ตลอดช่วงเดือนที่ผ่านมา บรรยากาศทั่วประเทศเต็มไปด้วยคำว่า “สอบเข้า” อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการสอบเข้า ป.1, ม.1, ม.4 ไปจนถึงการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย หลายครอบครัวต่างลุ้นผลสอบ เตรียมเอกสาร วางแผนอนาคตให้ลูกหลาน จนเรียกได้ว่าเป็น “เทศกาลแห่งการสอบ” ของระบบการศึกษาไทย

สำหรับเด็กโตในระดับมัธยม หรือวัยมหาวิทยาลัย การแข่งขันเพื่อเข้าสถานศึกษาที่ต้องการอาจเป็นเรื่องที่สังคมคุ้นชินและเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะเป็นช่วงวัยที่เริ่มมองเห็นเป้าหมายชีวิต มีความรับผิดชอบ และพร้อมรับแรงกดดันมากขึ้น

แต่เมื่อคำว่า “สอบเข้า” ขยับลงมาถึงเด็กเล็กวัยเพียง 5–6 ขวบ ในการสอบเข้า ป.1 โดยเฉพาะโรงเรียนชื่อดังอย่าง โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คำถามจากสังคมก็เกิดขึ้นทันที

เด็กเล็กจำเป็นต้องสอบแข่งขันแล้วหรือ?

จะเครียดเกินไปไหม?

วัยนี้ควรเล่นมากกว่านั่งติวหรือไม่?

แล้วเหตุใดพ่อแม่จำนวนมากจึงยอมทุ่มเทเวลาและทรัพยากร เพื่อพาลูกเข้าสนามสอบนี้?

ในอีกมุมหนึ่ง หลายครอบครัวเชื่อว่า การได้เข้าเรียนในโรงเรียนสาธิต คือโอกาสสำคัญของชีวิตลูก ทั้งด้านคุณภาพการศึกษา สภาพแวดล้อม เพื่อนร่วมรุ่น ระบบการเรียนที่เข้มแข็ง และเส้นทางต่อยอดในอนาคต จึงไม่น่าแปลกใจที่ทุกปีจะมีผู้สมัครจำนวนมาก แข่งขันกันสูงตั้งแต่ชั้น ป.1

แล้วความจริงคืออะไร?

โรงเรียนสาธิตดีอย่างไร?

ทำไมคนถึงแย่งกันเข้า?

และการเตรียมเด็กเล็กเข้าสอบ ควรทำอย่างไรจึงจะสมดุลระหว่าง “ความสำเร็จ” กับ “ความสุขในวัยเด็ก”

วันนี้ทีมข่าว ไทยรัฐ จึงมาพูดคุยกับ พญ.ธวลิดา เวชชวณิชย์ คุณหมอยูมิ คุณหมอผู้เชี่ยวชาญพัฒนาการเด็ก เจ้าของโรงเรียนบ้านคุณหมอ DoctorKidSchool โรงเรียนติวสอบเข้าสาธิต ป.1 ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครองจำนวนมากมาย ในฐานะสถาบันเตรียมความพร้อมเด็กสอบเข้า ป.1 โรงเรียนสาธิตชั้นนำ โดยเฉพาะสายสาธิตที่มีการแข่งขันสูง เช่น สาธิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยในแต่ละปี โรงเรียนบ้านคุณหมอมีเด็กนักเรียนสามารถสอบเข้าโรงเรียนสาธิตได้ตามเป้าหมาย ได้เป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง มีอัตราความสำเร็จที่สูง และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์จากรุ่นสู่รุ่น จนเกิดเสียงชื่นชมบอกต่อในกลุ่มผู้ปกครองอย่างกว้างขวาง มานานมากกว่า 10 ปี และนอกจากนี้คุณหมอยังเป็นปรึกษาด้านพัฒนาการ IQ และ EF ในเด็ก ให้กับหลากหลายองค์กรชั้นนำ และเป็นเจ้าของผลงานหนังสือ เตรียมสอบเข้า ป.1 สาธิต หนังสือเสริมสร้างพัฒนาการทักษะทางสมองสำหรับเด็กอนุบาล ที่มียอดขายอันดับ 1 ในร้านหนังสือชั้นนำ และเพื่อไขทุกคำตอบในมุมมองของคุณหมอผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลเด็กด้านการเรียน ส่งเสริมพัฒนาทักษะทางสมองIQ และ EF ในเด็ก เราจะมาเจาะประเด็น คุยข้อเท็จจริงกับคุณหมอกันว่าการติวในเด็กเล็กจำเป็นหรือไม่ ถ้าต้องการประสบความสำเร็จ สอบได้ดังที่หวังไว้

