เมื่อพูดถึงคำว่า "ความเหลื่อมล้ำ" เรามักนึกถึงภาพความแตกต่างที่ยากจะถมให้เต็ม แน่นอนว่าลึกๆ แล้วเราทุกคนต่างปรารถนาให้คนที่เรารัก ลูกหลานของเรา หรือแม้แต่ตัวเราเองในอนาคต ได้รับการศึกษาที่ดี การดูแลรักษาสุขภาพที่เพียบพร้อม และมีคุณภาพชีวิตที่ปลอดภัย แต่ในความเป็นจริง ต้นทุนของการเข้าถึงสิ่งเหล่านี้กลับสูงลิ่วจนกลายเป็นกำแพงกั้นคนจำนวนมากไว้เบื้องหลัง

ที่ผ่านมา ประเทศไทยทุ่มเทงบประมาณมหาศาลในแต่ละปีเพื่อพยายามทลายกำแพงนี้ ทว่าทำไมความเหลื่อมล้ำถึงยังคงดื้อด้านและฝังรากลึก คำตอบอาจไม่ใช่เพราะเราพยายามน้อยไป แต่เป็นเพราะเราอาจจะกำลังแก้ปัญหาด้วยสมการเดิมๆ

รอยรั่วของสมการเดิม เมื่อเราชินกับการ "จ่ายเพื่อทำ" มากกว่า "ทำเพื่อให้เกิดผล"

ลองจินตนาการดูว่า หากการแก้ปัญหาสังคมคือการเทน้ำลงในโอ่งที่รั่ว การจ่ายเงินงบประมาณแบบเดิมที่เรียกว่า Activity-Based ก็เหมือนการตักน้ำเติมลงไปเรื่อยๆ โดยวัดความสำเร็จแค่ว่าวันนี้เราตักน้ำไปกี่ถังแล้ว จัดกิจกรรมครบไหม อบรมกี่คน โดยไม่เคยอุดรอยรั่วหรือวัดเลยว่าสุดท้ายแล้วมีน้ำเหลือให้ดื่มจริงหรือไม่

...

นี่คือวงจรที่ทำให้งบประมาณบานปลาย แต่ชีวิตคนไม่ได้ดีขึ้นจริง ทว่าในมุมเล็กๆ ของประเทศ มีกลุ่มคนนำโดย นพ.สันติ ลาภเบญจกุล ร่วมกับ มสช., สสส. และภาคีเครือข่าย กำลังตั้งโจทย์ท้าทายระดับชาติว่า "จะเป็นไปได้ไหม... ที่เราจะลดความเหลื่อมล้ำอย่างก้าวกระโดด โดยใช้แค่ทรัพยากรที่มีอยู่เดิมของรัฐ" คำตอบของโจทย์ข้อนี้ คือการเปลี่ยนสมการใหม่ที่เรียกว่า SIP-PFS (Social Impact Partnership - Pay For Success)

Social Impact Partnership (SIP) จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เปลี่ยนประเทศได้

หลายครั้งที่เรามักเห็นหน่วยงานรัฐและเอกชนทำงานแก้ปัญหาเดียวกันแต่ "แยกส่วนกันทำ" หัวใจสำคัญของ SIP (Social Impact Partnership) หรือ "พันธมิตรความร่วมมือเพื่อสร้างผลกระทบทางสังคม" จึงเกิดขึ้นเพื่อทลายกำแพงนั้น และทำหน้าที่เป็น "กลไกเชื่อมร้อย" จุดแข็งของทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน

ในความเป็นจริง ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เรามีสิ่งที่มีค่ามากๆ คือ "Hardware" หรือโครงสร้างพื้นฐานของรัฐที่กระจายอยู่ทุกพื้นที่ เช่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกว่า 52,000 แห่ง โรงเรียน โรงพยาบาล รวมถึงงบประมาณมหาศาล ในขณะเดียวกัน ภาคประชาสังคมและคนทำงานในพื้นที่ก็มี "Software" ซึ่งก็คือองค์ความรู้ ความใส่ใจ และนวัตกรรมแก้ปัญหาที่ลงมือทำจนเห็นผลจริง

ความพิเศษของแนวทาง SIP ในบริบทแบบไทยๆ คือ เราไม่จำเป็นต้องรอนายทุนยักษ์ใหญ่ หรือรอให้รัฐบาลสั่งการลงมาแบบรวบอำนาจ แต่กลไก SIP จะทำหน้าที่นำ "Software" ดีๆ จากภาคประชาชน ไป "เสียบปลั๊ก" ถ่ายทอด Know-how ให้กับ "Hardware" ของรัฐ มันคือการค่อยๆ แทรกซึมและขยายผลแบบดาวกระจาย เป็นการเปลี่ยนระบบนิเวศของประเทศโดยใช้เพียง "พลังของการประสานงานและคอนเทนต์ที่ดี" และเมื่อเรามีกลไก SIP ที่แข็งแรง ผนวกกับการจ่ายเงินแบบ PFS (Pay For Success) หรือ "จ่ายเงินเมื่อเกิดผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้เท่านั้น" สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น และนี่คือเรื่องราวดีๆ ที่กำลังผลิดอกออกผลในประเทศไทย

