พรุ่งนี้ (8 กุมภาพันธ์ 2569) ก็จะถึงวันเลือกตั้งครั้งสำคัญแล้ว บรรยากาศทางการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายนี้เรียกได้ว่าร้อนระอุยิ่งกว่าอากาศประเทศไทย และแน่นอนว่าสมรภูมิที่ดุเดือดที่สุดอาจไม่ใช่เวทีดีเบต แต่เป็น "โต๊ะอาหารที่บ้าน"

เมื่อคนต่างรุ่นอย่าง Gen Baby Boomer (รุ่นพ่อแม่ปู่ย่า) ต้องมานั่งทานข้าวร่วมกับ Gen Z (รุ่นลูกหลาน) ความแตกต่างของชุดข้อมูล และความเชื่อทางการเมืองมักจะเปลี่ยนมื้ออาหารแสนอร่อยให้กลายเป็น "ศึกวันซักฟอก" จนข้าวปลาอาหารกร่อยไปตามๆ กัน

เพื่อให้มื้อเย็นนี้และวันพรุ่งนี้ผ่านไปอย่างราบรื่น เรามีคู่มือการเอาตัวรอดและการสื่อสารที่จะช่วยให้คุณแลกเปลี่ยนมุมมองทางการเมืองได้ โดยที่บ้านไม่แตกและยังมองหน้ากันติด

เข้าใจก่อนว่าทำไมเราถึงคุยกันไม่รู้เรื่อง

ก่อนจะเริ่มเปิดประเด็น ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า เราและเขาเติบโตมาในโลกคนละใบ Gen B เติบโตมากับสื่อกระแสหลัก โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ ที่เน้นความมั่นคง ความกตัญญู และการเคารพผู้ใหญ่ 

ขณะที่ Gen Z เติบโตมาพร้อมกับอินเทอร์เน็ต ทวิตเตอร์ (X) และ TikTok ที่ข้อมูลไหลไว เน้นความเท่าเทียม การตั้งคำถาม และความเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ อัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียที่ป้อนแต่สิ่งที่แต่ละฝ่ายชอบ ทำให้ต่างฝ่ายต่างมี "ความจริง" คนละชุด การคุยกันจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเหตุผล แต่เป็นการปะทะกันของโลกทัศน์

1. เปลี่ยนเป้าหมาย คุยเพื่อ "เล่า" ไม่ใช่เพื่อ "เอาชนะ"

กฎข้อแรกและสำคัญที่สุด คือการวางอีโก้ลง แล้วบอกตัวเองว่า "วันนี้เราไม่ได้มาดีเบตเพื่อเปลี่ยนใจใคร" การพยายามยัดเยียดข้อมูลหรือเอาชนะคะคานรังแต่จะสร้างกำแพงในใจ หากคุณคิดจะเปลี่ยนความคิดคนที่เชื่อแบบนี้มา 30-40 ปี ในมื้ออาหารมื้อเดียว นั่นเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ ให้เปลี่ยนเป้าหมายเป็นการแชร์สิ่งที่เรารู้ และรับฟังในสิ่งที่เขาเชื่อแทน

...

2. ใช้เทคนิค "I Message" พูดความรู้สึกแทนข้อเท็จจริง

เมื่อไหร่ที่บทสนทนาเริ่มด้วยคำว่า "พ่อเข้าใจผิดแล้ว" หรือ "แม่ไปฟังใครมา" สงครามจะเกิดทันที ลองเปลี่ยนมาใช้ประโยคที่ขึ้นต้นด้วยความรู้สึกของตัวเอง จะช่วยลดแรงปะทะได้ดีกว่า เช่น แทนที่จะพูดว่า "พรรคนี้บริหารแย่จะตาย เลือกไปได้ไง" ลองเปลี่ยนเป็น "หนู/ผม รู้สึกกังวลเรื่องหางานในอนาคต อยากได้นโยบายที่ช่วยเรื่องค่าแรงมากกว่า" การพูดถึงความกังวลหรือความหวังส่วนตัว จะทำให้ผู้ใหญ่รับฟังด้วยความเอ็นดูและความเข้าใจในฐานะลูกหลาน มากกว่าการฟังในฐานะคู่ขัดแย้งทางการเมือง

3. หาจุดร่วม สงวนจุดต่าง

แม้จะเชียร์คนละขั้ว แต่เชื่อเถอะว่าลึกๆ แล้วทุกคนบนโต๊ะอาหารมีจุดประสงค์เดียวกัน คือ "อยากเห็นประเทศดีขึ้น" และ "อยากให้ลูกหลานมีความสุข" ลองเปลี่ยนจากการคุยเรื่องตัวบุคคลหรือพรรคการเมือง มาคุยเรื่องปัญหาปากท้อง รถติด ฝุ่น PM2.5 หรือสวัสดิการรักษาพยาบาล

เมื่อเราโฟกัสที่ "ปัญหา" แทน "ตัวบุคคล" เรามักจะพบว่าเราเห็นตรงกันในหลายเรื่อง ส่วน "วิธีการแก้ไข" ว่าจะเลือกใครนั้น ให้ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ต้องเคารพซึ่งกันและกัน

4. รู้จังหวะ Cut Loss ถอยเมื่อเริ่มเดือด

นักรบที่เก่งต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ควรถอย หากสังเกตว่าเสียงเริ่มดัง หน้าเริ่มแดง หรือเริ่มมีการใช้คำหยาบคาย ให้รีบกดปุ่มหยุดทันที อย่าดันทุรังคุยต่อด้วยอารมณ์ การตัดบทอย่างสุภาพไม่ใช่เรื่องเสียหน้า

ประโยคทองคำที่ใช้ได้เสมอคือ "กินข้าวก่อน เดี๋ยวกับข้าวเย็นหมด" หรือ "เราพักเรื่องเครียดๆ ไว้ก่อนดีกว่า วันนี้อยากกินข้าวกับพ่อแม่แบบมีความสุข" การแสดงออกว่าเราให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์มากกว่าผลการเลือกตั้ง จะช่วยดึงสติของทุกคนกลับมาได้

การเลือกตั้งมีวันเดียว เดี๋ยวก็ผ่านไป แต่ความเป็นครอบครัวจะอยู่กับเราตลอดไป วันพรุ่งนี้ไม่ว่าใครจะแพ้หรือชนะ อย่าให้ผลคะแนนมาทำลายความสัมพันธ์ที่สร้างมาทั้งชีวิต ลองใช้โอกาสนี้ฝึกความเป็นประชาธิปไตยฉบับเริ่มต้นในบ้าน ด้วยการเคารพความเห็นต่าง และรักกันในแบบที่ยอมรับว่า "เราไม่เหมือนกัน" ก็ได้