คุณหมอย้ำชัด “เด็กวัยนี้ต้องเล่น” แต่การเรียนรู้ก็สำคัญไม่แพ้กัน

คุณหมออธิบายว่า เด็กวัย 3-6 ขวบ เป็นช่วงเวลาทองของการพัฒนาสมอง โดยเฉพาะสมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับความคิดวิเคราะห์ สมาธิ การยับยั้งตนเอง และการแก้ปัญหา ดังนั้น หากผู้ใหญ่เข้าใจธรรมชาติของเด็ก จะพบว่า “การเล่น” และ “การเรียนรู้” ไม่ได้เป็นคนละเรื่องกันเสมอไป เช่น การต่อบล็อก การเล่นเกมวางแผน การจับคู่ภาพ การเล่านิทาน การฟังคำสั่ง หรือการแก้โจทย์ง่ายๆ ล้วนเป็นการฝึกสมองทั้งสิ้น ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ใช่คำว่า “ติว” แต่คือ ติวแบบผิดวิธี เช่น กดดันเด็ก ใช้ความเครียดเป็นแรงผลัก หรือเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น

คุณหมอยืนยันว่า หากการเตรียมสอบทำอย่างเหมาะสม เด็กจะไม่ได้รู้สึกว่ากำลังถูกบังคับเรียน แต่จะรู้สึกเหมือนกำลังเล่นเกมสนุกๆ ที่ได้พัฒนาตัวเอง แล้วจำเป็นไหม ที่ต้องติวสอบเข้า ป.1?

คุณหมอมองว่า คำตอบคือ ไม่จำเป็นสำหรับทุกครอบครัว แต่หากครอบครัวไหนที่คุณพ่อคุณแม่ไม่มีเวลาสอนลูก หรือครอบครัวไหนตั้งเป้าสนามแข่งขันสูง เช่น โรงเรียนสาธิตยอดนิยมที่มีผู้สมัครจำนวนมาก การเตรียมตัวอย่างมีระบบ ย่อมช่วยเพิ่มโอกาสได้จริง

โดยเฉพาะการสอบเข้า โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาธิตเกษตร สาธิตประสานมิตร (ปัจจุบันจับฉลาก + โครงการณ์วิจัย) ซึ่งเป็นหนึ่งในสนามสอบสาธิตที่ผู้ปกครองจำนวนมากให้ความสนใจทุกปี เพราะสิ่งที่ใช้แข่งขัน ไม่ได้มีเพียงความรู้พื้นฐาน แต่รวมถึงการคิดเป็นระบบ

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ความพร้อมทางอารมณ์ สมาธิ การฟังและเข้าใจคำสั่ง ความมั่นใจในวันสอบ เด็กที่ไม่เคย ฝึกสิ่งเหล่านี้มาก่อน อาจเสียเปรียบแม้จะเป็นเด็กฉลาดก็ตาม

บทความต่อจากนี้ เราจะพาคุณพ่อคุณแม่ไปคลายทุกข้อสงสัย ผ่าน 20 คำถามที่พ่อแม่อยากรู้มากที่สุด เกี่ยวกับสาธิตโรงเรียนสาธิต อ่านจบแล้ว…คุณพ่อคุณแม่จะมองการสอบนี้ “ชัดเจนขึ้น” และ “ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่าจะให้ลูกเดินทางในสนามนี้ไหม ” 

1.โรงเรียนสาธิตคือโรงเรียนอะไร ทำไมใครๆก็อยากเข้า อัตราการแข่งขันจึงสูง?

โรงเรียนสาธิตเป็นโรงเรียนที่สังกัดอยู่ภายใต้มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมายาวนาน เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีชื่อเสียงด้านคุณภาพการศึกษา ระบบการเรียนการสอนที่เข้มแข็ง เน้นการพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน รวมถึงเป็นแหล่งฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของคณาจารย์และนิสิตสายการศึกษา จึงไม่น่าแปลกใจที่ทุกปีจะมีครอบครัวจำนวนมากตั้งเป้าอยากให้ลูกได้เข้าเรียนที่โรงเรียนสาธิตค่ะ

2. การสอบเข้าสาธิตยากไหม?

