ไขข้อสงสัยวลีฮิต “รวยไม่ไหวแล้วโว้ย” หรือ “รวยจนไม่มีที่เก็บตังค์” กลายเป็นไวรัลที่ถูกส่งต่อ และนำไปใช้ทำมีมกันอย่างแพร่หลายบนโซเชียลมีเดีย ชาวเน็ตบางคนอาจสงสัยว่าที่มาที่ไปเกิดจากอะไร ใครเป็นคนเริ่มต้นพูด และพูดในสถานการณ์ไหน วันนี้ไทยรัฐออนไลน์สรุปข้อเท็จจริงมาให้แล้ว
เปิดที่มาวลี “รวยไม่ไหวแล้วโว้ย” มาจากไหน ทำไมเป็นไวรัลทั่วโซเชียล
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 ณ จังหวัดหนองคาย ในบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งที่กำลังเข้มข้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ได้ขึ้นเวทีปราศรัยต่อหน้าพี่น้องประชาชนเพื่อนำเสนอนโยบายและผลงานที่ผ่านมา
โดยช่วงหนึ่งของการปราศรัย นายอนุทินได้กล่าวถึงความมั่นใจในการทำงานหากได้รับโอกาสให้เข้ามาบริหารประเทศอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 4 ปี จนเกิดเป็นประโยคที่กลายเป็นไวรัลในเวลาต่อมา
...
ถอดคำพูดเต็มๆ “รวยไม่ไหวแล้วโว้ย” จากปากนายกฯ อนุทิน
บริบทที่นายอนุทินพูดบนเวทีนั้น คือการย้ำถึงความตั้งใจในการยกระดับรายได้และเศรษฐกิจของประชาชน โดยระบุว่า
“วันนี้นายกรัฐมนตรีมาพูดกับท่านครับ เป็น 2 เดือนกว่าทำได้ ให้กับพี่น้องเยอะแยะ ถ้าเป็น 4 ปีรับรองว่าจะทำจนพี่น้องบอก พอแล้วๆๆ รวยไม่ไหวแล้ว! รวยไม่ไหวแล้ว! ไม่มีที่เก็บตังค์แล้ว นะครับ เชื่อเถอะครับว่าผมทำได้”
สาเหตุที่วลีนี้กลายเป็นกระแสอย่างรวดเร็ว เนื่องจากน้ำเสียงที่ดูมั่นใจและการเลือกใช้คำที่เข้าใจง่ายอย่าง “รวยไม่ไหวแล้วโว้ย” ซึ่งตรงกับความต้องการของคนไทยที่โหยหาการกินดีอยู่ดี ทำให้ชาวเน็ตนำไปตัดต่อใส่เพลง หรือใช้คอมเมนต์ในเชิงหยิกแกมหยอกเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่มีข่าวน้ำมันขาดแคลนหรือน้ำมันขึ้นราคา ลิตรละ 6 บาท ทำให้วลีนี้ถูกนำมาพูดถึงบนโลกออนไลน์อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม วลี “รวยไม่ไหวแล้วโว้ย” ถือเป็นหนึ่งในสีสันทางการเมืองช่วงเลือกตั้ง 2569 ที่สะท้อนให้เห็นว่า “คำพูด” ของนักการเมืองนั้นมีอิทธิพลต่อกระแสสังคมออนไลน์เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของความคาดหวังหรือการถูกนำไปต่อยอดในเชิงสัญลักษณ์ก็ตาม