เสียบปลั๊กความร่วมมือระหว่างรัฐที่มีมี "โครงสร้าง" และประชาชนที่มี "หัวใจ และนวัตกรรม"

เมื่อเรานำ Software ดีๆ จากภาคประชาชน ไป "เสียบปลั๊ก" กับ Hardware ของรัฐ สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น และนี่คือเรื่องราวดีๆ ที่กำลังผลิดอกออกผลในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น "โครงการครูนางฟ้า" ที่เปลี่ยนโรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย สกัดวิกฤตใจวัยรุ่น

ในยุคที่เด็กไทยเผชิญวิกฤตความเครียด โดนบูลลี่ ซึมเศร้า และมีอัตราการพยายามฆ่าตัวตายพุ่งสูงขึ้นเกือบ 2 เท่า การทำโทษหรือสั่งสอนแบบเดิมใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป โครงการจึงริเริ่มนวัตกรรม "ครูนางฟ้า" เปลี่ยนครูให้เป็นผู้รับฟังอย่างลึกซึ้ง เข้าใจ ไม่ตัดสิน และเยียวยาบาดแผลในใจเด็กอย่างเป็นระบบ

ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ได้ผล ภายในเวลาเพียง 3 เดือนในโรงเรียนต้นแบบ กลุ่มนักเรียนที่เสี่ยงทำร้ายตัวเองลดลงฮวบฮาบ และอัตราเด็กที่ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา ลดลงจาก 3% เหลือเพียง 0.01% นี่คือการดึงเด็กกลับมาจากขอบเหว เพื่อให้พวกเขาได้เติบโตไปมีอนาคตที่ดี

"ICAP" ระบบปาฏิหาริย์ 10 วัน พลิกโฉมอนาคตชาติที่ศูนย์เด็กเล็ก

นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลเคยกล่าวไว้ว่า การลงทุนในเด็กปฐมวัย 1 บาท จะให้ผลตอบแทนคืนสู่สังคมถึง 10 เท่า โครงการ ICAP จึงเข้าไปเปลี่ยนศูนย์เด็กเล็กของรัฐ ด้วยการจัดการสิ่งแวดล้อมใหม่ จัดมุมเรียนรู้ และสอนกระบวนการพัฒนาทักษะสมอง (EF) โดยใช้เวลาเซ็ตอัพเพียงแค่ 10 วัน

ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นใน 12 สัปดาห์ เด็กที่มีภาวะพัฒนาการล่าช้าถึง 98% สามารถกลับมามีพัฒนาการที่สมวัยได้สำเร็จ นี่คือการ Set Zero ความเหลื่อมล้ำตั้งแต่จุดเริ่มต้นชีวิตอย่างแท้จริง

ก้าวต่อไปจากการตระหนักรู้ สู่การเปลี่ยนแปลงระดับชาติ นอกจากเรื่องเด็กแล้ว โมเดลนี้ยังขยายผลไปช่วยเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) การเปลี่ยนเบี้ยคนพิการให้เป็นโอกาสในการทำงานจริง และการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังไม่ให้ต้องทนทุกข์ทรมาน

...

เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า "ประเทศไทยมีทางออกอยู่แล้ว" เรามีคนเก่ง มีนวัตกรรมที่ทำแล้วเห็นผลจริง และปัจจุบันกฎหมายก็เริ่มเปิดทางให้รัฐสามารถร่วมมือและจ่ายเงินตามผลสัมฤทธิ์ได้แล้ว

สิ่งที่สังคมไทยต้องการในเวลานี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่เวทนาต่อความเหลื่อมล้ำ แต่คือ "การตระหนักรู้และร่วมกันส่งเสียง" เพื่อสนับสนุนแนวทางใหม่นี้ ให้การลงทุนเพื่อสังคมถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด เพื่อให้วันหนึ่ง ภาพของสังคมที่คนพิการมีงานทำ ผู้สูงอายุไม่ถูกทอดทิ้ง คนเจ็บป่วยไม่ทรมาน และเด็กไทยทุกคนมีโอกาสเติบโตอย่างเท่าเทียม จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ความฝัน แต่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นในทุกตารางนิ้วของประเทศ