ตอบ: ยาก…แต่ “ไม่เกินความสามารถเด็กค่ะ”

สิ่งที่ยากจริงคือ “การแข่งขัน” ไม่ใช่ข้อสอบ

เด็กเก่งมีเยอะมาก → ต้อง “เก่ง + มีสมาธิ + ทำข้อสอบเป็น” ถึงจะสอบติดค่ะ

3. เนื่องจากการแข่งขันสูง แล้วตกลง เด็กๆ “จำเป็นไหม” ที่ต้องติวสอบเข้า ป.1 สาธิต?

คำตอบตรงไปตรงมาคือ ไม่จำเป็นสำหรับทุกคนค่ะ  แต่ “จำเป็นสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่มีเวลาสอนลูก หรือคุณพ่อคุณแม่ที่ตั้งเป้าหมายในสนามแข่งขันสูง”

เพราะการสอบเข้า โรงเรียนสาธิตเป็นสนามที่มีผู้สมัครจำนวนมาก เด็กเก่งเยอะมากข้อสอบไม่ได้ถามแค่ท่องจำ แต่ถามเรื่องการคิดเป็นระบบ การแก้ปัญหา สมาธิ การฟังคำสั่ง การตัดสินใจ การบริหารเวลา ดังนั้นเด็กที่ “ไม่เคยฝึกเลย” จะเสียเปรียบเด็กที่เคยฝึกมาอย่างเป็นระบบค่ะ  เด็กที่เรียนติวพิเศษ ที่มี “การฝึกฝนที่ถูกทาง” จะได้เปรียบมากค่ะ และคุณพ่อคุณแม่จะประหยัดเวลาในการเตรียมหาหลักสูตรแนวข้อสอบเองด้วยค่ะ

4. เด็กแบบไหนที่สอบติดสาธิต?

ตอบ: เด็กที่สอบติด ไม่ใช่เด็กที่ท่องเก่ง แต่คือเด็กที่มี

คิดเป็น (Thinking skills)

คล่องเคยฝึกทำโจทย์มาอย่างเหมาะสม

มีสมาธิ

ฟังโจทย์เข้าใจ

กล้าตัดสินใจ

มีวินัย

มีความมั่นใจ

ไม่กลัวสนามสอบ

เด็กที่สอบได้ไม่จำเป็นต้องเป็นเด็กอัจฉริยะ แต่ต้องเป็นเด็กที่ได้รับการเตรียมพร้อมอย่างถูกวิธี

โรงเรียนสาธิตต้องการ “เด็กคิดเป็น” ไม่ใช่ “เด็กจำเก่ง” ค่ะ

5.ต้องเริ่มเตรียมตัวตอนอายุเท่าไหร่ ลูกถึงไม่เครียด?

ตอบ: เริ่มได้ตั้งแต่ 2-5 ขวบ (ยิ่งเร็ว ยิ่งได้เปรียบ) เพราะสิ่งที่สอบคือ “ทักษะสมอง” ไม่ใช่แค่ความรู้ค่ะ เด็กเล็กสามารถเริ่มจากการเล่นเกมฝึกทักษะพัฒนาสมองซีกซ้าย-ซีกขวาอย่างง่ายๆได้  เริ่ม “สร้างพื้นฐานสมอง ถ้ารอ 5 ขวบปลายแล้วค่อยเร่ง เด็กจะเหนื่อยกว่าค่ะ

6. ข้อสอบมีอะไรบ้าง?

ตอบ: หลัก ๆ จะมี

เชาว์ปัญญา มิติสัมพันธ์

คณิตศาสตร์

วิทยาศาสตร์ ความรู้รอบตัว

ภาษาไทย การฟัง/การคิดวิเคราะห์

ไม่ใช่ข้อสอบท่องจำ แต่เป็น “ข้อสอบวัดสมอง + ฝึกสมาธิ” ค่ะ

7. ทำไมเด็กบางคนเรียนเก่ง แต่สอบไม่ติด?

