เจาะอนาคตไซเบอร์ 2026 เมื่อ "AI อัจฉริยะ" และ "ควอนตัม" กำลังเขย่าโลกความปลอดภัยที่องค์กรต้องรีบรับมือ

ยุคที่ AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือ แต่เริ่มคิดและทำงานได้เอง โลกธุรกิจกำลังเผชิญกับคลื่นลูกใหม่ที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ กฎหมายที่เปลี่ยนรายวัน และภัยคุกคามไซเบอร์ที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม

Gartner (การ์ทเนอร์) บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำระดับโลก ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญที่เปรียบเสมือนเข็มทิศสำหรับปี 2026 โดย อเล็กซ์ ไมเคิลส์ (Alex Michaels) ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์ ระบุว่า ผู้นำองค์กรกำลังเจอสถานการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน แรงกดดันรอบด้านนี้กำลังบีบให้เราต้อง "รื้อ" วิธีคิดเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์ใหม่ทั้งหมด

6 เทรนด์ความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity Trends) แห่งปี 2026 ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการทำงานของทุกองค์กรไปตลอดกาล

1. Agentic AI เมื่อ AI ทำงานเองได้ ก็ต้องมี "พี่เลี้ยง" คอยคุม

ลืม AI ที่แค่ถาม-ตอบไปได้เลย เพราะยุคนี้คือยุคของ Agentic AI หรือ AI ที่สามารถตัดสินใจและทำงานได้ด้วยตนเอง ซึ่งกำลังแพร่หลายผ่านแพลตฟอร์มแบบ No-code ที่ใครๆ ก็สร้างได้

ความเสี่ยงพนักงานอาจสร้าง "AI Agent" ขึ้นมาช่วยงานโดยที่ฝ่ายไอทีไม่รู้ (Shadow AI) นำไปสู่ความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหลและไร้การควบคุม

ดังนั้นองค์กรต้องรู้ว่ามี AI ตัวไหนทำงานอยู่บ้าง และต้องมี "คู่มือรับมือเหตุฉุกเฉิน" (Incident Response Playbooks) สำหรับ AI โดยเฉพาะ ไม่ใช่ปล่อยให้ทำงานอิสระจนกู้ไม่กลับ

2. กฎระเบียบโลกผันผวน "ผู้บริหาร" อาจต้องรับผิดชอบโดยตรง

หมดยุคที่โดนแฮกแล้วแค่จ่ายค่าปรับจบ เพราะกฎหมายไซเบอร์ทั่วโลกกำลังเข้มข้นขึ้น ซึ่งหากองค์กรล้มเหลวในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ บทลงโทษอาจพุ่งเป้าไปที่ "คณะกรรมการและผู้บริหาร" โดยตรง ทั้งค่าปรับมหาศาลและชื่อเสียงที่พังทลาย

...

ทีม Cyber Security ต้องเลิกทำงานแบบโดดเดี่ยว แต่ต้องจับมือกับทีมกฎหมายและทีมธุรกิจ เพื่อปรับปรุงกรอบการทำงานให้ยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับมาตรฐานสากลที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา

3. เตรียมรับมือยุค "หลังควอนตัม" กันไว้ดีกว่าแก้ไม่ได้

แม้คอมพิวเตอร์ควอนตัมแบบสมบูรณ์อาจจะมาถึงในปี 2573 (2030) แต่แฮกเกอร์ไม่ได้รอถึงวันนั้น โดยแฮกเกอร์ใช้วิธี "เจาะเอาข้อมูลไปก่อน แล้วรอถอดรหัสทีหลัง" (Harvest Now, Decrypt Later) ซึ่งหมายความว่าข้อมูลที่ถูกขโมยวันนี้ อาจถูกเปิดอ่านได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเมื่อเทคโนโลยีถึงพร้อม

อย่ารอให้ถึงปี 2030 องค์กรต้องเริ่มลงทุนในระบบเข้ารหัสยุคใหม่ (Post-quantum Cryptography) ตั้งแต่วันนี้ เพื่อเปลี่ยนผ่านอัลกอริทึมการรักษาความปลอดภัยให้ทันท่วงที

4. IAM ต้องอัปเกรดเมื่อ "พนักงานใหม่" คือ AI

ระบบจัดการตัวตนและการเข้าถึง (IAM) แบบเดิมๆ ออกแบบมาสำหรับมนุษย์ แต่ตอนนี้เรามี AI Agents ที่เข้ามาทำงานในระบบด้วย หากเราไม่กำหนดสิทธิ์ให้ชัดเจน AI เหล่านี้อาจเข้าถึงข้อมูลสำคัญโดยไม่ได้รับอนุญาต

ดังนั้นต้องใช้แนวทางแบบ Targeted, Risk-Based Approach หรือการโฟกัสจุดเสี่ยงสูงสุด และมองว่า "เครื่องจักร" ก็ต้องการการตรวจสอบตัวตนไม่ต่างจากคน เพื่อปิดช่องโหว่ความปลอดภัย

5. AI ในศูนย์ SOC ดาบสองคมที่ต้องมี "มนุษย์" คุมเกม

ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัย (SOC) กำลังถูกขับเคลื่อนด้วย AI มากขึ้น เพื่อช่วยคัดกรองการแจ้งเตือนและสืบสวนภัยคุกคาม แม้จะฟังดูดี แต่ AI ก็สร้างความซับซ้อนหน้างาน ทำให้ทีมงานต้องเร่งยกระดับทักษะ และใช้งบประมาณสูงขึ้น

ยังไงก็ตามเทคโนโลยีสำคัญ แต่ "คน" สำคัญกว่า การ์ทเนอร์แนะให้ใช้แนวคิด Human-In-The-Loop หรือการมีมนุษย์ร่วมตัดสินใจในกระบวนการที่ AI ทำงาน เพื่อให้การรับมือภัยคุกคามมีความยืดหยุ่นและแม่นยำที่สุด

6. GenAI เปลี่ยนโลก การฝึกอบรมแบบเดิมๆ "เอาไม่อยู่"

การอบรมพนักงานเรื่องความปลอดภัยแบบท่องจำใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไปในยุค GenAI ผลสำรวจระบุว่า พนักงานกว่า 57% ใช้ AI ส่วนตัวทำงาน และ 33% ยอมรับว่าป้อนข้อมูลความลับบริษัทลงไป เราอาจจะต้องเปลี่ยนมาใช้ "การฝึกอบรมเชิงพฤติกรรม" (Adaptive Behavioral Training) ที่เน้นสถานการณ์จริง สอนให้พนักงานรู้วิธีใช้ AI อย่างปลอดภัย ว่าข้อมูลไหนแชร์ได้ ข้อมูลไหนห้าม เพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาขององค์กร

ปี 2026 ไม่ใช่ปีของการต่อสู้กับแฮกเกอร์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการต่อสู้กับการปรับตัวขององค์กรเอง ผู้นำยุคใหม่ต้องมองว่า AI และเทคโนโลยีไม่ใช่แค่เครื่องมืออำนวยความสะดวก แต่เป็น "ความเสี่ยง" ที่ต้องบริหารจัดการอย่างชาญฉลาด ก่อนที่ความล้ำหน้าจะย้อนกลับมาทำร้ายธุรกิจของคุณเอง