สรุปวิกฤตน้ำมันขึ้นราคารวดเดียว 6 บาท/ลิตร ส่งผลกระทบต้นทุนขนส่งและสินค้าอุปโภคบริโภค เช็กรายการสินค้าเสี่ยงขึ้นราคา พร้อมวิธีเอาตัวรอดในยุคค่าครองชีพพุ่ง
คนไทยอ่วม กบน. เคาะขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิดรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร มีผลทันที 26 มี.ค. 2569 นี้ หลังวิกฤตตะวันออกกลางดันราคาตลาดโลกพุ่งและกองทุนน้ำมันฯ ติดลบหนัก จับตา “โดมิโนเอฟเฟกต์” ต้นทุนขนส่งพุ่งกระฉูด เตรียมรับมือสินค้ารอบตัวพาเหรดขึ้นราคา ตั้งแต่ไข่ไก่ไปจนถึงวัสดุก่อสร้าง
ทำไมน้ำมันถึงขึ้นราคากระชากใจ 6 บาท?
เช้าวันที่ 26 มีนาคม 2569 กลายเป็นฝันร้ายของผู้ใช้รถ เมื่อสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศปรับราคาขายปลีกกลุ่มเบนซินและดีเซลขึ้นรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร โดยราคาน้ำมันดีเซลขยับไปอยู่ที่ประมาณ 38.94 บาท/ลิตร ขณะที่แก๊สโซฮอล์ 95 พุ่งไปแตะ 41.05 บาท/ลิตร สาเหตุหลักมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกดีดตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยแบกรับภาระชดเชยไม่ไหว หลังสถานะกองทุนติดลบกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท รัฐบาลจึงจำเป็นต้องปรับลดการอุดหนุนแบบ "กระชากราคา" เพื่อรักษาสภาพคล่อง
เช็กลิสต์ 6 กลุ่มสินค้าเสี่ยงขึ้นราคา อะไรจะแพงขึ้นบ้าง?
เมื่อต้นทุนการขนส่ง (Logistics) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของภาคการผลิตขยับตัว สินค้าอุปโภคบริโภคย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปรับราคาตาม โดยกลุ่มสินค้าที่น่ากังวลที่สุดประกอบด้วย
- กลุ่มอาหารสด: ไข่ไก่, เนื้อหมู และเนื้อไก่ คาดการณ์ราคาอาจขยับขึ้น 5-10% เนื่องจากต้นทุนขนส่งอาหารสัตว์และตัวสินค้าเพิ่มขึ้น
- กลุ่มสินค้าเกษตร: ข้าวสาร, น้ำมันปาล์ม และผลไม้ตามฤดูกาล ซึ่งต้องใช้รถบรรทุกขนส่งข้ามจังหวัดเป็นหลัก
- กลุ่มอาหารกระป๋องและเครื่องดื่ม: ปลากระป๋อง, น้ำดื่ม และนมบรรจุขวด ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติก (เม็ดพลาสติกที่อิงราคาน้ำมัน)
- กลุ่มของใช้ในบ้าน: กระดาษทิชชู, ผงซักฟอก, แชมพู และสบู่ จากยักษ์ใหญ่หลายค่ายเริ่มส่งสัญญาณว่าอาจตรึงราคาได้ไม่เกินสิ้นเดือนนี้
- กลุ่มวัสดุก่อสร้าง: ปูนซีเมนต์, เหล็กเส้น และกระเบื้อง ซึ่งเป็นสินค้าที่มีน้ำหนักมาก ค่าขนส่งจึงมีผลต่อราคาสูงถึง 15-20%
- ค่าโดยสารและบริการ: รถรับจ้างสาธารณะ, รถขนส่งพัสดุ และค่าอาหารเดลิเวอรี ที่อาจมีการปรับบวก "ค่าธรรมเนียมน้ำมันแพง" เพิ่มเติม
...
