ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังร้อนระอุในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกาที่ทั่วโลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด 

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากสถานการณ์บานปลายไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของการทหาร แต่ยังสร้างคลื่นกระแทกขนาดใหญ่ต่อ "กระเป๋าสตางค์" ของคนทั่วโลก รวมถึงคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อความตื่นตระหนกก่อตัวขึ้น คำถามคลาสสิกที่มักจะตามมาเสมอในยามวิกฤตคือ สภาวะเศรษฐกิจแบบไหนกำลังจะเกิดขึ้น? สินค้าจะแพงขึ้น (เงินเฟ้อ) หรือเศรษฐกิจจะซบเซาจนของถูกลง (เงินฝืด)

สำคัญที่สุดคือ เราควรเก็บเงินสดไว้กับตัวให้มากที่สุด หรือควรเปลี่ยนเงินไปเป็นสินทรัพย์อื่นเพื่อป้องกันความเสี่ยง ไทยรัฐออนไลน์จะมาไขข้อข้องใจเรื่องนี้กันให้ชัดเจน

หากอ้างอิงจากบริบทความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจกังวลมากที่สุดคือภาวะ "เงินเฟ้อ" มากกว่าเงินฝืด สาเหตุหลักมาจากตะวันออกกลางคือแหล่งผลิตและจุดส่งออกน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก หากเกิดการสู้รบหรือมีการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรง

เมื่อน้ำมันแพง ต้นทุนการขนส่งและการผลิตสินค้าแทบทุกชนิดก็จะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ผลที่ตามมาคือ ข้าวของเครื่องใช้ สินค้าอุปโภคบริโภคจะราคาแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว  ในขณะที่รายได้ของเรายังเท่าเดิม นั่นหมายความว่า "มูลค่าของเงินสดในมือเรากำลังลดลง" เงินหนึ่งร้อยบาทที่เคยซื้อข้าวได้สองจาน อาจจะซื้อได้แค่จานเดียว

ส่วนภาวะ "เงินฝืด" ที่คนตกงาน ไม่มีกำลังซื้อ จนผู้ประกอบการต้องลดราคาสินค้าเพื่อหนีตายนั้น มีโอกาสเกิดขึ้นได้หากสงครามยืดเยื้อจนเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง แต่ในระยะแรกเริ่มของวิกฤตพลังงาน ภาวะเงินเฟ้อ หรือ "ของแพงแต่คนไม่มีเงินซื้อ" จะเป็นสิ่งที่แสดงอาการออกมาก่อนอย่างชัดเจน

...

ภาวะสงคราม ควรกอดเงินสดไว้ หรือหนีไปถือสินทรัพย์อื่น

เมื่อรู้ว่าเงินเฟ้อคือศัตรูตัวร้ายในสถานการณ์นี้ การบริหารจัดการเงินจึงต้องรักษาสมดุลระหว่าง "สภาพคล่อง" และ "การรักษามูลค่า" ซึ่งมีแนวทางที่น่าสนใจดังนี้

  • เงินสด 

ในยามวิกฤตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สภาพคล่องคือสิ่งสำคัญที่สุด คุณยังคง "ต้องมี" เงินสดสำรองฉุกเฉินติดบัญชีหรือติดตัวไว้เสมอ อย่างน้อย 3-6 เดือนของค่าใช้จ่าย เพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น การตกงานกะทันหัน หรือความจำเป็นต้องใช้เงินด่วน แต่ข้อควรระวังคือ "ไม่ควรเก็บความมั่งคั่งทั้งหมดไว้ในรูปของเงินสด" เพราะเงินเฟ้อจะค่อยๆ กัดกินมูลค่าของมันไปทุกวัน

  • ทองคำ 

เมื่อโลกเกิดสงครามหรือความขัดแย้งทางการเมือง ทองคำมักจะเป็นสินทรัพย์แรกที่นักลงทุนทั่วโลกวิ่งเข้าหาเพื่อหลบภัย โดยราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับความผันผวนของตลาดหุ้น การมีทองคำติดพอร์ตไว้บ้างจึงถือเป็นการกระจายความเสี่ยงและรักษามูลค่าความมั่งคั่งได้ดีในยามสงคราม

  • สินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากวิกฤตพลังงาน

สำหรับผู้ที่มีความรู้ด้านการลงทุน การมองหาการลงทุนในกลุ่มพลังงาน น้ำมัน หรือสินค้าโภคภัณฑ์ ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีในการป้องกันความเสี่ยง จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น

  • สกุลเงินหลักที่ปลอดภัย

ในบางกรณี นักลงทุนมักจะย้ายเงินทุนไปถือครองสกุลเงินที่มีความมั่นคงสูงและมีสภาพคล่องระดับโลก เช่น ดอลลาร์สหรัฐ แม้สหรัฐฯ จะเป็นคู่ขัดแย้ง แต่ดอลลาร์มักจะแข็งค่าขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเมื่อเกิดวิกฤตโลก

บทสรุปสำหรับคนไทย

ในสถานการณ์ที่ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การเตรียมพร้อมที่ดีที่สุดไม่ใช่การตื่นตระหนกเทขายทุกอย่าง หรือกู้หนี้ยืมสินมาตุนสินค้า แต่คือการ "จัดระเบียบการเงิน" อย่างมีสติ 

เริ่มต้นจากการสำรวจเงินสำรองฉุกเฉินให้เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตพื้นฐาน จากนั้นนำเงินเก็บส่วนที่เหลือไปกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่สามารถต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อได้ เช่น ทองคำ หรือกองทุนรวมที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยง เพื่อให้ความมั่งคั่งของคุณสามารถรอดพ้นจากคลื่นลมของสงครามเศรษฐกิจในครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัยที่สุด