รายการ I Want to believe  ทางช่อง ไทยรัฐสตูดิโอ โดย  เผือก พงศธร หยิบเรื่องราว “ยากจะเชื่อ แต่ดันมีหลายคนเขาอยากจะเชื่อ” โดยได้นำเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตจำนวนหนึ่งที่ปรากฎอยู่ใน Myth หรือเรื่องเล่าในตำนานมาตั้งแต่โบราณ ของเทพปกรณัมจากตำนานความเชื่อจากทั่วทุกมุมโลก หรือแม้แต่เคยรับชมผ่านในสื่อบันเทิงอย่างภาพยนตร์แนวแฟนตาซี และผลงานเชิงวรรณกรรมที่มีอยู่มากมาย จะต้องคุ้นเคยกับสิ่งมีชีวิตที่เรียกกันว่า สัตว์ในตำนาน (Legendary Creatures) มาบ้างสัตว์ในตำนานเนี้ยเป็นสัตว์ที่อาจจะพูดได้ว่ามีที่มาที่ไป และรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างออกไปจากสัตว์ที่พวกเราสามารถพบเห็นได้บนโลกจริงๆ รวมไปถึงมักจะมีคุณสมบัติบางอย่างที่ดูจะแฟนตาซีและอยู่เหนือความเป็นจริงที่สัตว์ในธรรมชาติทั่วไปจะสามารถพบได้ เป็นพวก นกฟีนิกซ์ นางเงือก ยูนิคอร์น หรือแม้แต่มังกร ก็ถูกนับรวมอยู่ใน catagory ของสัตว์ในตำนานด้วยเช่นกัน

โดยเรื่องราวความเชื่อของบรรดาสัตว์ในตำนานเหล่านี้ ถือเป็นเรื่องราวที่มีมาอย่างยาวนานหลายพันปี ก่อนการเกิดขึ้นของมุมมองและกรอบแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ซะอีก ทำให้เมื่อเรื่องราวของพวกถูกนำเสนอและบอกเล่าอีกครั้งแล้วครั้งเล่า ผ่านสื่อบันเทิงมากมายตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา มันจึงกลายเป็นเรื่องราวที่กลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่หลงใหลในเรื่องราวความแฟนตาซีของสัตว์เหล่านี้ ตั้งสมมุติฐานและพยายามหาคำตอบว่ามันจะเป็นไปได้หรือไม่ที่เรื่องราวของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ อาจไม่ได้เป็นเพียงแค่ตำนานเรื่องเล่าปรัมปราเท่านั้น แต่พวกมันอาจถูกบันทึกเอาไว้เพราะว่าเคยมีตัวตนอยู่จริงๆ วันนี้ทีมงานคัดเลือกสัตว์ในตำนานจำนวน 3 ตัว ที่คิดว่าหลายคนน่าจะคุ้นหน้าคุ้นตา หรือพอจะรู้จักชื่อของพวกมันมาบ้าง  เริ่มจาก

...