ตอบ: เพราะ “ทำข้อสอบไม่เป็น”

ฟังโจทย์ไม่เข้าใจ

ไม่มีเทคนิค

ตื่นสนาม

ไม่มีสมาธิ

เครียด กดดัน

ความเก่ง ≠ ความสอบติดค่ะ

8. อ่านหนังสือเองที่บ้านพอไหม

ตอบ: พอในระดับหนึ่งค่ะ

แต่ข้อสอบสาธิต = มี “รูปแบบเฉพาะ”

ถ้าไม่เคยฝึกแนวข้อสอบสาธิต → มักพลาดค่ะ ถ้าเรียนเองคุณพ่อคุณแม่ต้องหมั่นหาแนวข้อสอบมาให้น้องฝึกทำนะคะ

9. เด็กต้องเก่งอังกฤษไหม

ตอบ: ถ้าเป็นสาธิตภาคไทยไม่สอบวิชาภาษาอังกฤษค่ะ ถ้าเป็นสาธิตประสานมิตร อินเตอร์ สอบภาษาอังกฤษค่ะ

10. ทำยังไงให้ลูกมีสมาธิสอบ?

ตอบ:

ฝึกทำข้อสอบแบบ “จับเวลา”

ฝึกสมาธิ

ฝึกทำจนจบ

สมาธิ = สิ่งที่ต้อง “ฝึกอย่างยิ่ง” ค่ะ ถ้าจะมาสนามนี้

11. คุณหมอมีเทคนิคทำข้อสอบไหม?

ตอบ มีหลายอย่างเลยค่ะ เช่น

ตัดตัวเลือก

อ่าน keyword

ทำสัญลักษณ์ 

บริหารเวลา

เด็กที่มีเทคนิค = คะแนนพุ่งทันที

12. เด็กสอบได้ต้องฉลาดมากไหม?

ตอบ: ไม่จำเป็นต้อง “อัจฉริยะ” แต่ต้อง ฝึกสมอง ฝึกแนวข้อสอบอย่างถูกวิธีค่ะ

13. เด็กซน มีโอกาสสอบติดสาธิตไหม

ตอบ : มีโอกาสสอบติดค่ะ

เด็กซนไม่ได้แปลว่าไม่เก่ง และไม่ได้แปลว่าสอบไม่ได้เสมอไป เด็กหลายคนที่มีพลังงานเยอะ ชอบเคลื่อนไหว ช่างสงสัย กล้าคิด กล้าลอง กลับเป็นเด็กที่มีศักยภาพสูงมาก หากได้รับการฝึกอย่างถูกทาง ในมุมพัฒนาการเด็ก เด็กซนจำนวนไม่น้อยมักมีจุดเด่นเรื่อง

สมองไว คิดเร็ว

กล้าตอบ กล้าตัดสินใจ

ช่างสังเกต

มีความคิดสร้างสรรค์

กล้าเผชิญสถานการณ์ใหม่

สิ่งที่ต้องเสริม ไม่ใช่การไปดับความซน แต่คือการ “จัดพลังงานให้ถูกทาง”

เช่น

ฝึกสมาธิให้นั่งทำงานจนจบ

ฝึกฟังคำสั่งทีละขั้นตอน

ฝึกควบคุมตนเองเวลาตื่นเต้น

ฝึกทำข้อสอบแบบจับเวลา

ให้มีเวลาวิ่งเล่นระบายพลังงานก่อนเรียน

เพราะสนามสอบเข้า ป.1 โดยเฉพาะ โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่ได้ต้องการเด็กเรียบร้อยเงียบที่สุด แต่ต้องการเด็กที่ คิดเป็น ฟังเป็น ทำงานได้ และพร้อมเรียนรู้ ดังนั้นเด็กซน ถ้าพัฒนาเรื่องสมาธิและวินัยเพิ่มขึ้น มีสิทธิ์สอบติดได้มากค่ะ

14.เด็กขี้อายมีโอกาสสอบติดสาธิตไหม?

ตอบ: มีโอกาสสอบติดค่ะ

เด็กขี้อายไม่ได้แปลว่าไม่เก่ง และไม่ได้หมายความว่าจะสู้เด็กคนอื่นไม่ได้เสมอไป เด็กหลายคนที่ดูเงียบๆ พูดน้อย หรือใช้เวลาปรับตัวนาน กลับมีจุดเด่นมากในด้านความคิด การสังเกต และการตั้งใจทำงาน ในฐานะคุณหมอพัฒนาการเด็ก ต้องบอกว่าเด็กขี้อายจำนวนมากมักมีข้อดี เช่น

ตั้งใจฟังดี

มีสมาธิกับงานได้ดี

รอบคอบ

คิดก่อนตอบ

ไม่วอกแวกง่าย

ทำงานเป็นระบบ

สิ่งที่ต้องเสริมไม่ใช่การบังคับให้เป็นเด็กกล้าแสดงออกทันที แต่คือการค่อย ๆ สร้างความมั่นใจให้เขา

