ในยุคที่ทุกอย่างต้องเร่งรีบแข่งกับเวลา หลายคนอาจมองว่าการเดินทางที่ใช้เวลานานๆ เป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่เชื่อไหมว่าตอนนี้เทรนด์การเที่ยวทางบก แบบ "Slow Travel" กำลังกลับมาเป็นกระแสแรงสุดๆ

ปัจจัยแรกแน่นอนว่าหนีไม่พ้นเรื่องการเซฟเงินในกระเป๋าจาก "ค่าภาษีสนามบิน" และค่าตั๋วเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้นจากภาวะขาดน้ำมัน แต่เหตุผลสำคัญที่ทำให้นักเดินทางยุคนี้ยอมแลกเวลาหลายสิบชั่วโมงบนเบาะรถทัวร์หรือเตียงรถไฟ คือ ความต้องการที่จะ "ฮีลใจ" ซึ่งการเดินทางที่เชื่องช้าลง กลายเป็นช่วงเวลาล้ำค่าที่เราได้ตัดขาดจากความวุ่นวาย เปิดรับประสบการณ์แปลกใหม่ และที่สำคัญคือการได้ใช้เวลาทบทวนและเรียนรู้ตัวเองอีกครั้งจากโลกที่วุ่นวาย ณ ปัจจุบัน หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากชาร์จแบตชีวิตด้วยศิลปะแห่งการเดินทางที่เน้น "ระหว่างทาง" มากกว่าปลายทาง 

ไทยรัฐออนไลน์จะพามาดู 5 พิกัดเปิดรูททางเลือกข้ามพรมแดนที่น่าสนใจ เดินได้ไม่ยาก ประหยัดงบ และได้ไวบ์ดีกว่าที่คิด

1. นั่งรถไฟตู้นอนสุดคลาสสิก ทะลุพรมแดนไทย-มาเลเซีย (กรุงเทพฯ - ปาดังเบซาร์ - ปีนัง)

เส้นทางข้ามประเทศยอดฮิตที่สายสโลว์ไลฟ์ต้องไปโดนสักครั้ง แทนที่จะจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินแพงๆ ลองเปลี่ยนมาจองตั๋วรถไฟด่วนพิเศษตู้นอน (ขบวนที่ 45) จากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ยิงยาวไปตื่นที่สถานีปาดังเบซาร์ ชายแดนมาเลเซีย

ทริปนี้คุณจะได้นอนหลับสบายๆ บนเตียงนุ่มๆ ตื่นเช้ามาชมวิวสองข้างทางภาคใต้ที่เขียวชอุ่ม เมื่อถึงปาดังเบซาร์ก็แค่เดินลงมาประทับตราพาสปอร์ตที่สถานีได้เลย

จากนั้นสามารถเปลี่ยนไปนั่งรถไฟชานเมืองของมาเลเซีย (KTM Komuter) เพื่อข้ามไปเที่ยวเมืองมรดกโลกอย่าง "ปีนัง" หรือจะนั่งรถไฟความเร็วสูง (ETS) พุ่งตรงเข้ากัวลาลัมเปอร์ก็ทำได้ง่ายๆ ในราคาที่เซฟกว่านั่งเครื่องบินเกินครึ่ง

...

2. นั่งรถไฟข้ามแม่น้ำโขง เช็กอินนครหลวงเวียงจันทน์ (กรุงเทพฯ - หนองคาย - เวียงจันทน์)

การไปเที่ยวลาวในยุคนี้สะดวกสบาย ง่าย และฟีลดีมาก โดยเฉพาะเมื่อมีเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อโดยตรงแบบไร้รอยต่อ คุณสามารถนั่งรถไฟตู้นอนจากกรุงเทพฯ ไปลงที่สถานีหนองคาย แล้วนั่งรถไฟข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เพื่อเข้าสู่สถานีท่านาแล้ง หรือเส้นทางใหม่ล่าสุดที่ยิงยาวไปถึงสถานี "คำสะหวาด" ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ใจกลางเมืองเวียงจันทน์มากขึ้น

