หลายคนคงคุ้นเคยกับประโยคคลาสสิกที่ว่า “ขยันผิดที่ สิบปีก็ไม่รวย” ในโลกของการทำงานยุคปัจจุบัน การก้มหน้าก้มตาทำงานหนักวันละ 10-12 ชั่วโมง ไม่ได้การันตีว่าคุณคือพนักงานที่ยอดเยี่ยมเสมอไป 

อาการเหนื่อยล้าจากการเคลียร์งานกองโตแต่กลับรู้สึกว่าไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรเลย คือสัญญาณเตือนว่าคุณอาจกำลังติดกับดักของคำว่า “คนขยัน”

การก้าวข้ามจากคนทำงานไปวันๆ สู่การเป็น High Performer หรือบุคคลที่สร้างผลงานเป็นเลิศ คือ ศิลปะของการบริหารจัดการตัวเอง เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ทรงพลังที่สุดโดยใช้ทรัพยากรและเวลาอย่างชาญฉลาด

ชวนสำรวจตัวเอง คุณเป็นแค่คนขยัน หรือเป็น “High Performer”

เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจน ลองมาสแกนพฤติกรรมการทำงานกันดูว่า รูปแบบการทำงานของคุณกำลังตกอยู่ในฝั่งไหน

1. มาตรวัดความสำเร็จ จำนวนชั่วโมง vs ผลกระทบของงาน

คนขยันทั่วไปมักให้ความสำคัญกับ “ปริมาณ” พวกเขามักภูมิใจกับการเลิกงานดึกและจำนวนชิ้นงานที่ทำเสร็จในแต่ละวัน แต่สำหรับ High Performer จะมองที่ “คุณภาพและผลกระทบ (Impact)” เป็นหลัก 

...

งานที่ทำต้องตอบโจทย์เป้าหมายใหญ่ ต่อให้ใช้เวลาทำแค่ไม่กี่ชั่วโมง แต่ถ้าสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ นั่นคือความสำเร็จที่แท้จริง

2. การรับมือกับเป้าหมาย กวาดทำทุกอย่าง vs เลือกทำเฉพาะสิ่งสำคัญ

เมื่อมีงานหลั่งไหลเข้ามา คนขยันจะพยายามทำทุกอย่างที่ขวางหน้าให้เสร็จ รับจบทุกโปรเจกต์จนตัวเองล้นมือ ในขณะที่ High Performer จะมีทักษะในการ “เลือกและปฏิเสธ” พวกเขาจะคัดกรองเฉพาะงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายหลัก และกล้าปฏิเสธงานที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มออกไปโดยไม่รู้สึกลำบากใจ

3. วิถีแห่งการแก้ปัญหา ดับไฟเฉพาะหน้า vs วางระบบป้องกัน

วิถีของคนขยันคือการเป็นนักดับเพลิง ที่คอยตามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ เกิดเรื่องทีก็แก้ที แต่ High Performer จะสวมบทบาทเป็นนักวิเคราะห์ เมื่อเกิดปัญหา พวกเขาจะขุดเจาะลงไปถึงสาเหตุรากฐาน แล้ววางระบบหรือสร้างกระบวนการเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานั้นเกิดซ้ำขึ้นอีก

4. การพัฒนาทักษะ รอคนป้อน vs ขวนขวายด้วยตัวเอง

คนทำงานทั่วไปมักรอให้องค์กรจัดอบรม หรือรอให้มีคนมาสอนงานให้ถึงจะเกิดการเรียนรู้ แต่บุคคลทรงประสิทธิภาพจะไม่รอโชคชะตา พวกเขาจะประเมินจุดอ่อนของตัวเองอยู่เสมอ ขวนขวายหาความรู้ใหม่ๆ และอัปสกิลตัวเองให้ล้ำหน้ากว่าความต้องการของตลาดอยู่ตลอดเวลา

4 ขั้นตอนอัปเกรดตัวเองสู่ High Performer

การเปลี่ยนสถานะตัวเองไม่ได้ใช้เวทมนตร์ แต่ต้องอาศัยการปรับจูนวิธีคิด และวิธีการลงมือทำอย่างเป็นระบบ ดังนี้

ใช้กฎ 80/20 โฟกัสที่ผลลัพธ์ ไม่ใช่ความยุ่ง

เลิกหลอกตัวเองว่าการตอบแชตไวหรือการนั่งในออฟฟิศนานๆ คือผลงาน กฎปาเรโต ระบุไว้ว่า ผลลัพธ์ 80% มักมาจากความพยายามเพียง 20% ดังนั้นในแต่ละวัน ให้ลิสต์งานทั้งหมดออกมา แล้วเลือกโฟกัสแค่งาน 1-3 ชิ้นที่เป็นแกนหลักและสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโปรเจกต์หรือองค์กรได้มากที่สุด

บริหารพลังงาน ไม่ใช่แค่เวลา

High Performer รู้ดีว่ามนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักรที่สามารถรักษาสมาธิได้เท่ากันตลอดทั้งวัน หากรู้ว่าสมองตัวเองแล่นที่สุดในช่วงเช้า ให้เก็บช่วงเวลานั้นไว้สำหรับงานที่ยากและต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ส่วนช่วงบ่ายที่พลังงานเริ่มตก ค่อยจัดสรรไว้สำหรับการตอบอีเมล จัดการเอกสาร หรืองานที่ใช้กลไกการทำแบบซ้ำๆ

ออกแบบการทำงานแบบดำดิ่ง 

สมาธิคือสกิลที่แพงที่สุดในยุคนี้ การทำงานสลับไปมา จะทำให้สมองเสียพลังงานไปกับการเริ่มต้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลองสร้างช่วงเวลา 90-120 นาที ปิดการแจ้งเตือนทุกอย่าง งดโซเชียลมีเดีย และจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าเพียงอย่างเดียว

สร้างระบบสะท้อนกลับ

คนเก่งระดับท็อปจะไม่รอให้ถึงช่วงประเมินปลายปีถึงจะรู้ตัวว่าตัวเองพลาดตรงไหน แต่จะสร้างลูปการเรียนรู้ด้วยการขอความคิดเห็นจากหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานอย่างสม่ำเสมอ เปิดใจรับฟังคำวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ และนำมาปรับปรุงทันที

ความพยายามเป็นสิ่งที่ดี แต่ความพยายามที่ไร้ทิศทางย่อมสูญเปล่า การเป็น High Performer คือการรู้จักจังหวะเร่ง จังหวะผ่อน และรู้ว่าควรทุ่มเทแรงกายแรงใจไปที่จุดไหน เพื่อให้ผลลัพธ์สุดท้ายทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงแทนความเหน็ดเหนื่อยทั้งหมด