เช่น

ฝึกเข้าสังคมทีละน้อย

ฝึกตอบคำถามสั้น ๆ ในบ้านก่อน

ฝึกทำโจทย์ในสถานการณ์จำลอง

พาเจอสถานที่ใหม่บ้างเพื่อลดความกังวล

ชมเมื่อเขากล้าลอง ไม่ใช่ชมเฉพาะตอนทำถูก ฝึกวันสอบจำลองให้คุ้นกับบรรยากาศ

สำหรับการสอบเข้า ป.1 เช่น โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สิ่งสำคัญคือ ฟังโจทย์เข้าใจ คิดเป็น ทำงานได้ และมีสมาธิ ไม่ได้วัดว่าใครพูดเก่งที่สุดเสมอไป

ดังนั้นเด็กขี้อาย ถ้าคิดเป็นและได้รับการเตรียมความพร้อมที่เหมาะสม ก็มีโอกาสสอบติดสูงมากค่ะ

15. อยากให้ลูกสอบได้แต่กลัวลูกเครียดจะ ทำอย่างไรให้ลูกไม่เครียด

ตอบ : ปกติโรงเรียนบ้านคุณหมอ doctorkidschool เน้นหลักตามสโลแกนของโรงเรียนคือ เรียนเก่ง สอบได้ ไม่เครียด ใช้สูตร 3 สมดุลคือ

- สมดุลการเรียน แบ่งเวลาเรียนให้ถูกต้อง  เน้นวิชาหลักๆ

เชาวน์ปัญญา มิติสัมพันธ์ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ความรู้รอบตัว ภาษาไทยการฟังและคิดวิเคราะห์ ฝึกทำแบบฝึกหัดแต่ละบททุกๆวัน มีวินัยในการเรียน ไม่ต้องยัดเยียดเรียนทุกอย่าง ดนตรี กีฬาเสริมในสิ่งที่เด็กอยากเรียน ไม่ต้องบังคับค่ะ

- สมดุลการเล่น

ทุกวันควรมีเวลาเล่นอิสระ วิ่งเล่น ปั่นจักรยาน เล่นสนามเด็กเล่น เล่นบทบาทสมมติ เล่นกับพ่อแม่ สิ่งเหล่านี้พัฒนา EF และ EQ สูงมาก แบ่งเวลาให้ถูกต้อง

- สมดุลอารมณ์

ห้ามเปรียบเทียบลูกกับคนอื่น 

ห้ามใช้คำว่า “ต้องติดเท่านั้น” ไม่กดดันลูก 

ควรพูดว่า “ลูกทำเต็มที่ก็เก่งมากแล้ว” แสดงความรักความเอาใจใส่และความห่วงใยกับลูกให้ลูกรู้สึกและสัมผัสได้

16. ถ้าสอบไม่ติด แปลว่าไม่เก่งไหม?

ตอบ: ไม่ใช่เลย

แค่ “ยังไม่ใช่จังหวะ”

เด็กยังมีโอกาสอีกเยอะในชีวิตค่ะ

17. ลูกไม่ชอบทำแบบฝึก จะฝึกอย่างไรดี?

ลูกไม่ชอบทำแบบฝึก.ไม่ได้แปลว่าไม่เก่ง แปลว่าเราต้องเปลี่ยนวิธีฝึกให้เหมาะกับวัยเขา ใช้เป็นเกม ทำให้ง่าย ทำให้สนุก ทำให้สั้น ทำให้สำเร็จบ่อย ๆ แล้วเด็กจะมั่นใจและค่อย ๆ เปิดใจค่ะ

18.ข้อสอบสาธิตยากกว่าที่อื่นไหม?

คำตอบตรงไปตรงมาคือ “ยากคนละแบบ” ค่ะ ไม่ใช่แค่ยากเพราะเนื้อหายาก แต่ยากเพราะเป็นข้อสอบที่ออกแบบมาเพื่อ คัดเลือกเด็กจำนวนจำกัดจากผู้สมัครจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงเรียนยอดนิยมอย่าง โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดังนั้นความยากของข้อสอบสาธิต มักไม่ได้อยู่ที่สูตรคณิตศาสตร์ยากๆ หรือวิชาการเกินวัย แต่จะอยู่ที่การวัด ศักยภาพสมองและความพร้อมของเด็ก

