ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มนุษย์เงินเดือนถูกปลูกฝังด้วยชุดความคิดที่ว่า ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มี Work-Life Balance หรือการสร้างสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว เราพยายามขีดเส้นแบ่งอย่างชัดเจนว่า 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็นคือเวลางาน หลังจากนั้นคือเวลาพักผ่อน ห้ามมีเรื่องงานเข้ามาแทรก
อย่างไรก็ตามในโลกแห่งความเป็นจริงในปัจจุบันที่เทคโนโลยีเชื่อมต่อเราไว้ตลอด 24 ชั่วโมง และรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid กลายเป็นเรื่องปกติ การพยายามแยกสองสิ่งนี้ออกจากกันอย่างเด็ดขาดกลับกลายเป็นเรื่องยาก และสร้างความเครียดให้ใครหลายคนยิ่งกว่าเดิม
ทั้งหมดจึงเป็นที่มาของแนวคิดใหม่ที่กำลังมาแรงในหมู่คนทำงานรุ่นใหม่ นั่นคือ Work-Life Blend แนวคิดที่ไม่ได้มองว่างานและชีวิตคือศัตรูที่ต้องแบ่งเขตแดน แต่คือส่วนผสมที่สามารถหลอมรวมกันได้อย่างลงตัว
เมื่อ "สมดุล" กลายเป็นกำแพงที่ขังเราไว้
หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน Work-Life Balance คือการมองชีวิตเหมือน "ตราชั่ง" ที่ต้องคอยเกลี่ยน้ำหนักสองฝั่งให้เท่ากันตลอดเวลา หรือเปรียบเสมือนการสร้างกำแพงกั้นห้อง ระหว่างห้องทำงานกับห้องนั่งเล่น เมื่อเลิกงานปุ๊บต้องปิดสวิตช์ปั๊บ ซึ่งข้อดีคือความชัดเจน แต่ข้อเสียคือความตึงเครียดเมื่อมีฝั่งใดฝั่งหนึ่งรุกล้ำเข้ามา เช่น หากต้องตอบไลน์งานตอนค่ำ คนที่ยึดติดกับ Balance จะรู้สึกผิดหรือหงุดหงิดทันทีว่าถูกละเมิดเวลาส่วนตัว
Work-Life Blend ชีวิตที่ลื่นไหลเหมือนสมูทตี้
ขณะที่ Work-Life Blend ไม่ได้มองชีวิตเป็นตราชั่ง แต่เปรียบเสมือน "สมูทตี้" ที่ปั่นรวมส่วนผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน มันคือการบูรณาการงานเข้าไปในวิถีชีวิต และนำวิถีชีวิตเข้ามาแทรกในเวลางานได้อย่างยืดหยุ่น โดยไม่ยึดติดกับกรอบเวลา 9-to-5
...
คนที่ใช้ชีวิตแบบ Blend อาจจะตื่นมาตอบอีเมลตอน 7 โมงเช้า แต่ขอแวบไปออกกำลังกายหรือเดินช้อปปิ้งตอน 10 โมง แล้วกลับมาทำงานต่อตอนบ่าย พักไปรับลูกตอนเย็น และกลับมาเคลียร์งานอีกนิดหน่อยก่อนนอน คีย์เวิร์ดสำคัญของแนวคิดนี้คือ ความยืดหยุ่น และ ความลื่นไหล คุณสามารถอนุญาตให้เรื่องส่วนตัวเข้ามาอยู่ในเวลางาน และเรื่องงานแทรกซึมไปในเวลาส่วนตัวได้ ตราบใดที่ผลลัพธ์ของงานยังออกมาดีและคุณยังมีความสุข
ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงเทใจให้ Blend มากกว่า Balance
สาเหตุที่ Work-Life Blend กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะมันตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัลที่งาน ไม่ได้ผูกติดกับ "สถานที่" อีกต่อไป การ Blend ช่วยลดความรู้สึกผิดเวลาที่ต้องจัดการธุระส่วนตัวในวันธรรมดา และช่วยให้เราบริหารจัดการพลังงานได้ดีกว่าการบริหารเวลา เช่น บางคนสมองแล่นตอนกลางคืน ก็สามารถเลือกทำงานตอนดึกและตื่นสายได้ โดยไม่ต้องฝืนตื่นเช้าตามระบบตอกบัตร
อย่างไรก็ตาม Work-Life Blend ก็ไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับทุกคน และมีข้อควรระวังที่น่ากลัวคือ ภาวะหมดไฟ หากคุณ Blend ไม่เป็น การผสมผสานอาจกลายเป็นการ "ทำงานตลอดเวลา" จนแยกไม่ออกว่าตอนไหนคือเวลาพักผ่อนจริงๆ
เคล็ดลับสำคัญของการทำ Work-Life Blend ให้รุ่ง คือการมีวินัยในตัวเองที่สูงมาก คุณต้องรู้จักประเมินพลังงานของตัวเอง รู้ว่าจังหวะไหนควรเร่ง จังหวะไหนควรผ่อน และถึงแม้จะไม่มีเส้นแบ่งเวลาที่ชัดเจน แต่ต้องมีช่วงเวลา Unplug หรือการตัดขาดจากงานอย่างสิ้นเชิงบ้าง เพื่อให้สมองได้พักฟื้น
บทสรุปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Balance หรือ Blend ไม่มีถูกหรือผิด ขึ้นอยู่กับบริบทงานและจริตในการใช้ชีวิตของคุณ แต่สิ่งที่ Work-Life Blend สอนเราคือ เราไม่จำเป็นต้องเกลียดงานเพื่อที่จะรักชีวิต แต่เราสามารถออกแบบให้ทั้งสองสิ่งเดินไปพร้อมกันได้ ในจังหวะที่เราเป็นคนกำหนดเอง