สัตว์ในตำนาน The Kraken อสุรกายใต้ทะเลลึก

ได้ชื่อว่าเป็นปีศาจผู้สร้างความหวาดกลัวให้กับเหล่ากะลาสีและนักเดินเรือมายาวนานหลายร้อยปี โดยหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับ Kraken ปรากฏอยู่ในบันทึกของ พระเจ้าสแวร์เร่อแห่งนอร์เวย์ (King Sverre of Norway) ตั้งแต่ในช่วงปี ค.ศ.1180 ซึ่งพระองค์ได้กล่าวถึงอสุรกายตัวนี้ว่าเป็นหนึ่งในบรรดาสิ่งมีชีวิตที่น่าหวาดกลัวที่สุดในทะเลลึก ในยุคเริ่มต้นนั้น Kraken ไม่ได้มีภาพจำเป็นหมึกเท่านั้นนะ บรรดานักเดินเรือต่างพากันเล่าว่ามันเป็นทั้งสัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายปลาวาฬขนาดมหึมา หรือแม้แต่บอกว่ามีหน้าตาราวกับเป็นเกาะทั้งเกาะที่มีชีวิตเลยก็มีแต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผู้คนเริ่มมีภาพจำคล้ายกันว่า Kraken เป็นอสุรกายหน้าตาคล้ายหมึกยักษ์ เริ่มต้นขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1539 ช่วงเวลาดังกล่าวที่ถือเป็นยุคแห่งการเดินเรือออกสำรวจ มีนักบวชชาวสวีเดนรายหนึ่งนามว่า โอลาอุส แม็กนัส (Olaus Magnus) ตีพิมพ์ผลงานที่มีชื่อว่า คาตา มาริน่า (Carta marina) ซึ่งมันเป็นแผนที่ทางทะเลที่รวบรวมภาพวาดของสัตว์ประหลาดในทะเลไว้มากมาย และเราอาจจะพูดได้เลยว่าภาพนี้เนี้ยแหละ ที่ส่งอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อบรรดานักทฤษฎีสมคบคิดที่ชื่นชอบในเรื่องราวของ Cryptids หรือสิ่งมีชีวิตประหลาดจำพวกที่อาศัยอยู่ใต้มหาสมุทร โดยในแผนที่ภาพดังกล่าวนั้นเต็มไปด้วยรูปวาดของสัตว์ประหลาดจำนวนมาก ที่แม็กนัสเชื่อว่าอาศัยอยู่ใต้ทะเล แต่จะเห็นว่ามีภาพของสัตว์คล้ายปลาหน้าตาประหลาดอยู่ภาพหนึ่ง ที่มีหนวดงอกออกมาจากหัว แถมยังมีดวงตาที่ลุกเป็นไฟ ตั้งอยู่กลางทะเลระหว่างประเทศนอร์เวย์และประเทศไอซ์แลนด์ ซึ่งภาพนี้นี่แหละที่นักเดินเรือในช่วงเวลาดังกล่าวเชื่อว่าเป็นภาพของ Kraken 

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1646 คุณคริสเตน เจนเซน (Christen Jensøn) เป็นมนุษย์คนแรกที่บันทึกคำว่า Kraken ลงในพจนานุกรมภาษานอร์เวย์ โดยเขียนอธิบายว่าหมายถึงอสุรกายที่มีหลายแขน และสามารถดึงเรือลงสู่ก้นมหาสมุทรได้ ก่อนที่ถัดมาในปี ค.ศ. 1752 ทั่วทั้งทวีปยุโรปจะได้รู้จักเรื่องราวของมันอย่างกว้างขวางขึ้นไปกว่าเดิม ผ่านหนังสือเรื่อง The Natural History of Norway หรือ ประวัติศาสตร์ธรรมชาติของประเทศนอร์เวย์ โดยผู้เขียนอย่าง คุณเอริก ปอนตอปปิดัน (Erik Pontoppidan) กลายเป็นบุคคลสำคัญที่ทำให้โลกจดจำภาพลักษณ์ของ Kraken ได้มาจนถึงปัจจุบัน 

ถึงแม้ในตอนแรก เรื่องราวของเจ้า Kraken จะยังเป็นแค่เรื่องเล่า Folklore แนวสยองขวัญ ที่บรรดากะลาสีและนักเดินเรือมักแลกเปลี่ยนพูดคุยกันเฉพาะในแถบยุโรปเท่านั้น แต่เมื่อการมาถึงของอินเตอร์เน็ตที่ทำให้เรื่องราวของมันถูกบอกเล่าได้อย่างไร้พรมแดน มีสื่อบันเทิงที่หยิบเอาเรื่องราวของมันไปนำเสนอใหม่ อย่างที่หลายคนน่าจะรู้จักกันดีเลยก็คือภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Carribbean ที่นำไปผสมเข้ากับเรื่องราวของโจรสลัด จนกลายเป็นหนังแอคชั่นผจญภัยที่สนุกและตื่นเต้นเร้าใจมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม หรือแม้กระทั่งในผลงานวรรณกรรมอีกหลายเล่ม อย่างนักเขียนเรื่องสยองชาวอเมริกันชื่อดัง นามปากกาว่า H.P. Lovecraft ก็หยิบเอาเรื่องราวของมันไปเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสัตว์ประหลาด จนอาจจะพูดได้ว่า Kraken นั้นฝังรากลงไปอยู่ในวัฒนธรรม pop culture เรียบร้อยแล้ว นั่นทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่ง ที่เริ่มรับรู้เรื่องราวของมันผ่านสื่อรูปแบบต่างๆ ก็พากันตั้งสมมุติฐานกันใหญ่ ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ Kraken นั้นอาจจะยังคงหลบซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งใต้มหาสมุทร?

...