ยากตรงต้องคิดไม่ใช่ต้องจำ

ยากตรงจำกัดเวลา

ยากตรงต้องฟังโจทย์ ฟังคำสั่งให้เข้าใจ

19. วันสอบต้องเตรียมตัวอย่างไร เด็กถึงไม่รู้สึกเครียด ไม่รู้สึกกดดัน

ตอบ : บอกลูกว่า ลูกพร้อมแล้ว ลูกฝึกมาเยอะแล้ว วันนี้ค่อยๆทำทีละข้อ สนุกกับมัน ออกมาเมื่อไร แม่กอดเหมือนเดิม แม่รักเหมือนเดิม ให้ทำเต็มที่ให้ดีที่สุดค่ะ  ในวันสอบหมอไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่ ส่งลูกเข้าไปสอบด้วยความคาดหวัง แต่ให้ส่งลูกเข้าไปสอบด้วยความมั่นใจ แล้วศักยภาพที่ฝึก ซักซ้อมมาจะออกมาเองค่ะ

20. แล้วโรงเรียนบ้านคุณหมอมีแนวคิดอย่างไร ทำไมเด็กถึงสอบติดสาธิตเยอะ สอนเด็กอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ?

เราเชื่อในประโยคที่ว่า “เรียนเก่ง สอบได้ ไม่เครียด”

เราจึงออกแบบระบบให้เด็ก

เรียนแบบสนุก ได้ความรู้อย่างมีความสุข

ฝึกเนื้อหาทุกหัวข้อผ่าน work sheet แนวข้อสอบ + กิจกรรมเสริมทักษะ

ทุกคอร์สเรียน จะมีการฝึกพัฒนาทักษะ EF + ฝึกพัฒนาสมองซีกซ้าย-ซีกขวาเสริมด้วย

มี pretest exam จำลองสนามจริง

ประเมิน IQ / ความรู้วิชาการ / สมาธิ / พฤติกรรม เป็นระยะๆ

เสริมความมั่นใจ ไม่กดดัน  “ เพราะเด็กที่สอบได้ ไม่ได้ใช้แค่สมอง แต่ใช้หัวใจที่มั่นคงด้วย” 

โรงเรียนบ้านคุณหมอ DoctorKidschool ไม่ได้สอนให้เด็ก “ท่องเพื่อสอบ” แต่สอนให้เด็ก คิดเป็น ทำข้อสอบเป็น มีวินัย เพราะเราไม่ได้สอนให้เก่งอย่างเดียว

แต่สอนให้ “สอบติดสาธิต และเข้าไปเรียน ป.1 อย่างมีความสุขค่ะ”

การสอบติด ไม่ใช่เรื่องดวง แต่คือเรื่องของ “การเตรียมตัวที่ถูกวิธี”

เพราะสุดท้ายแล้ว…“สาธิต” อาจไม่ใช่คำตอบเดียวของความสำเร็จในชีวิตลูก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ “กระบวนการเตรียมตัว” ที่ลูกได้เรียนรู้ระหว่างทาง

เด็กที่ได้ฝึกคิด เด็กที่มีสมาธิ เด็กที่รู้จักแก้ปัญหา ไม่ว่าจะสอบติดหรือไม่

เด็กกลุ่มนี้…จะเติบโตได้อย่างมั่นคงในอนาคตได้อย่างแน่นอนค่ะ

** สามารถติดตามซีรี่ย์ Case Study 60 วัน 60 เคส แชร์ประสบการณ์จริงของคุณหมอที่ได้ดูแลเด็กๆ และพูดคุยกับคุณพ่อ คุณแม่ ครอบครัวจริง ที่เข้ามาปรึกษาปัญหาเรื่องการเรียน การสอบ สมาธิอารมณ์ และพฤติกรรมที่พ่อแม่กังวล

ทุกเคส…คือเรื่องจริง

ทุกคำตอบ…คือแนวทางที่ใช้ได้จริง สามารถปรับใช้ได้ทั้ง เด็กเล็กและเด็กโต อนุบาลและประถม 

เริ่มติดตามไปพร้อมกัน วันละ 1 เคส

ได้ที่ FB : https://www.facebook.com/doctorkidschool

ขอขอบคุณข้อมูลบทความโดย

พญ.ธวลิดา เวชชวณิชย์ คุณหมอยูมิ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคุณหมอ Doctorkidschool

www.doctorkidschool.com 

Facebook : DoctorKidschool

ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาสมอง ที่ปรึกษาด้านพัฒนาIQ EF ผลิตภัณฑ์นมโฟรโมท, Brand Ambassador The Asianparent Thailand