ไฮไลต์ คือ ช่วงเวลาที่รถไฟวิ่งข้ามแม่น้ำโขง คุณจะได้เห็นวิวแม่น้ำที่กว้างใหญ่และวิถีชีวิตริมน้ำแบบสโลว์ไลฟ์ เป็นจุดถ่ายรูปที่ใครเห็นก็ต้องอิจฉา 

แถมไม่ต้องไปเบียดเสียดต่อคิวที่สนามบิน ไม่ต้องพะวงเรื่องน้ำหนักกระเป๋า หากมีเวลาเหลือยังสามารถไปนั่งรถไฟความเร็วสูงล้านช้าง (LCR) ของลาว เพื่อไปเที่ยววังเวียงหรือหลวงพระบางต่อได้เลย

3. รูททางเลือกสายธรรมชาติและอารยธรรมโบราณ (กรุงเทพฯ - อุบลราชธานี - ปากเซ ลาวใต้)

หากกำลังมองหาเส้นทางทางเลือกใหม่ๆ ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน แถมได้สัมผัสทั้งธรรมชาติอลังการและกลิ่นอายประวัติศาสตร์ รูท "ลาวใต้" คือคำตอบที่ใช่ คุณสามารถนั่งรถไฟตู้นอนขบวนด่วนพิเศษอีสานมรรคา หรือรถทัวร์แบบสลิปเปอร์บัสจากกรุงเทพฯ ไปลงที่อุบลราชธานี จากนั้นต่อรถบัสระหว่างประเทศ (บขส.) วิ่งข้ามด่านช่องเม็ก มุ่งหน้าสู่เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก ได้แบบชิลๆ

ทริปนี้คุณจะได้พักผ่อนเต็มอิ่มบนรถไฟหรือรถทัวร์ตู้นอน ตื่นมารับแสงแรกที่อุบลฯ การผ่านแดนที่ด่านช่องเม็กนั้นสะดวกสบายและไม่วุ่นวาย เมื่อข้ามฝั่งไปแล้ววิวสองข้างทางจะเต็มไปด้วยความเขียวขจีของที่ราบสูงและไร่กาแฟ

ลาวใต้ อย่างปากเซ คือ ประตูสู่ธรรมชาติระดับโลกอย่าง "ที่ราบสูงโบลาเวน" ที่มีน้ำตกตระการตาอย่างตาดฟานและตาดเยื้อง นอกจากนี้ยังมี "ปราสาทวัดพู" มรดกโลกทางวัฒนธรรมซึ่งเป็นอารยธรรมขอมโบราณที่ขลังและงดงาม ถือเป็นเส้นทางที่ตอบโจทย์คนชอบเที่ยวแนวประวัติศาสตร์ควบคู่ไปกับธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ

4. นั่งรถไฟทะลุ 3 ประเทศ สู่ดินแดนแห่งฤดูใบไม้ผลิ (กรุงเทพฯ - ลาว - คุนหมิง จีน)

เส้นทางนี้ คือ สุดยอดมหากาพย์แห่งการเดินทางทางบกที่กำลังฮิตที่สุดในหมู่นักเดินทางสายผจญภัย คุณสามารถต่อยอดจากรูทหนองคาย-เวียงจันทน์ ด้วยการกระโดดขึ้นรถไฟความเร็วสูงล้านช้าง (LCR) จากสถานีเวียงจันทน์ ยิงยาวข้ามพรมแดนลาว-จีน ไปสิ้นสุดที่เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ได้ภายในวันเดียว

วิวสองข้างทางของเส้นทางนี้คือที่สุดของความอลังการ คุณจะได้นั่งรถไฟทะลุอุโมงค์เจาะภูเขานับร้อยแห่ง ข้ามสะพานสูงเสียดฟ้า และชมทัศนียภาพที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากป่าเขตร้อนของลาว ไปสู่ภูมิประเทศขุนเขาสูงตระหง่านและอากาศที่เย็นลงเรื่อยๆ เมื่อเข้าสู่เขตประเทศจีน