สัตว์ในตำนาน Pegasus ม้ามีปีกจากตำนานเทพกรีก

มาต่อกันที่สัตว์ในตำนานตัวที่สองเรื่องราวของสัตว์ที่เป็นตัวแทนแห่งความบริสุทธิ์กันบ้าง ก็คือ Pegasus  ซึ่งอาจเป็นชื่อที่คุ้นหูอยู่พอสมควร โดยเจ้า Pegasus ปรากฎให้เห็นครั้งแรก ในมหากาพย์ที่เป็นต้นกำเนิดของเรื่องราวตำนานเทพปกรณัมกรีก ตั้งแต่เมื่อ 700 ปีก่อนคริสตกาลนู่นนเลย โดยตำนานนักกวีชาวกรีกอย่าง เฮสิออด (Hesiod) เป็นผู้แต่งผลงานวรรณกรรมที่มีชื่อว่า ธีโอโกนี่ (Theogony) ซึ่งเป็นงานที่เล่าถึงการกำเนิดของโลกและจักรวาล อธิบายให้โลกได้รู้จักกับเหล่าเทพเจ้าบนเขาโอลิมปัส และเผ่าพันธุ์มนุษย์ โดยเรียบเรียงตำนานปกรณัมกรีกอย่างเป็นระบบ พูดง่ายๆ ก็คือเรื่องราวของเทพเจ้ากรีกทั้งหมด ที่คิดว่าหลายคนน่าจะพอรู้จักหรือคุ้นเคยจากผลงานภาพยนตร์จำนวนมาก ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากผลงานชิ้นนี้นั่นเอง 

ในธีโอโกนี่นั้นเล่าขานเอาไว้ว่า เทพเจ้าโพไซดอน (Poseidon) ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งท้องทะเลและผู้ควบคุมอาชา ซึ่งถือเป็นพาหนะสำคัญของชาวกรีกและโรมัน ได้ตกหลุมรักนักบวชหญิงผู้งดงาม ที่มีนามคุ้นหูพวกเราว่า เมดูซ่า (Medusa) เทพเจ้าโพไซดอนได้หลอกล่อจนเมดูซ่านั้นตกหลุมพราง ก่อนที่จะแอบขืนใจนางในวิหารศักดิ์สิทธิ์ของเทพีอาธีน่า (Athena) เทพีแห่งปัญญาและผู้พิทักษ์ของกรุงเอเธนส์ (Athens) ปรากฎว่าเมื่ออาธีน่ารู้เรื่องนี้เข้า เธอมองว่านี่ถือเป็นการลบหลู่เทพเจ้าอย่างรุนแรง แต่แทนที่โพไซดอนจะเป็นฝ่ายผิด อาธีน่ากลับเลือกที่จะลงโทษเมดูซ่าเพียงแค่คนเดียวซะอย่างนั้น เธอสาปให้เมดูซ่ากลายเป็นอสุรกายนามว่า กอร์กอน (Gorgon) ที่มีเส้นผมเป็นอสรพิษ ผู้ใดก็ตามที่สบตาเข้ากับเมดูซ่าจะต้องกลายร่างเป็นหินในชั่วพริบตา 

...

ถัดมาในขณะที่เมดูซ่ากำลังตั้งท้องลูกของโพไซดอนอยู่นั้นเอง ปรากฎว่ามีวีรบุรุษครึ่งคนครึ่งเทพ ผู้เป็นบุตรชายของราชาแห่งเทพเจ้าทั้งปวงอย่าง ซูส (Zeus) วีรบุรุษคนนั้นมีนามว่า เพอร์ซีอุส (Perseus) นั่นเอง เพอร์ซีอุสได้รับภารกิจสุดหินให้ต้องมาสังหารปีศาจกอร์กอน แต่ด้วยความเฉลียดฉลาดของเขา เพอร์ซีอุส สามารถหลบเลี่ยงพลังสายตาต้องคำสาปของเมดูซ่า และสังหารเธอได้สำเร็จ จากจุดนี้เองที่ Pegasus ของเราก็ได้กระโดดเข้ามีบทบาทเป็นครั้งแรก เมื่อเมดูซ่าถูกบั่นคอ จู่ๆ อาชาสีขาวมีปีกตัวหนึ่งนามว่า Pegasus ก็กระโดดออกมาจากร่างของเมดูซ่า โดยเฮสิออดผู้เขียนนั้นระบุเอาไว้ว่า Pegasus เป็นอาชาสีขาวที่งดงามที่สุด เขาสามารถวิ่งได้ด้วยความรวดเร็ว และเหาะเหินเดินอากาศได้ด้วยปีกอันสง่างามของมัน

 นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการสร้างน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ในทุกที่ที่กีบเท้าของเขาเหยียบลงบนพื้นดิน และยังมีอายุเป็นอมตะอีกด้วย แม้เรื่องราวช่วงต้นกำเนิดของ Pegasus จะเกิดขึ้นในพาร์ทเรื่องราวการผจญภัยของวีรบุรุษเพอร์ซีอุส แต่ตำนานถัดมาที่ทำให้เรื่องราวของ Pegasus ถูกจดจำมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม นั่นคือเรื่องราวตำนานของ เบลเลอโรฟอน (Bellerophon) วีรบุรุษแห่งนครกอรินท์  ตำนานเรื่องนี้เล่าว่า เบลเลอโรฟอนได้รับภารกิจที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ นั่นคือเขาต้องสังหารปีศาจ ไคเมร่า (Chimera) สัตว์ประหลาดที่มีหัวของสิงโต ผสมแพะ และมีหางเป็นงู สามารถพ่นไฟอันร้อนแรงได้ ด้วยความเก่งกาจของไคเมร่า เบลเลอโรฟอนไม่รู้จะปราบมันลงได้อย่างไร จึงเข้าไปในวิหารของเทพีอาธีน่าเพื่อขอความช่วยเหลือ เขาวิงวอนขอพรจากเทพเจ้าจนเผลอหลับไป ปรากฎว่าเทพีอาธีน่าได้เข้าฝันเบลเลอโรฟอนและมอบ บังเหียนทองคำ ให้แก่เขา เมื่อตื่นขึ้นมา เขาก็พบ Pegasus ที่กำลังดื่มน้ำอยู่ที่น้ำพุในมหาวิหาร และด้วยบังเหียนวิเศษที่ได้รับมา เขาจึงสามารถสยบและฝึกฝนเจ้า Pegasus ได้สำเร็จ เบลเลอโรฟอนจึงขี่เจ้า Pegasus ตรงไปต่อสู้กับไคเมร่าในทันที ในการต่อสู้ Pegasus ช่วยให้เบลเลอโรฟอนโจมตีไคเมร่าได้จากทางอากาศ ซึ่งถือเป็นจุดบอดของมัน เขาใช้หอกที่มีปลายติดตะกั่วแทงลงไปในปากที่กำลังพ่นไฟของไคเมร่า ความร้อนจากไฟทำให้ตะกั่วละลายและไหลลงไปอุดทางเดินหายใจจนมันขาดใจ และทำให้เบลเลอโรฟอนกลายเป็นวีรบุรุษผู้พิชิตไคเมร่าได้ในทันที เขาและ Pegasus กลายเป็นภาพจำของวีรบุรุษผู้กล้าหาญ ซึ่งในทางประวัติศาสตร์มันกลายเป็นเหมือนเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจและสะท้อนให้เห็นถึงความกล้าหาญ ผลงานภาพวาดและประติมากรรมมากมายนับตั้งแต่ยุคกรีก มักถูกออกแบบให้เบลเลอโรฟอนจะอยู่คู่กับม้า Pegasus อยู่เสมอ กลายเป็นเหมือนไอดอลให้กับเหล่านักรบยุคกรีกโรมันเลยก็ว่าได้

...

แต่แล้ว จุดพลิกผันของเรื่องราวในตำนานนี้ก็คือ หลังจากที่เบลเลอโรฟอนและ Pegasus ออกพิชิตศัตรูและวายร้ายมากขึ้นไปเรื่อยๆ เบลเลอโรฟอนเริ่มมีความจองหองและทะนงตน เขาเชื่อว่าตัวเองสมควรได้รับการยกย่องให้เป็นเทพเจ้าเช่นเดียวกัน นั่นทำให้เบลเลอโรฟอนขี่ม้า Pegasus ทะยานขึ้นสู่ยอดเขาโอลิมปัส เพื่อต้องการไปพบกับเหล่าเทพเจ้า นั่นทำให้มหาเทพซูสผู้มีพลังหยั่งรู้ทุกสรรพสิ่ง ไม่พอใจในความโอหังของเบลเลอโรฟอน ซูสทำการส่งฝูงแมลงไปก่อกวน Pegasus ที่เป็นพาหนะ จนทำให้ม้าติดปีกนั้นตกใจสะดุ้ง และสะบัดเบลเลอโรฟอนจนตกลงมาสู่พื้นโลก แม้เบลเลอโรฟอนรอดชีวิตมาได้ แต่เขาก็ต้องกลายเป็นคนตาบอดและพิการ พเนจรไปตามลำพังจนกระทั่งเสียชีวิตนั่นเอง โดยหลังจากการตายของเบลเลอโรฟอน Pegasus ยังคงโบยบินต่อไปจนถึงยอดเขาโอลิมปัสได้ในที่สุด นั่นทำให้เทพเจ้าซูสตัดสินใจมอบหน้าที่สำคัญ ในการให้ Pegasus เป็นผู้แบกสายฟ้าและอสุนีบาต (Thunder and Lightning) ซึ่งเป็นอาวุธประจำกายของซูส และกลายเป็นสัตว์ที่ปรากฏให้เห็นในตำนานเทพกรีกนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

