ปัญหาเพื่อนยืมเงินแล้วไม่คืน จากคนที่เคยทักมาคุยทุกวัน พอถึงกำหนดคืนเงินปุ๊บ กลับกลายเป็น “บุคคลล่องหน” แบบทันทีทันใด โทรไม่รับ ไลน์ไม่อ่าน กดเข้าโปรไฟล์ Facebook ก็เหมือนโดนลบเพื่อนไปแล้วแบบงงๆ จนเจ้าหนี้หลายคนได้เข้าใจความหมายของคำว่า “ยืมปุ๊บ หายปั๊บ” อย่างแท้จริง ใครเจอแบบนี้บ่อยๆ ต้องจำไปใช้ 5 วิธีปฏิเสธเพื่อนยืมเงิน แบบสุภาพ ไม่เสียเพื่อน ไม่เสียเงินในกระเป๋า
ทุกวันนี้พฤติกรรม “บล็อกโซเชียลหนีเจ้าหนี้” กลายเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในยุคออนไลน์ เพราะสำหรับบางคน การกดปุ่ม Block ดูง่ายกว่าการตอบคำถามว่า “เมื่อไหร่จะคืนเงิน” หลายเท่า และเบื้องหลังการหายเงียบเหล่านั้น ก็มักมีเหตุผลบางอย่างซ่อนอยู่เสมอ
รวม 5 เหตุผลที่คนยืมเงินไม่คืน ใช้วิธีบล็อกโซเชียลเจ้าหนี้
1. ตัดความเครียด หนีความรู้สึกผิดชั่วคราว
สำหรับลูกหนี้หลายคน การเห็นชื่อเจ้าหนี้เด้งขึ้นมาบนหน้าจอ คือหนึ่งในสิ่งที่สร้างความกดดันมากที่สุด เพราะทุกข้อความเตือนให้คิดถึงภาระที่ยังจัดการไม่ได้ ยิ่งไม่มีเงินคืน ก็ยิ่งไม่กล้าตอบ
สุดท้ายการบล็อกจึงกลายเป็นทางออกง่ายที่สุดในความรู้สึกของพวกเขา เพราะอย่างน้อยก็ช่วย “ตัดเสียงทวง” และทำให้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงทุกวัน แม้ปัญหาจะยังอยู่เหมือนเดิมก็ตาม
2. อยากใช้ชีวิตปกติ โดยไม่ต้องระแวงเจ้าหนี้
บางคนยังใช้ชีวิตเที่ยว กิน คาเฟ่ ช้อปปิ้ง หรือโพสต์รูปสนุกสนานลงโซเชียลตามปกติ แต่ลึกๆ ก็รู้ว่าถ้าเจ้าหนี้เห็น อาจโดนทักกลับมาทันทีว่า “มีเงินเที่ยว แต่ไม่มีเงินคืน?”
...
เพื่อหลีกเลี่ยงดราม่าและความอึดอัด หลายคนจึงเลือกบล็อกเจ้าหนี้ไว้ก่อน จะได้ใช้โซเชียลแบบสบายใจ ไม่ต้องคอยกังวลว่าทุกสตอรี่จะกลายเป็นหลักฐานทางการเงิน
3. กลัวโดนทวง หรือโดนประจานบนโลกออนไลน์
โซเชียลมีเดียคือพื้นที่ภาพลักษณ์ของคนยุคนี้ ลูกหนี้จำนวนไม่น้อยจึงกลัวว่า วันหนึ่งเจ้าหนี้อาจเข้าไปคอมเมนต์ใต้โพสต์ ทักหาแฟน หรือแคปแชตไปโพสต์ประจานจนเสียหน้า
การบล็อกจึงเหมือนการสร้าง “กำแพงกันดราม่า” เพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องหนี้กระทบชีวิตส่วนตัว งาน หรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง โดยเฉพาะคนที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์บนโลกออนไลน์มากๆ
4. คิดว่า “ขอหายไปก่อน” แล้วค่อยกลับมาแก้ปัญหา
ลูกหนี้บางคนไม่ได้ตั้งใจโกงตั้งแต่แรก แต่เลือกใช้วิธี “ซื้อเวลา” เพราะยังไม่มีเงินคืนและไม่พร้อมตอบคำถาม จึงคิดว่าเงียบไปก่อน เดี๋ยวพร้อมเมื่อไหร่ค่อยกลับมาคุย
แต่ในความเป็นจริง ยิ่งเวลาผ่านไป ความอายและความเกรงใจก็มักยิ่งเพิ่มขึ้น จากแค่หายไม่กี่วัน กลายเป็นไม่กล้าติดต่ออีกเลย จนสุดท้ายความสัมพันธ์พังไปพร้อมกับหนี้ก้อนนั้น
5. ปกป้องอีโก้ตัวเอง ด้วยการมองว่าเจ้าหนี้เป็นฝ่ายผิด
ในทางจิตวิทยา เมื่อคนเรารู้สึกผิดมากๆ บางครั้งสมองจะพยายามหาข้ออ้างมาปลอบตัวเอง เช่น “เจ้าหนี้ก็ไม่ได้เดือดร้อนขนาดนั้น” หรือ “ทวงเยอะเกินไปไหม”
ความคิดลักษณะนี้ช่วยลดความรู้สึกผิดในใจ และทำให้ลูกหนี้บางคนเริ่มมองว่า ตัวเองคือฝ่ายถูกกดดัน ส่วนเจ้าหนี้กลายเป็น “ตัวร้าย” ไปแทน การบล็อกจึงเหมือนการตัดคนที่ทำให้ตัวเองรู้สึกไม่สบายใจออกจากชีวิตชั่วคราว
เพื่อนยืมเงินไม่คืน แจ้งความได้ไหม
หากเพื่อนยืมเงินแล้วไม่คืน สามารถแจ้งความหรือดำเนินคดีได้ โดยเฉพาะกรณีที่มีมูลหนี้ตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป ควรมีหลักฐานชัดเจน เช่น แชตการยืมเงิน สลิปโอน ข้อความรับสภาพหนี้ หรือหลักฐานการทวงถาม เพราะจะช่วยยืนยันได้ว่ามีการยืมเงินจริง
โดยทั่วไปคดีลักษณะนี้มักถูกมองเป็น “คดีแพ่ง” เกี่ยวกับหนี้สินระหว่างบุคคล เจ้าหน้าที่อาจแนะนำให้ฟ้องเรียกเงินคืนผ่านศาล แต่หากพบว่ามีพฤติกรรมหลอกยืมตั้งแต่แรก เช่น แต่งเรื่องโกหกเพื่อให้โอนเงิน หรือได้เงินแล้วหนี บล็อกทุกช่องทางทันที ก็อาจเข้าข่าย “ฉ้อโกง” ซึ่งสามารถดำเนินคดีอาญาได้เช่นกัน
สุดท้ายแล้ว การบล็อกไม่ได้ทำให้หนี้หายไป
แม้การบล็อกโซเชียลเจ้าหนี้จะช่วยให้เงียบขึ้นในระยะสั้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้ปัญหาจบลงจริงๆ เพราะสิ่งที่เจ้าหนี้หลายคนเสียความรู้สึกที่สุด อาจไม่ใช่เรื่องเงิน แต่คือการหายไปโดยไม่อธิบายอะไรเลย
บางครั้งแค่การพูดตรงๆ ว่ายังไม่พร้อมคืน ขอกำหนดเวลาใหม่ หรืออธิบายตามจริง ก็อาจรักษาความสัมพันธ์และความเชื่อใจไว้ได้มากกว่าการกด Block แล้วปล่อยอีกฝ่ายงงอยู่ลำพังบนหน้าจอแชตที่ไม่มีวันถูกอ่านอีกต่อไป