ความน่าสนใจของรูทนี้ เป็นการเดินทางที่ประหยัดทั้งเงินและเวลาเมื่อเทียบกับการบินไปลงคุนหมิง แถมยังได้แวะเที่ยวเมืองฮิตตามรายทางอย่าง วังเวียง หลวงพระบาง และสิบสองปันนา ถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้เที่ยวถึง 2 ประเทศที่คุ้มค่าสุดๆ

5. มหากาพย์ลงใต้ นั่งรถไฟเชื่อม 3 มหานคร (กรุงเทพฯ - มาเลเซีย - สิงคโปร์)

สำหรับใครที่มีเวลาและอยากพิชิตเส้นทางสุดคลาสสิกที่แบ็กแพ็กเกอร์ทั่วโลกใฝ่ฝัน ต้องลองรูทนี้นั่งรถไฟยาวๆ จากไทยไปโผล่สิงคโปร์ เริ่มจากนั่งรถไฟด่วนพิเศษจากกรุงเทพฯ ไปปาดังเบซาร์ ต่อรถไฟความเร็วสูง (ETS) ของมาเลเซียเข้ากัวลาลัมเปอร์ และเปลี่ยนขบวนมุ่งหน้าลงใต้สู่สถานียะโฮร์บาห์รู เพื่อข้ามด่านวู้ดแลนด์เข้าสู่เกาะสิงคโปร์

...

เส้นทางนี้คุณจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกสองใบ จากทุ่งนาและภูเขาฝั่งไทย เข้าสู่ดงปาล์มและสถาปัตยกรรมโคโลเนียลของมาเลเซีย ก่อนจะปิดท้ายด้วยตึกระฟ้าล้ำยุคของสิงคโปร์ เป็นทริปที่ตอบโจทย์ความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ระบบรถไฟของมาเลเซียและสิงคโปร์นั้นตรงเวลาและทันสมัยมาก แม้จะต้องมีการเปลี่ยนขบวน แต่สถานีก็เชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ ทำให้คุณสามารถแวะพักเที่ยวในเมืองใหญ่ๆ ระหว่างทางได้อย่างไร้รอยต่อ

Slow Travel เมื่อ "ระหว่างทาง" มีค่ามากกว่า "ปลายทาง"

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเดินทางด้วยรถไฟหรือรถทัวร์นั้นใช้เวลามากกว่าการนั่งเครื่องบินหลายเท่า แต่ในความเชื่องช้านั้น กลับซ่อนข้อดีและประสบการณ์ล้ำค่าที่ความรวดเร็วให้เราไม่ได้

ในชีวิตประจำวันที่เราคุ้นชินกับความเร่งรีบ การต้องนั่งเฉยๆ บนเบาะรถทัวร์หรือเตียงรถไฟข้ามคืน คือช่วงเวลาบังคับให้เราได้หยุดพักอย่างแท้จริง ไม่มีสัญญาณแจ้งเตือนเรื่องงาน ไม่มีภาระให้ต้องจัดการ นี่คือทริปยาวที่คุณจะได้กลับมาใช้เวลากับตัวเองอย่างเต็มอิ่ม

คุณอาจจะได้หยิบหนังสือเล่มโปรดที่ดองไว้มาอ่านจนจบ ได้ฟังเพลย์ลิสต์เพลงยาวๆ โดยไม่ต้องกดข้าม ได้ปล่อยใจให้ลอยไปกับวิวหน้าต่างที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงตามระยะทาง หรือแม้กระทั่งการได้นั่งคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวกับคนแปลกหน้าที่บังเอิญนั่งข้างกัน สิ่งเหล่านี้คือ "ศิลปะแห่งการเดินทาง" ที่ช่วยขัดเกลาจิตใจ ลดจังหวะชีวิตให้ช้าลง และทำให้เรากลับมามองเห็นความสวยงามของสิ่งเล็กๆ รอบตัวได้อีกครั้ง

ท้ายที่สุดแล้ว การหนีภาษีสนามบินมาซบเส้นทางบก อาจไม่ได้เป็นแค่การประหยัดเงินในกระเป๋า แต่คือการลงทุนซื้อ "เวลา" และ "พื้นที่ว่าง" ให้ตัวเองได้ชาร์จแบตเตอรี่ชีวิตอย่างแท้จริง

...