงานปักเลอซาจของสมเด็จย่าตั้งแต่ในยุค 60s ที่ทรงเคียงข้างเสด็จปู่ เมื่อครั้งเสด็จเยือนทั้งสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆในยุโรป ไล่มาจนถึงช่วงหลัง จึงเป็นที่มาของการทำนิทรรศการนี้”...“สมเด็จเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” รับสั่งถึงจุดเริ่มต้นของการจัดนิทรรศการประวัติศาสตร์ ระหว่างประทานสัมภาษณ์พิเศษ ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส



อะไรคือด่านหินที่สุดในการทรงงานใหญ่ครั้งนี้เพคะ

หลังจากความคิดตกผลึกแล้ว ท่านหญิงก็ต้องไปขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากทูลกระหม่อมพ่อ ซึ่งก็ลุ้นมากๆ เพราะนี่คือครั้งแรกที่นำฉลองพระองค์ของสมเด็จย่ามาจัดแสดงนอกประเทศไทย ซึ่งผลออกมาก็ดีใจมาก เมื่อทูลกระหม่อมพ่อพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สามารถนำฉลองพระองค์ของสมเด็จย่ามาจัดแสดงที่ปารีสได้

...



...

ทรงเตรียมงานหนักขนาดไหนกว่าจะเปิดตัวสู่สายตาชาวโลก

กว่าจะสำเร็จเป็นนิทรรศการอย่างที่ทุกท่านได้เห็น พวกเราทุกคนต้องหาข้อมูล, ทำรีเสิร์ช, หาเกร็ดต่างๆ, รูปภาพเก่าๆ, ภาพสเกตช์, ตัวอย่างผ้า, ตัวอย่างผ้าปัก รายละเอียดอื่นๆมากมายค่ะ งานรีเสิร์ชที่ทำมันลึกมาก ข้อมูลเยอะมาก ได้ค้นพบอะไรต่างๆมากมาย ข้อมูลบางอย่างที่ค้นเจอ ก็เป็นสิ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อน ได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก หลังจากได้ข้อมูลทั้งหมดแล้ว ก็ต้องผ่านการหารือ, กลั่นกรอง และถกเถียงในหลักการกันบ้าง เพื่อให้ได้นิทรรศการที่แสดงให้เห็นถึงมรดกภูมิปัญญา, ศิลปวัฒนธรรม และวิวัฒนาการของไทย เพื่อให้ทุกสายตาได้ประจักษ์ถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทย ฝ่ายไทยก็จะมี SACIT, Queen Sirikit Museum of Textiles, สถานทูตไทยที่ปารีส แล้วก็ต้องทำงานควบคู่ไปกับทาง Curator ที่ชื่อ Beatrice และ Yvon ของทางพิพิธภัณฑ์ MAD Paris (Musée des Arts Décoratifs) ซึ่งบินมาศึกษาคอลเลกชันฉลองพระองค์ของสมเด็จย่าที่กรุงเทพฯในช่วงกลางปีที่แล้ว หลังจากนั้นพวกเราก็วางแนวทางในการจัดนิทรรศการออกเป็นหมวดหมู่ แบ่งออกเป็นเซ็กชันต่างๆรวม 7 ห้องจัดแสดง

...



ห้องไหนคือห้องโปรดที่สุดใน “La Mode en Majesté” เพคะ

ชอบทุกมุมค่ะ มีความรักทุกห้อง ชอบทุกสี และไลติ้งของแต่ละห้องก็ขับนิทรรศการให้ดูน่าสนใจและทันสมัย ดึงดูดความรู้สึกและมุมมอง แต่ถ้าถามว่าห้องที่ชอบที่สุด คงเป็นห้อง Brocade หรือห้องผ้ายกและผ้าทอพื้นถิ่น ที่ทำผนังห้องเป็นสีชมพูทั้งหมด กว่าจะได้ห้องนี้มา กว่าจะลงตัว คือต้องถกเถียงกับทาง MAD เปลี่ยนสีห้องไปมาอยู่ 2-3 รอบ แต่ก็ได้ผลลัพธ์ที่ถูกใจมากค่ะ พอเข้ามาในห้องนี้ได้ความรู้สึกที่ bright และ fresh ขึ้นมาทันที ทำให้ฉลองพระองค์ผ้ายกดูโดดเด่น แล้วก็เป็นการเพิ่มสีสันและปรับอารมณ์ให้แก่นิทรรศการนี้ด้วย นอกจากนี้ยังมีห้องชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ, ห้องฉลองพระองค์ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยห้องเสื้อบัลแมงและสถาบันงานปักชั้นสูงเลอซาจ เป็นครั้งแรกที่จัดแสดงกระบวนการทรงงานและการค้นคว้าร่วมกับห้องเสื้อฝรั่งเศสและมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ผ่านภาพร่าง, ตัวอย่างผืนผ้า และงานปักประดับ, ห้องผ้าไหมมัดหมี่ในงานแฟชั่นชั้นสูง เผยให้เห็นการนำผ้าไทยไปสู่โลกแฟชั่นชั้นสูงของฝรั่งเศส ผ่านงานออกแบบร่วมกับสถาบันงานปักชั้นสูงเลอซาจ, ห้องศิลปะการปักของ SIRIVANNAVARI Atelier and Academy ที่จัดแสดงร่วมกับผลงานจากแบรนด์ดีไซเนอร์ไทยร่วมสมัยอย่าง TIRAPAN, ASAVA, VATIT ITTHI, WISHARAWISH และ MESHMUSEUM ไปจนถึงห้องราชพัสตรา คุณค่าแห่งงานหัตถศิลป์ นำเสนอความประณีตของงานหัตถศิลป์ไทย ผ่านเครื่องใช้และของประดับตกแต่ง เช่น ลิเภา, พัดเขียนลาย, เบญจรงค์ และเครื่องถม ล้วนแต่ผลิตภายใต้สถาบันสิริกิติ์ โดยลิเภาเป็นงานหัตถกรรมจากช่างฝีมือทางใต้เป็นส่วนใหญ่ ส่วนเครื่องถมโบราณมาจากนครศรีธรรมราช แต่ต่อมาความนิยมลดลง จนกระทั่งสมเด็จย่าทรงเกรงว่าจะสูญหาย จึงทรงฟื้นฟู โดยทรงสร้างช่างรุ่นใหม่ขึ้นมา พัฒนาลวดลายและความประณีต นอกจากนี้ ก็มีเซตเครื่องเบญจรงค์ ต้องบอกว่าเซตเครื่องเบญจรงค์ที่จัดแสดงนี้เป็นไพรเวทคอลเลกชันของพิพิธภัณฑ์ MAD ซึ่งล้วนแต่สวยงามมีคุณค่าทั้งสิ้น ชิ้นที่ท่านหญิงชอบมากยังรวมถึง “หมวกงอบของสมเด็จย่า” ออกแบบโดยบัลแมง จะทรงใส่หมวกงอบเวลาเสด็จฯไปทรงเยี่ยมประชาชนในภาคอีสาน และ “ฉลองพระองค์ชุดเดรสโค้ตประดับเฟอร์” ซึ่งคนไทยไม่เคยเห็น เพราะว่าอยู่ที่นี่มาประมาณ 30-40 ปี สมเด็จย่าพระราชทานให้พิพิธภัณฑ์ “Palais Galliera” เขาเก็บรักษาอย่างดีมากเป็นคอลเลกชัน เป็นฉลองพระองค์ที่สำคัญมากในช่วงปี 1960 ระหว่างเสด็จฯเยือนอเมริกาและประเทศต่างๆในทวีปยุโรป


ผลตอบรับที่ได้น่าชื่นใจขนาดไหนเพคะ

ท่านหญิงดีใจ, ซาบซึ้งใจ และอบอุ่นใจมาก ที่สื่อต่างชาติระดับโลกได้เห็นและเข้าใจนิทรรศการเป็นอย่างดี WWD และ VOGUE USA ต่างก็ลงบทความเทิดพระเกียรติสมเด็จย่า พร้อมชื่นชมความงดงามของชุดไทยและหัตถศิลป์ไทย ท่านหญิงยินดีกับทีมงานที่ได้เห็นฝรั่งมายืนต่อคิวกลางปารีสเพื่อเข้าชมนิทรรศการของเราตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ยินดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง เราใช้เวลาเตรียมงานกันมาเป็นปี ทีมงานทุกคนทั้งไทยและต่างชาติทุ่มเทให้กับนิทรรศการนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งแสดงถึงความร่วมมือของทั้งไทยและฝรั่งเศสอย่างแท้จริง

ทรงมีสิ่งใดที่จะฝากถึงคนไทยเพคะ

 ท่านหญิงภูมิใจแทนคนไทยทุกคนที่พวกเราได้นำศิลปวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทยมาจัดแสดงให้คนทั่วโลกได้ยอมรับและชื่นชม ท่านหญิงคงต้องขอขอบคุณทีมงานทุกคน, หน่วยงานทุกองค์กร และทุกๆท่านที่ให้การสนับสนุนนิทรรศการนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ถ้าใครมีโอกาสมาปารีส ก็อยากให้มาดูนะคะ ท่านหญิงเชื่อว่าคนไทยที่ได้มีโอกาสดูนิทรรศการนี้แล้ว ทุกคนต้องภูมิใจในความเป็นไทยอย่างแน่นอน “La Mode en Majesté” มิได้นำเสนอแค่มรดกภูมิปัญญา, ศิลปวัฒนธรรม และวิวัฒนาการของแฟชั่นไทย เพราะนิทรรศการนี้ได้มีความหมายที่แฝงเอาไว้ ซึ่งก็คือบทบาทของแฟชั่นที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ของชาติตามกาลเวลา อีกทั้งแฟชั่นยังมีบทบาทในฐานะทูตทางวัฒนธรรม ดังจะเห็นได้จากฉลองพระองค์ของสมเด็จย่า ทุกชุดมีเรื่องราว, ความหมาย, บทบาท ตามวาระโอกาสและยุคสมัย...

“ท่านหญิงสัมผัสได้ว่าสมเด็จย่าประทับอยู่ตรงนี้”.

ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม