ท่ามกลางความดุเดือดของสมรภูมิเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านพ้น สิ่งที่ร้อนแรงไม่แพ้ผลคะแนนคือข้อถกเถียงเรื่อง "บาร์โค้ด" (Barcode) ปริศนาที่ปรากฏหราอยู่บนบัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ 

จากแถบสีดำขาวที่เราคุ้นเคยบนซองขนม ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานในฐานะเทคโนโลยีที่ "ซื่อสัตย์และแม่นยำ" ที่สุด กลับกลายเป็นจำเลยสังคม เมื่อมีคนตั้งข้อสังเกตว่า รหัสแท่งเหล่านี้อาจไม่ได้มีไว้แค่กันบัตรปลอม แต่อาจเป็น "ลายแทง" ที่สาวไปถึงตัวคนกาบัตรได้

ไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปย้อนรอยเทคโนโลยีบาร์โค้ด พร้อมเจาะลึกประเด็นร้อนที่กำลังสั่นคลอนความเชื่อมั่นของ กกต. ว่าสรุปแล้วมันคือเกราะป้องกันการทุจริต หรือช่องโหว่ที่ทำให้ความลับในคูหาไม่เป็นความลับอีกต่อไป

ประวัติ บาร์โค้ด (Barcode) 

บาร์โค้ด มีประวัติในการพยายามสร้างระบบอัตโนมัติมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1932 โดย Wallace Flint นักศึกษาจาก Harvard ที่เสนอให้ใช้บัตรเจาะรู เพื่อคุมสต็อกสินค้า แต่ไอเดียนั้นก็พับไปเพราะเทคโนโลยียังไม่เอื้ออำนวย จนกระทั่งปี 1948 จุดเปลี่ยนสำคัญก็เกิดขึ้น เมื่อ Bernard Silver นักศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยี Drexel ได้ยินเจ้าของร้านชำบ่นเรื่องความล่าช้าในการคิดเงิน เขา และเพื่อน Norman Joseph Woodland จึงเริ่มต้นคิดค้นนวัตกรรมที่มาช่วยกันแก้ปัญหานี้

ไอเดียแรกของพวกเขาคือการใช้ "หมึกเรืองแสง" (UV) แต่ก็ล้มเหลวเพราะหมึกจางง่ายและแพงเกินไป จนกระทั่งวันหนึ่งที่ วูดแลนด์ ไปนั่งพักผ่อนที่ชายหาดไมอามี เขาได้เอานิ้ววาดเส้นลงบนทราย โดยได้แรงบันดาลใจจาก "รหัสมอร์ส" (Morse Code) ที่เขาเคยเรียน วินาทีที่เขาขีดเส้นลากยาวลงมาบนทราย คือวินาทีที่เขาคิดได้ว่า "ถ้าเรายืดจุดและขีดของรหัสมอร์ส ให้กลายเป็นเส้นหนาและบางล่ะ?" และนี่คือต้นกำเนิดของบาร์โค้ด

...

บาร์โค้ด รูปร่างแรกที่ไม่ใช่สี่เหลี่ยม

รู้หรือไม่ว่า บาร์โค้ดแรกที่จดสิทธิบัตรในปี 1952 ไม่ได้เป็นแท่งสี่เหลี่ยมแบบปัจจุบัน แต่มีลักษณะเป็นวงกลมซ้อนกันเหมือน "เป้าปาลูกดอก"  หรือที่เรียกว่า Bullseye Code เพื่อให้เครื่องอ่านได้จากทุกทิศทาง แต่กว่าจะได้ใช้จริงต้องรอถึงยุค 70s เมื่อ IBM และร้านค้าปลีกเริ่มจริงจังกับการนำระบบนี้มาใช้ และเปลี่ยนดีไซน์เป็นแท่งสี่เหลี่ยม (UPC) เพื่อให้พิมพ์ง่ายขึ้น จนกระทั่งวันที่ 26 มิถุนายน 1974 ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ก็ถูกเขียนขึ้น ณ ซูเปอร์มาร์เก็ต Marsh ในรัฐโอไฮโอ สินค้าชิ้นแรกของโลกที่ถูกสแกนและส่งเสียง "ติ๊ด" คือ "หมากฝรั่ง Wrigley's Juicy Fruit"

วิวัฒนาการจาก 1 มิติ สู่ QR Code ในปัจจุบันที่กำลังครองโลก

บาร์โค้ดที่เราเห็นทั่วไปคือแบบ 1 มิติ (1D) เก็บข้อมูลเป็นรหัสเลขฐานสองผ่านแถบดำ-ขาว ซึ่งประเทศไทยเริ่มใช้จริงจังช่วงปี 2536 (ภายใต้มาตรฐาน EAN 13 หลัก)

แต่เมื่อโลกต้องการเก็บข้อมูลที่มากขึ้น จึงเกิดบาร์โค้ด 2 มิติ (2D) ขึ้นมา ที่เรารู้จักกันดีที่สุดคือ QR Code (Quick Response) ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท Denso Wave ของญี่ปุ่นในปี 1994 เพื่อใช้อุตสาหกรรมรถยนต์ ก่อนจะแพร่หลายไปทั่วโลกเพราะความเร็วในการอ่านและความจุข้อมูลที่มหาศาล

สิ่งที่ทำให้บาร์โค้ดกลายเป็นเทคโนโลยีอมตะ คือ "มาตรฐานที่ตรวจสอบได้" ไม่ว่าคุณจะเอาน้ำเปล่าขวดเดิมไปสแกนที่ร้านไหน เครื่องก็จะอ่านค่าได้เหมือนเดิม ไม่มีคำว่า "ดุลยพินิจ" ไม่มีคำว่า "บัตรเสีย"  และไม่มีคำว่า "นับผิด" นี่คือการตัดระบบ Human Error ออกไปจนเกือบศูนย์

อย่างไรก็ตามเมื่อบาร์โค้ดถูกนำมาอยู่บน "บัตรเลือกตั้ง" ความเชื่อมั่นกลับสั่นคลอน เมื่อโลกออนไลน์ และผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีตั้งข้อสังเกต คำถามถึงความผิดปกติที่น่ากังวล เช่น รหัสลับเฉพาะตัว (Unique ID) เพราะบาร์โค้ดบนบัตรสีชมพูแต่ละใบมีตัวเลขไม่ซ้ำกันเลย แม้จะเป็นบัตรในเล่มเดียวกัน ซึ่งต่างจากสินค้าทั่วไปที่รหัสเหมือนกันทั้งล็อต

โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หากนำเลขบาร์โค้ดมาคำนวณด้วยสูตรคณิตศาสตร์ อาจสามารถระบุได้ว่าบัตรใบนั้นมาจาก "เล่มที่เท่าไร" และ "เลขที่ใด" ซึ่งความกังวล และความน่ากลัวที่กำลังเป็นที่พูดถึง คือ "ต้นขั้วบัตร" ซึ่งระบุลำดับที่และลายเซ็นผู้ใช้สิทธิไว้ หากใครสามารถจับคู่ข้อมูลบนบัตรได้ จะทำให้รู้ข้อมูลส่วนตัว ที่รู้ว่ากาเบอร์อะไร เข้ากับต้นขั้วที่รู้ว่าใครเป็นคนรับ ความลับในการลงคะแนนก็จะถูกเปิดเผยทันที

จากเหตุการณ์ที่เป็นประเด็น สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ยืนยันหนักแน่นว่า บาร์โค้ดมีไว้เพื่อการบริหารจัดการโลจิสติกส์และป้องกันบัตรปลอม ตามระเบียบข้อ 129 ที่ให้อำนาจกำหนดรหัสลับพิเศษได้ โดยย้ำว่าไม่สามารถระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิได้ อ่านต่อที่นี่

ขณะที่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า บัตรเลือกตั้งราคาสูงลิ่ว (ใบละกว่า 1 บาท) ย่อมมีระบบป้องกันการปลอมแปลงชั้นเยี่ยมซ่อนอยู่มากมาย ทั้งลายน้ำ UV และตัวหนังสือจิ๋ว (Micro Text) แต่การมีระบบที่เอื้อให้ "ตรวจสอบย้อนกลับ" ได้นั้น อาจขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องให้การลงคะแนนเป็น "ความลับ"

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องทางเทคนิค แต่เป็นเดิมพันความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้ง หากข้อกังวลเรื่องการระบุตัวตนเป็นจริง อาจนำไปสู่การขัดรัฐธรรมนูญและทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้

เรื่องราวของบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่า เทคโนโลยีที่ถูกสร้างมาเพื่อความ "แม่นยำ" และ "โปร่งใส" 

หากถูกนำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือขาดการสื่อสารที่ชัดเจน ก็อาจกลายเป็นเครื่องมือที่สร้างความ "หวาดระแวง" ได้มากที่สุดเช่นกัน 

...

ข้อมูล : สวทช. และ สหวิชา ดอท คอม