หากช่วงนี้คุณกำลังตื่นมาพร้อมกับความรู้สึกไม่อยากไปทำงาน หรือรู้สึกหมดไฟจนอยากยื่นใบลาออกให้รู้แล้วรู้รอด คุณไม่ได้รู้สึกแบบนี้อยู่คนเดียว จากผลสำรวจคนทำงานในสหรัฐอเมริกาปี 2026 พบว่าคนทำงานที่ตกอยู่ในภาวะหมดไฟกว่า 60% กำลังพิจารณาเรื่องการลาออกอย่างจริงจัง และอีกเกือบครึ่งก็วางแผนที่จะหางานใหม่ภายในปีนี้

เวลาที่คนเราเจอความเครียดสะสม สมองจะสั่งการให้เราอยาก "หนี" จากสถานการณ์นั้นให้เร็วที่สุด การลาออกจึงดูเป็นทางออกที่หอมหวาน แต่ในยุคที่ตลาดแรงงานยังมีความผันผวน การด่วนตัดสินใจเปลี่ยนงานก็มาพร้อมกับความเสี่ยงเช่นกัน

ก่อนที่จะรีบพิมพ์ใบลาออก ลองดึงสติตัวเองให้ช้าลงสักนิด แล้วถามตัวเองด้วย 3 คำถามเชิงกลยุทธ์เหล่านี้ เพื่อหาคำตอบให้ชัดเจนว่า แท้จริงแล้วสิ่งที่คุณกำลังพยายามวิ่งหนีคืออะไรกันแน่

1. ความเหนื่อยล้าช่วงนี้ เป็นแค่เรื่อง "ชั่วคราว" หรือเปล่า

ภาระงานที่หนักอึ้งคือสาเหตุหลักที่ทำให้คนทำงานหมดไฟ แต่สภาพแวดล้อมในที่ทำงานมักมีช่วงเวลาขึ้นและลงเสมอ บางครั้งความเครียดที่คุณเจออาจมาจากช่วงไฮซีซันของธุรกิจ การปรับโครงสร้างองค์กร หรือสถานการณ์ตลาดที่กำลังปั่นป่วน

ลองถามตัวเองดูว่า คุณรู้สึกแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว? และมีแนวโน้มไหมที่เดือนหน้า หรือไตรมาสหน้า สถานการณ์จะคลี่คลายลง? การออกไปหางานใหม่ในช่วงที่สุขภาพจิตย่ำแย่ไม่ใช่เรื่องง่ายและอาจเพิ่มความเครียดให้คุณมากกว่าเดิม หากวิเคราะห์แล้วว่าปัญหานี้มีจุดสิ้นสุดที่ชัดเจน การ "อดทนรอให้พายุผ่านพ้นไป" อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ระหว่างนี้ลองเปิดใจคุยกับหัวหน้าเพื่อจัดลำดับความสำคัญของงานใหม่ หรือขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงาน เพื่อประคองตัวเองให้ผ่านช่วงเวลานี้ไปให้ได้

2. ปัญหานี้เป็นเฉพาะที่ "องค์กรนี้" หรือเป็นทั้ง "วงการ"

...

ทุกบริษัทมีวัฒนธรรมองค์กรที่ต่างกัน บางที่เน้นการทำงานเป็นทีมและใส่ใจพนักงาน แต่บางที่ก็กดดันและเป็นพิษ (Toxic) หากค่านิยมของบริษัทขัดแย้งกับตัวคุณ การย้ายงานเพื่อหาที่ใหม่ที่ตอบโจทย์กว่าย่อมเป็นเรื่องสมเหตุสมผล

แต่ในบางกรณี ความกดดันที่คุณเจออาจไม่ได้มาจากตัวบริษัท แต่มาจากสภาพรวมของ "อุตสาหกรรม" ที่คุณทำอยู่ หากคุณมองเห็นว่าบริษัทอื่นๆ ในวงการเดียวกันก็กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายและการบีบคั้นไม่ต่างกัน การทิ้งสวัสดิการและความคุ้นเคยในที่เก่า เพื่อไปเริ่มต้นใหม่ในที่ที่ต้องเจอความเครียดรูปแบบเดิม อาจไม่คุ้มกับความเสี่ยง สิ่งที่ควรทำคือการโฟกัสในสิ่งที่คุณควบคุมได้ เช่น การอัปสกิลใหม่ๆ เพื่อให้ตัวเองทำงานได้ฉลาดและรับมือกับความท้าทายในวงการได้ดีขึ้น

3. หรือจริงๆ แล้ว ปัญหาอยู่ที่ "ตัวเราเอง"

นี่อาจเป็นคำถามที่ตอบยากและต้องใช้ความซื่อสัตย์กับตัวเองขั้นสุด จริงอยู่ที่หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน และสภาพแวดล้อมมีผลอย่างมากต่อความเครียด แต่ "ตัวคุณเอง" คือตัวแปรเดียวที่ต้องติดตัวคุณไปทุกที่ ไม่ว่าจะย้ายงานไปกี่บริษัทก็ตาม

ลองทบทวนดูว่า ความรู้สึกอึดอัดนี้เป็นแพตเทิร์นที่เกิดขึ้นซ้ำๆ หรือไม่? คุณเป็นคนที่ไม่กล้าปฏิเสธงานจนล้นมือหรือเปล่า? คุณตั้งขอบเขต (Boundaries) ระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวไม่เป็นใช่ไหม? หรือคุณมักจะไม่กล้าสื่อสารความต้องการของตัวเองออกไปตรงๆ? หากคำตอบคือใช่ ต่อให้คุณย้ายไปองค์กรที่ดีแค่ไหน ปัญหาเดิมก็จะตามไปหลอกหลอนคุณอยู่ดี

แทนที่จะรีบหนีไปหางานใหม่ ลองใช้พื้นที่ในที่ทำงานปัจจุบัน (ซึ่งคุณมีความคุ้นเคยอยู่แล้ว) เป็นสนามซ้อมในการฝึกปฏิเสธงาน ฝึกเจรจาต่อรอง และฝึกตั้งขอบเขตให้ตัวเอง เพราะมันง่ายกว่าการต้องไปเริ่มฝึกทักษะเหล่านี้พร้อมๆ กับการเรียนรู้งานใหม่ในบริษัทหน้าอย่างแน่นอน

ข้อมูล : Forbes