แก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับมาทำงานเชิงรุกอีกครั้งหลังเลือกตั้ง 2569 เผยไต๋วิธีหลอกเหยื่อให้หวาดกลัว และวิธีรับมืออย่างชาญฉลาด

ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ เป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่ประชาชนอยากให้รัฐบาลใหม่เร่งแก้ไขโดยด่วน ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง มีรายงานว่าประชาชนบางรายได้รับสายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมีรูปแบบการหลอกลวงดังนี้

“แอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของเอไอเอส อ้างว่ามีคนนำบัตรประชาชนของเราไปเปิดเบอร์ใหม่ แล้วถามย้ำซ้ำๆ เพื่อให้เราเกิดความสับสนในข้อมูล พร้อมกับข่มขู่ด้วยการเตือนว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย” 

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

ซึ่งนอกจากการข่มขู่ในรูปแบบดังกล่าว บางรายอาจได้รับสายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในรูปแบบการหลอกลวงอื่นๆ เช่น การหลอกลงทุน ปลอมเสียง/ใบหน้าด้วย AI เป็นคนรู้จัก ให้เราหลงเชื่อเพื่อหลอกลวง

วิธีรับมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์

  1. ตั้งสติเมื่อรับสาย โดยเฉพาะเมื่อเจอรูปแบบการข่มขู่โดยแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานเอกชนหรือราชการ ซึ่งจำไว้เสมอว่า “จะไม่ใช้เบอร์ส่วนตัวโทรหาลูกค้าหรือประชาชนโดยตรงเด็ดขาด”
  2. รายงานเบอร์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้กับหน่วยงานเอกชนรับทราบเพื่อตรวจสอบและทำการแก้ไข กรณีแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่เอไอเอส โทรแจ้งเบอร์และ SMS มิจฉาชีพได้ที่เบอร์ 1185 ส่วนกรณีอื่นๆ สามารถรายงานได้ที่ ระบบ AOC 1441 รับแจ้งความออนไลน์
  3. รายงานหมายเลขที่ต้องสงสัยว่าเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือสแกมเมอร์ผ่านแอป Who’s Call เพื่อเตือนภัยให้ผู้อื่นได้รับทราบ

...

จากการรวบรวมข้อมูลล่าสุดจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) และสถิติการรับแจ้งความออนไลน์ผ่านระบบ AOC 1441 พบว่ามีจำนวนเคส "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" ในช่วงก่อนและหลังเลือกตั้งดังนี้

ข้อมูลสถิติแก๊งคอลเซ็นเตอร์ก่อนการเลือกตั้ง (มกราคม - 7 ก.พ. 2569)

ในช่วงก่อนเลือกตั้ง สถานการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์อยู่ในระดับ "ทรงตัวแต่เข้มข้น" โดยมีตัวเลขที่น่าสนใจดังนี้

  • จำนวนคดีใหม่รายวัน: สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) รายงานว่าในช่วงมกราคม 2569 มีคดีอาชญากรรมออนไลน์ใหม่เกิดขึ้น มากกว่า 1,000 คดีต่อวัน โดยสัดส่วนของแก๊งคอลเซ็นเตอร์คิดเป็นประมาณ 10-12% ของคดีทั้งหมด
  • มูลค่าความเสียหาย: ความเสียหายรวมจากภัยไซเบอร์ในช่วงต้นปีเฉลี่ยอยู่ที่ 50-70 ล้านบาทต่อวัน 
  • พฤติกรรมมิจฉาชีพ: เน้นการใช้ AI Deepfake (ปลอมใบหน้า/เสียง) และการส่ง SMS แนบลิงก์แอบอ้างหน่วยงานรัฐเพื่อหลอกให้ชำระเงินหรือติดตั้งแอปฯ ดูดเงิน โดยอาศัยช่วงที่ประชาชนกำลังจดจ่ออยู่กับข่าวสารการเมืองในการแทรกซึม

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

ข้อมูลสถิติแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลังการเลือกตั้ง (8 ก.พ. 2569 - ปัจจุบัน)

จากการประเมินของ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 และรายงานหลังเลือกตั้ง พบว่า

  • สถิติการแจ้งเหตุ: ตัวเลขการรายงานหลังวันที่ 8 ก.พ. "ไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ" และมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นในส่วนของการ "ปรึกษาและแจ้งเบาะแส" เนื่องจากการปราบปรามสแกมเมอร์เป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่ทุกพรรคการเมืองใช้หาเสียง ทำให้ประชาชนมีความกล้าและรู้วิธีการแจ้งเหตุผ่าน 1441 มากขึ้น
  • การย้ายฐานที่ตั้ง: ข้อมูลล่าสุดพบว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์เริ่มขยับฐานจากชายแดนกัมพูชา (ปอยเปต-ช่องจอม) เข้าสู่พื้นที่ลึกขึ้น หรือข้ามไปฝั่งเมียนมาและลาว เพื่อเลี่ยงการตรวจจับที่เข้มงวดในช่วงเลือกตั้ง

สัดส่วนผู้เสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามช่วงวัย (ข้อมูลสะสมถึง ก.พ. 2569)

  • กลุ่มอายุ 20-49 ปี: ยังคงเป็นกลุ่มที่แจ้งเหตุสูงสุด (ประมาณ 223,300 เคส)
  • กลุ่มอายุ 50-64 ปี: มีรายงานเพิ่มขึ้นในกลุ่มคดี "หลอกลงทุน" และ "คอลเซ็นเตอร์ข่มขู่"

ดังนั้นสิ่งที่ประชาชนอย่างเราควรรับมือคือการตั้งสติก่อนรับสายเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย และท่องจำไว้เสมอว่า "หน่วยงานรัฐและเอกชนไม่มีนโยบายโทรหาประชาชนเพื่อขอข้อมูลส่วนตัวหรือให้ติดตั้งแอปพลิเคชันผ่านลิงก์" หากสงสัยให้ตัดสายทิ้งทันที หรือโทรปรึกษา สายด่วน AOC 1441 เพื่อตรวจสอบและระงับบัญชีม้าได้ทันเวลา