ตารางคาดการณ์ราคาเบื้องต้น (เปรียบเทียบส่วนต่าง)
| รายการสินค้า/บริการ | ราคาเดิม (ประมาณ) | ราคาใหม่ (คาดการณ์) |
| ข้าวสารบรรจุถุง (5 กก.) | 185 บาท | 195 - 205 บาท |
| ไข่ไก่ (แผง 30 ฟอง) | 125 บาท | 135 - 140 บาท |
| บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (ซอง) | 7 บาท | 8 - 9 บาท (หากคุมไม่อยู่) |
| ค่าขนส่งพัสดุเริ่มต้น | 25 บาท | 30 - 35 บาท |
5 เทคนิคเอาตัวรอด รับมือน้ำมันแพง-ของพุ่ง
ในภาวะที่รายได้เท่าเดิมแต่รายจ่ายเพิ่มขึ้น ประชาชนควรปรับพฤติกรรมเพื่อลดผลกระทบดังนี้:
- วางแผนการเดินทาง: ใช้แอปพลิเคชันนำทางเพื่อเลี่ยงรถติด และรวมงาน เพื่อออกไปทำธุระในเส้นทางเดียวกันครั้งเดียว
- ขับรถแบบประหยัด (Eco-Driving): รักษาความเร็วสม่ำเสมอที่ 80-90 กม./ชม., ตรวจเช็กลมยางให้ไม่อ่อนเกินไป และลดน้ำหนักสัมภาระที่ไม่จำเป็นในรถ
- เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ: เลือกซื้อสินค้าผ่านโปรโมชันหรือร้านค้าส่งที่ยังตรึงราคาเดิมอยู่ รวมถึงเลือกใช้สินค้า House Brand ของห้างสรรพสินค้า
- ใช้ระบบขนส่งสาธารณะ: ในระยะทางที่สะดวก การใช้รถไฟฟ้าหรือรถเมล์อาจคุ้มค่ากว่าการขับรถส่วนตัวที่ต้องจ่ายค่าน้ำมันและค่าที่จอดรถ
- ปลูกผักสวนครัว: สำหรับอาหารสดบางอย่าง เช่น พริก กะเพรา หรือผักบุ้ง การปลูกเองหลังบ้านช่วยลดค่าใช้จ่ายจุกจิกได้จริง
ในขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งแซงโค้งจนค่าครองชีพดีดตัวขึ้นทุกหย่อมหญ้า ทางออกที่เคยเป็น "มีม" ระดับตำนานจากท่าน สว. ผู้ทรงเกียรติที่เคยแนะให้ประชาชน "ปลูกผักกินเอง-เลี้ยงไก่ไว้กินไข่" ก็ดูเหมือนจะถูกปัดฝุ่นกลับมาพูดถึงอีกครั้งในโลกโซเชียล
งานนี้ใครที่อยู่ทาวน์โฮมหรือคอนโดชั้น 20 อาจจะต้องเริ่มมองหาพื้นที่วาง "สุ่มไก่" ไว้ข้างคอมเพรสเซอร์แอร์ หรือหัดทำสวนแนวตั้งปลูกพริกปลูกขิงในกระถางธูปกันดูบ้าง เพราะในยุคที่น้ำมันขึ้นราคารวดเดียว 6 บาท จนค่าไข่ไก่แพงกว่าค่ากาแฟ การมี "แม่ไก่" เป็นรูมเมทไว้ออกไข่สดๆ หน้าทีวี ก็อาจจะเป็นนวัตกรรมประหยัดงบที่ล้ำสมัยที่สุด ถ้าไม่โดนนิติบุคคลไล่ออกไปนอนข้างถนนพร้อมไก่เสียก่อน
ในเมื่อราคาพลังงานมัน "ดีด" จนควบคุมไม่ได้ การพึ่งพาตัวเองแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน (ที่ทำได้จริงหรือเปล่าไม่รู้) อาจเป็นที่พึ่งสุดท้ายที่พอจะทำให้เรายิ้มแห้งๆ สู้กับบิลค่าน้ำมันในกระเป๋าได้บ้างใน พ.ศ. นี้