ก่อนพิธีเปิดนิทรรศการประวัติศาสตร์ ฉลอง 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฝรั่งเศส “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 พ.ค.ถึง 1 พ.ย.2569 ณ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อถ่ายทอดคุณค่าแห่งมรดกภูมิปัญญาไทย ผ่านงานออกแบบเครื่องแต่งกาย และงานหัตถศิลป์ชั้นสูง ในฐานะองค์อุปถัมภ์ “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา” ได้ประทานสัมภาษณ์พิเศษกับโว้กอเมริกา ถึงการสืบทอดบทบาทในการปกป้องงานหัตถศิลป์ไทย, การสนับสนุนนักออกแบบรุ่นใหม่ และบทสนทนาที่ยังคงดำเนินต่อไปกับ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”


...

“สมเด็จย่าทรงใช้แฟชั่นเหมือนสื่อกลางทางการทูต ในการส่งสารอย่างแยบยล นั่นคือวิธีอันชาญฉลาดมากในการนำเสนอรากเหง้าของเรา ไม่เพียงปรากฏพระองค์ ในชุดสวยงามของบัลแมง แต่ยังทรงฉลองพระองค์ชุดประจำชาติไปทั่วโลก เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรามีสไตล์ของตัวเอง ทรงรักประวัติศาสตร์ และศิลปะ และทรงศึกษาทุกอย่างด้วยพระองค์เอง ไม่ว่าจะเป็นผ้า, เครื่องประดับ หรือรายละเอียดต่างๆ ในยุค 60 และ 70 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่ใช่อย่างวันนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องมีอัตลักษณ์ของตัวเองบนเวทีโลก และพระองค์คือผู้สร้างสิ่งนั้นขึ้นมา โดยยืนเคียงข้างพระมหากษัตริย์ เพื่อสะท้อนสิ่งที่พระองค์ทรงสนับสนุน แต่ในแบบฉบับของพระองค์เอง พระองค์ทรงสนุก มีชีวิต ชีวา และมีแนวคิดของพระองค์เองว่า “ราชินีสมัยใหม่” ควรสื่อสารกับโลกอย่างไร



...พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าเสมอว่า อย่าลืมบ้านเกิดและวัฒนธรรมของตัวเอง จงนำสิ่งดีๆของยุโรปกลับมาพัฒนาคนไทย และอย่าทิ้งช่างฝีมือไว้ข้างหลัง จำได้ว่าครั้งหนึ่งนั่งอยู่ข้างพระองค์ มีรับสั่งว่าหลังจากผ่านพิธีรีตอง ถุงมือสีขาว และธรรมเนียมต่างๆมาหลายทศวรรษ ถึงเวลาผ่อนคลายและสนุกได้แล้ว ตอนนั้นทรงมีพระชนมายุราว 70 พรรษา สมเด็จย่าทรงเป็นไอคอน เป็นราชินีที่ผู้คนรักข้ามยุคสมัย ผู้คนไม่ได้ติดตามพระองค์เพียงเพราะเสื้อผ้าและเครื่องเพชร แต่เพราะวิธีการตรัส, มารยาท, ไหวพริบ และบุคลิกอันงดงามทั้งหมดของพระองค์

...



...ในแง่ของแฟชั่น พระองค์ทรงฟื้นฟูประเพณีขึ้นมาใหม่ และยังคงสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ พระองค์ทรงนำธรรมเนียมดั้งเดิมมาปรับเล็กน้อยให้ทันสมัย คล้ายกับกิโมโนของญี่ปุ่น หรือส่าหรีของอินเดีย พระองค์ยังทรงสนับสนุนสีย้อมธรรมชาติ และส่งเสริมให้คนสวมใส่สิ่งทอไทยในชีวิตประจำวัน ทรงสนับสนุนช่างฝีมือและชาวบ้านในชนบท ผ่านสิ่งที่ต่อมากลายเป็นมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ นั่นเป็นงานสำคัญมาก เพราะท้ายที่สุดแล้ว “งานฝีมือ” คือสิ่งหนึ่งที่ AI ทำไม่ได้

...



...