สัตว์ในตำนาน Sphinx ปีศาจผู้ตั้งคำถามปริศนา

มาถึงสัตว์ในตำนานตัวสุดท้าย อาจจะสร้างข้อถกเถียงมากพอสมควรเลย ว่าเรามองมันเป็นสัตว์ได้จริงๆ หรือเปล่า เพราะแม้มันจะมีร่างกายคล้ายสัตว์ประเภทสิงโต แต่ว่ากลับมีหัวที่เป็นมนุษย์และชื่อของมันก็คือ Sphinx นั่นเองวันนี้ผขอหยิบเอาประวัติของ Sphinx ซึ่งก็เป็นผลงานที่มีปริศนาลึกลับซับซ้อนไม่แพ้กัน จากการศึกษาทางด้านโบราณคดี ในสาขาอียิปต์วิทยา เชื่อกันว่า Sphinx ถูกสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่ราวๆ 2,500 ปีก่อนคริสตกาล นับจากปีปัจจุบันก็คือราวๆ 4,500 ปีที่แล้วนู่นเลย ซึ่งอารยธรรมอียิปต์ในช่วงเวลานั้นปกครองโดยฟาโรห์ที่มีนามว่า คาเฟร (Khafre) เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของหมู่อาคารสุสานและวิหารประกอบพิธีศพของพระองค์ โดยจากการวิจัยค้นคว้าพบว่า ชาวอียิปต์ในช่วงเวลานั้นมอง Sphinx เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความเมตตาผสมกับพลังในการปกป้อง เนื่องจากมีร่างกายเป็นราชสีห์ แต่มีหัวเป็นมนุษย์เพศชาย ซึ่งชาวอียิปต์เชื่อว่านั่นคือหัวของฟาโรห์นั่นเอง แต่ข้อมูลที่น่าสนใจก็คือจริงๆ Sphinx ไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียวเท่านั้นนะ นักโบราณคดีจำแนกหน้าตาของ Sphinx จากอียิปต์ออกมาเป็น 3 ลักษณะ โดยแตกต่างกันที่บริเวณส่วนหัว 

แบบแรก ก็คือที่มีหัวเป็นฟาโรห์ รูปแบบนี้จะมีชื่อว่า อันโดรสฟิงซ์ (Androsphinx) 

แบบที่สอง ก็คือมีหัวเป็นแกะตัวผู้ที่มีชื่อว่า Ram ซึ่งถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของเทพเจ้าอียิปต์ รูปแบบที่สองนี้จะมีชื่อว่า คริโอสฟิงซ์ (Criosphinx) 

แบบที่สาม มีหัวเป็นเหยี่ยว (Falcon) ซึ่งถือเป็นสัตว์แห่งการเอาชนะความชั่วร้ายตามความเชื่อชาวอียิปต์ รูปแบบดังกล่าวมีชื่อว่า ฮิเอราโคสฟิงซ์ (Hieracosphinx) 

เรื่องราวทางประวัติศาสตร์อียิปต์ที่โดดเด่นของ Sphinx ปรากฎให้เห็นในยุคสมัยของ ฟาโรห์ทุตโมสที่ 4 (Thutmose IV) ซึ่งมีการนำ จารึกแห่งความฝัน (Dream Stele) มาตั้งอยู่บริเวณระหว่างเท้าด้านหน้าทั้งสองข้างของมหา Sphinx กิซ่า โดยในจารึกแห่งความฝันนั้นระบุเอาไว้ว่า ในช่วงเวลาที่ทุตโมสยังเป็นเพียงเจ้าชายองค์หนึ่ง แถมยังไม่ใช่รัชทายาทโดยตรงของฟาโรห์องค์ก่อนหน้าแต่อย่างใด เขาได้ออกล่าสัตว์และเลือกที่จะนอนหลับพักผ่อน ใต้ร่มเงาของหัว Sphinx ซึ่งในขณะนั้น รูปปั้น Sphinx ได้ถูกทรายฝังกลบเอาไว้จนเหลือแต่เพียงส่วนหัวเท่านั้น ปรากฎว่าในความฝันของทุตโมส พระองค์พบ Sphinx ที่แปลงกายเป็นเทพเจ้า ลงมาสนทนาพูดคุยกับพระองค์ว่า หากทุตโมสสามารถนำทรายจำนวนมหาศาล ที่กลบฝังร่างกายของ Sphinx ออกไปได้ ทุตโมสจะได้เป็นฟาโรห์ปกครองอาณาจักรอียิปต์ทั้งปวง นั่นทำให้เมื่อตื่นจากความฝัน ทุตโมสก็ดำเนินการทำทุกวิถีทางเพื่อเอาทรายที่ฝังร่างรูปปั้น Sphinx ออกในทันที แม้นักโบราณคดีจะไม่เจอหลักฐานว่าเขาใช้วิธีการอย่างไรบ้าง แต่ในเวลาต่อมา ทุตโมสได้กลายเป็นฟาโรห์ปกครองอียิปต์จริงๆ ทั้งที่ไม่ได้เป็นรัชทายาทหรือผู้ถูกเลือกโดยฟาโรห์องค์ก่อนหน้าด้วยซ้ำ จุดนี้เลยอาจจะพอพูดได้ว่ามันเป็นหลักฐานที่ทำให้ผู้ที่หลงใหลในเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อียิปต์จำนวนหนึ่ง เริ่มมองว่า Sphinx อาจไม่ได้เป็นเพียงแค่รูปปั้นเชิงสัญลักษณ์ แต่อาจมีตัวตนอยู่จริงๆ แถมยังมีพลังในการแปลงกายเป็นเทพเจ้า และมาเข้าฝันฟาโรห์ได้เลยด้วย อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาตร์ก็ได้นำเสนอทฤษฎีหนึ่งที่น่าสนใจจากเรื่องเล่านี้เช่นเดียวกัน พวกเขาอธิบายว่านี่อาจเป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยทีมงานของฟาโรห์ทุตโมสที่ 4 เพื่อสยบเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของชาวอียิปต์ เกี่ยวกับการสืบราชสมบัติที่อาจไม่ถูกต้อง หรือไม่เป็นไปตามลำดับจากธรรมเนียมปฏิบัติ โดยดึงเอาความศักดิ์สิทธิ์ของสิ่งก่อสร้างในยุคเก่าที่มีผู้คนเคารพนับถือ มาค้ำจุนอำนาจหรือสร้างความชอบธรรมให้กับการขึ้นครองราชย์ของฟาโรห์ทุตโมส จารึกแห่งความฝันที่ผมเล่าให้ฟังนั้น ถือเป็นโบราณวัตถุที่มีอยู่จริงๆ โดยมันถูกค้นพบตั้งแต่ปี 1818 จากการสำรวจพีระมิดกิซ่าและ Sphinx ของ คุณโจวันนี คาวิกเลีย (Giovanni Caviglia) นักโบราณคดีและนักล่าสมบัติชาวอิตาลี และจากการศึกษาวัสดุที่ใช้ทำจารึก เชื่อว่ามันน่าจะมีอายุราวๆ 3,500 ปีเลยทีเดียวซึ่งพอเรื่องราวในจารึกมีใจความเกี่ยวกับ Sphinx โดยตรงเลยด้วยเนี่ย มันจึงกลายเป็นหลักฐานที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งเลย ที่ทำให้นักทฤษฎีสมคบคิดหรือกลุ่มคนที่อยากจะเชื่อว่า Sphinx เคยมีอยู่จริงนั้น หยิบเอามาแลกเปลี่ยนพูดคุยกันว่า Sphinx อาจจะถูกสร้างขึ้นมา เพื่อเป็นรูปเคารพบูชาให้กับเทพเจ้าในตำนานที่เคยมีตัวตนอยู่จริงกันไปเลยทีเดียว

ติดตามรายการ "I WANT TO BELIEVE" ทุกวันจันทร์ เว้นจันทร์ เวลา 19.00 น. ทาง YouTube ช่อง Thairath Studio