เปิดอันตรายของ "สารหนู" หลังพบปนเปื้อนในแม่น้ำกก รู้จักอาการพิษเฉียบพลันและเรื้อรัง พร้อมวิธีป้องกันตัวเองจากการใช้น้ำที่มีสารปนเปื้อน

จากกรณีการตรวจพบ "สารหนู" ปนเปื้อนในแม่น้ำกก สร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคสำคัญ ไทยรัฐออนไลน์พาไปทำความรู้จักว่าสารหนูคืออะไร แฝงตัวอยู่ที่ไหนบ้าง และหากร่างกายได้รับสารนี้เข้าไปจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร้ายแรงเพียงใด เพื่อให้คุณเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างถูกต้อง

สารหนูคืออะไร มาจากไหนได้บ้าง

สารหนู คือธาตุชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในดิน หิน และน้ำ รวมถึงอาจเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การทำเหมืองแร่ การใช้ยาปราบศัตรูพืช หรือโรงงานอุตสาหกรรม โดยทั่วไปสารหนูที่พบในสิ่งแวดล้อมมี 2 รูปแบบ คือ สารหนูอินทรีย์ และสารหนูอนินทรีย์ ซึ่งชนิดหลังนี้มีความเป็นพิษสูงกว่ามาก

อันตรายของสารหนู เพชฌฆาตไร้สีไร้กลิ่น

ความน่ากลัวของสารหนูคือเราไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยตาเปล่าหรือการดมกลิ่นเมื่อมันละลายอยู่ในน้ำ หากได้รับเข้าสู่ร่างกายจะส่งผลกระทบดังนี้

1. พิษแบบเฉียบพลัน (Acute Toxicity)

หากได้รับสารหนูในปริมาณมากในครั้งเดียว จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรง ท้องเสียเป็นเลือด ความดันโลหิตต่ำ และอาจนำไปสู่สภาวะช็อกหรือเสียชีวิตได้

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

...

2. พิษแบบเรื้อรัง (Chronic Toxicity)

การได้รับสารหนูทีละน้อยแต่ต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น ดื่มน้ำที่มีสารปนเปื้อน จะส่งผลต่อระบบต่างๆ ดังนี้

  • ผิวหนัง: เกิดรอยตกกระสีคล้ำ ผิวหนังหนาตัวขึ้นโดยเฉพาะฝ่ามือฝ่าเท้า (Keratosis)
  • ระบบประสาท: มือเท้าชา อ่อนแรง
  • ความเสี่ยงมะเร็ง: สารหนูได้รับการยืนยันว่าเป็นสารก่อมะเร็ง ทั้งมะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

วิธีสังเกต "สารหนู" ในสิ่งแวดล้อมและร่างกาย

เนื่องจากสารหนูไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่มีรส การสังเกตด้วยตาเปล่าในแหล่งน้ำจึงทำได้ยากมาก แต่เราสามารถสังเกต "สัญญาณเตือน" ได้จากปัจจัยแวดล้อมและร่างกาย ดังนี้

1. สังเกตจากแหล่งน้ำใกล้ตัว

หากน้ำในบ่อบาดาลหรือแหล่งน้ำธรรมชาติมีตะกอนสีน้ำตาลแดงปนอยู่มาก (สนิมเหล็ก) อาจเป็นสัญญาณว่าชั้นดินบริเวณนั้นมีโลหะหนักปนเปื้อนสูง ซึ่งมักพบสารหนูปนอยู่ด้วย

2. สังเกตความผิดปกติของสิ่งแวดล้อมรอบตัว

หากพืชผักในบริเวณลุ่มน้ำมีอาการใบไหม้ แคระแกร็น หรือผลผลิตลดลงผิดปกติ อาจเกิดจากการดูดซึมสารหนูจากดินและน้ำเข้าสู่ระบบราก รวมถึงลักษณะผิดปกติของสัตว์น้ำ เช่น ปลา กบ ฯลฯ มีตุ่มเนื้องอกสีแดงอมม่วงคล้ายดอกกะหล่ำบริเวณครีบ หาง หนวด และรอบปาก บางตัวมีแผลพุพอง ตัวติดเชื้อ แผลเปื่อย หรือมีพยาธิภายนอก ปลาที่ได้รับผลกระทบมักมีลักษณะซึมและอ่อนแอจากการติดเชื้อซ้ำซ้อน

3. สังเกตสัญญาณจากร่างกาย (ระยะสะสม)

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

  • มีจุดด่างดำเล็กๆ กระจายตามตัว (คล้ายเม็ดทราย)
  • ผิวหนังบริเวณฝ่ามือหรือฝ่าเท้าหนาตัวขึ้นและแข็งเป็นไต
  • รู้สึกชาตามปลายมือปลายเท้าบ่อยครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ

5 วิธีป้องกันตัวเองจากสารหนูปนเปื้อน 

สำหรับประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงหรือใช้ประโยชน์จากลุ่มน้ำกก ควรปฏิบัติดังนี้

  1. งดดื่มน้ำจากแหล่งธรรมชาติโดยตรง: เปลี่ยนมาใช้น้ำประปาที่ผ่านการบำบัด หรือน้ำดื่มบรรจุขวดมาตรฐาน อย.
  2. เครื่องกรองน้ำระบบ RO (Reverse Osmosis): หากต้องใช้น้ำในพื้นที่ ระบบ RO คือระบบเดียวที่มั่นใจได้ว่าสามารถกรองสารละลายโลหะหนักได้ดีที่สุด
  3. การต้มน้ำ "ฆ่าสารหนูไม่ได้": โปรดระวัง! การต้มน้ำให้เดือดไม่สามารถทำลายสารหนูได้ แต่จะยิ่งทำให้น้ำระเหยจนความเข้มข้นของสารหนูในอาหารหรือน้ำดื่มสูงขึ้น
  4. ล้างผักผลไม้ด้วยน้ำสะอาด: ใช้แหล่งน้ำที่มั่นใจว่าปลอดภัยชะล้างฝุ่นดินที่อาจปนเปื้อนสารหนูออกให้หมดก่อนบริโภค
  5. เลี่ยงสัตว์น้ำจากจุดเสี่ยง: งดบริโภคปลาหรือสัตว์น้ำจากบริเวณที่มีรายงานการปนเปื้อนสูง เพราะสารพิษสามารถสะสมในเนื้อเยื่อสัตว์ได้

การพบสารหนูในแม่น้ำกกถือเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ประชาชนควรติดตามประกาศจากหน่วยงานสาธารณสุขและกรมควบคุมมลพิษเป็นระยะ เพื่อประเมินความปลอดภัยในการใช้น้ำ และหากสงสัยว่ามีอาการพิษสะสม ควรรีบไปตรวจเช็กสุขภาพทันที