...สำหรับนิทรรศการ ไม่บ่อยนักที่เราจะนำ “สมบัติของชาติ” ออกมาให้โลกเห็นแบบนี้ เสื้อผ้าเหล่านี้ทั้งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และมีความเป็นส่วนพระองค์อย่างมาก ข้าพเจ้าทูลสมเด็จย่าว่า หลานกำลังจะไปปารีส กำลังจะทำสิ่งนี้ หวังว่าพระองค์จะทรงชี้นำไปในทางที่ดี หากมีอะไรไม่ดี ก็ขอให้พระองค์บอกหลาน ข้าพเจ้ามักนำดอกไม้ไปถวายและจัดทุกอย่างให้เหมือนที่สมเด็จย่าทรงชอบ ทั้งโต๊ะเครื่องแป้ง น้ำหอม แล้วก็นั่งคุยกับพระองค์...ข้าพเจ้าจะไม่ทำให้พระองค์ผิดหวัง”



ภายใต้การดูแลของ “เบียทริซ เคตต์” (Béatrice Quette) ภัณฑารักษ์ประจำคอลเลกชันศิลปะเอเชียและอิสลามของ Musée des Arts Décoratifs นิทรรศการครั้งนี้มุ่งถ่ายทอดคุณค่าแห่งมรดกภูมิปัญญาไทย ผ่านงานออกแบบเครื่องแต่งกาย, ผ้ายกโบราณ, งานหัตถศิลป์ชั้นสูง ตลอดจนผลงานร่วมสมัยของนักออกแบบไทย รวมกว่า 200 รายการ โดยแบ่งออกเป็น 7 ห้องจัดแสดง เริ่มต้นด้วยห้อง “ปฐมบทแห่ง 170 ปี ความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส” เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ผ่านบทบาทของเครื่องแต่งกายในฐานะสื่อกลางทางวัฒนธรรมและการทูต ต่อด้วยห้อง “ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ” ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นชุดประจำชาติ ภายในจัดแสดงฉลองพระองค์ใน “สมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง”, “สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี” และ “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา” สะท้อนการสืบสานและต่อยอดความงดงามของเครื่องแต่งกายไทยในแต่ละยุคสมัย


น่าชมรวมถึงห้อง “ราชพัสตรา คุณค่าแห่งงานหัตถศิลป์” นำเสนอความประณีตของงานหัตถศิลป์ไทย ผ่านเครื่องใช้และของประดับตกแต่ง อาทิ กระเป๋า, พัดเขียนลาย และเครื่องเบญจรงค์ อีกหนึ่งห้องจัดแสดงสำคัญคือ “ฉลองพระองค์ในสมเด็จพระบรม ราชชนนีพันปีหลวง โดยห้องเสื้อบัลแมงและสถาบันงานปักชั้นสูงเลอซาจ” นับเป็นครั้งแรกที่จัดแสดงกระบวนการทรงงานและการค้นคว้าร่วมกับห้องเสื้อฝรั่งเศสและมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ผ่านภาพร่าง, ตัวอย่างผืนผ้า และงานปักประดับ

นอกจากนี้ยังมีห้อง “ผ้ายกและผ้าทอพื้นถิ่น” สะท้อนภูมิปัญญาการทอผ้าจากภูมิภาคต่างๆของไทย และห้อง “ผ้าไหมมัดหมี่ในงานแฟชั่นชั้นสูง” เผย ให้เห็นการนำผ้าไทยไปสู่โลกแฟชั่นชั้นสูงของฝรั่งเศส ผ่านงานออกแบบร่วมกับสถาบันงานปักชั้นสูงเลอซาจ พลาดไม่ได้คือห้อง “ศิลปะการปักจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI” พร้อมผลงานจากดีไซเนอร์ไทยร่วมสมัย ถ่ายทอดบทบาทผู้สืบทอดและตีความศิลปวัฒนธรรมไทยในมิติใหม่

คือความภูมิใจของคนไทยทั้งชาติที่ประกาศก้องสู่ชาวโลก ผ่านมรดกทางวัฒนธรรมคู่แผ่นดิน.

ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม