เคยไหมนั่งมองหน้าจอทำงานอยู่ดีๆ สมองก็ตื้อ คิดงานไม่ออก อาการเหมือนคอมพิวเตอร์ที่เปิดโปรแกรมทิ้งไว้เป็นร้อยจนเครื่องหน่วงและค้าง

ข่าวดีคือปัญหานี้สามารถแก้ได้โดยไม่ต้องพึ่งอาหารเสริมราคาแพง เพียงแค่หันมาปรับ "ระบบปฏิบัติการพื้นฐาน" ของร่างกายอย่างการกินและการนอน นี่คือวิธีรีเซ็ตสมองให้กลับมาประมวลผลรวดเร็ว เหมือนเพิ่งอัปเกรด RAM มาใหม่

วิธีปรับพฤติกรรมการกินและนอนให้สมองสดใส

การนอนหลับไม่ใช่แค่การหลับตาพักผ่อน แต่คือช่วงเวลาที่สมองทำความสะอาดตัวเองและจัดระเบียบข้อมูลความจำที่รับมาตลอดทั้งวัน

  • เน้นหลับลึก ไม่ใช่แค่หลับนาน

ช่วงเวลาที่เราหลับสนิท คือช่วงที่สมองจะกวาดล้างโปรตีนของเสียที่สะสมมาทั้งวัน หากนอนครบ 8 ชั่วโมงแต่หลับๆ ตื่นๆ สมองก็จะยังรวนอยู่ดี แนะนำให้ปรับอุณหภูมิห้องให้เย็นพอดี ปิดแสงให้มืดสนิท และลดเสียงรบกวน

  • ตั้งเวลา Shutdown ตัวเองให้คงที่

ร่างกายคนเรามีนาฬิกาชีวภาพ การเข้านอนและตื่นในเวลาเดิมทุกวัน จะช่วยให้สมองเรียนรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเตรียมพร้อมประมวลผล และเมื่อไหร่ควรเข้าโหมดพักเครื่อง

  • ลดแสงสีฟ้าก่อนนอน

การเล่นสมาร์ตโฟนก่อนนอนก็เหมือนการบังคับรันโปรแกรมตอนที่เครื่องต้องการจะพัก แสงสีฟ้าจากหน้าจอจะไปยับยั้งฮอร์โมนเมลาโทนิน ทำให้สมองไม่ยอมชัตดาวน์ ลองเปลี่ยนมาอ่านหนังสือเป็นเล่มหรือฟังพอดแคสต์สัก 30 นาทีก่อนนอนแทน

  • อัปเกรด Power Supply และเติมเชื้อเพลิงเกรดพรีเมียม

อาหารที่รับประทานเข้าไปคือแหล่งพลังงานโดยตรงของสมอง หากได้รับสารอาหารที่ดีสมองก็จะแล่น แต่ถ้าละเลยเรื่องโภชนาการสมองก็จะทำงานได้ช้าลง เช่น การเติมไขมันดี (Omega-3) เสริมความเร็ว สมองของเรามีไขมันเป็นส่วนประกอบถึง 60% การเติมไขมันดีจากปลาทะเล เช่น แซลมอน ทูน่า ไข่แดง หรือถั่ววอลนัท จะช่วยบำรุงเซลล์ประสาท ทำให้การส่งต่อข้อมูลในสมองไวและลื่นไหลขึ้น เหมือนเปลี่ยนไปใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

...

  • น้ำเปล่าคือระบบระบายความร้อน 

ร่างกายที่ขาดน้ำเพียง 2% ก็ส่งผลให้สมองทำงานช้าลง ขาดสมาธิ และมีอาการปวดศีรษะได้ ควรจิบน้ำเปล่าเรื่อยๆ ตลอดวันเพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้ระบบต่างๆ ทำงานได้โดยไม่เกิดภาวะโอเวอร์ฮีต

  • ลดน้ำตาล ป้องกันอาการ System Crash

ของหวานและเครื่องดื่มชงอาจทำให้รู้สึกมีพลังงานในระยะสั้น แต่น้ำตาลที่พุ่งสูงจะตกลงมาอย่างรวดเร็ว ทำให้สมองตื้อ อ่อนเพลีย และง่วงซึมอย่างหนักในช่วงบ่าย ลองเปลี่ยนจากขนมหวานมาเป็นผลไม้สด หรือดาร์กช็อกโกแลตเพื่อรักษาระดับน้ำตาลให้คงที่

การปรับทั้งสองส่วนนี้ไปพร้อมๆ กัน ไม่เพียงแต่จะช่วยให้สมองทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยให้มีสมาธิจดจ่อและพร้อมรับมือกับทุกความท้าทายในการทำงานแต่ละวันได้อย่างเต็มที่