เมื่อความเก่งกลายเป็นกับดัก ชวนรู้จัก Imposter Syndrome ภาวะที่คิดว่าตัวเอง “ไม่ดีพอ” ก่อนที่ความสำเร็จจะทำร้ายคุณ

เคยไหมที่ได้รับคำชมจากหัวหน้า แต่ในใจกลับคิดว่า “ฉันแค่โชคดี” หรือเมื่อได้รับโอกาสใหญ่ๆ แทนที่จะดีใจ กลับรู้สึกหวาดกลัวว่า “เดี๋ยวเขาก็รู้ว่าจริงๆ แล้วฉันไม่ได้เก่งขนาดนั้น”

หากคุณกำลังเผชิญกับความรู้สึกเหล่านี้ คุณไม่ได้กำลังคิดไปเอง และคุณไม่ได้เป็นเพียงคนเดียวในโลกที่รู้สึกเช่นนี้ นี่คืออาการทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Imposter Syndrome หรือภาวะที่คิดว่าตัวเองเป็นตัวปลอม ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับคนเก่ง คนที่มีความสามารถสูง หรือคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต

Imposter Syndrome ไม่ใช่โรค แต่เป็นภาวะทางอารมณ์ที่กัดกินความมั่นใจ ทำให้เรารู้สึกว่าความสำเร็จที่ได้มานั้นไม่ได้เกิดจากฝีมือ แต่เกิดจากโชคช่วย จังหวะเวลา หรือการที่คนอื่นเข้าใจผิด และที่น่ากลัวที่สุดคือ ความรู้สึกระแวงอยู่ตลอดเวลาว่า “วันหนึ่งหน้ากากจะถูกกระชากออก” และทุกคนจะรู้ว่าเราไม่ได้เรื่อง

ก่อนที่ความรู้สึกเหล่านี้จะกัดกินคุณไปเรื่อยๆ ลองสำรวจตัวเองดูว่า คุณกำลังตกอยู่ในวังวนนี้หรือไม่ กับ 5 สัญญาณเตือนสำคัญที่บอกว่า Imposter Syndrome กำลังเริ่มคุกคามชีวิตการทำงานและความสุขของคุณ

เช็ก 5 สัญญาณเตือนที่บอกว่าคุณอาจเป็น Imposter Syndrome

1. เสพติดความสมบูรณ์แบบจนเกินพอดี

คนกลุ่มนี้มักตั้งมาตรฐานไว้สูงลิบลิ่ว ความสำเร็จสำหรับพวกเขาต้องมาพร้อมกับความไร้ที่ติ 100% เท่านั้น หากงานออกมาดีแต่มีจุดผิดพลาดเพียงเล็กน้อย หรือทำได้แค่ 99% พวกเขาจะมองข้ามความสำเร็จทั้งหมดแล้วโฟกัสแต่จุดด่างพร้อยนั้น พร้อมกับโทษตัวเองอย่างรุนแรงว่า “ล้มเหลว” ความกดดันนี้ทำให้เครียดสะสมและไม่เคยมีความสุขกับผลงานของตัวเอง

...

2. ทำงานหนักเกินความจำเป็น เพราะกลัวถูกจับได้

คนที่มีภาวะนี้มักจะรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่น จึงพยายามชดเชยด้วยการทำงานให้หนักกว่าใครๆ ไม่ใช่เพราะความขยันโดยเนื้อแท้ แต่ทำไปเพื่อปกปิดความไม่เก่งที่ตัวเองจินตนาการขึ้นมา พวกเขาจะเตรียมตัวหนักมาก หมกมุ่นกับการหาข้อมูลซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพียงเพื่อจะให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครจับผิดได้ ซึ่งในระยะยาว สิ่งนี้คือกุญแจนำไปสู่ภาวะหมดไฟได้อย่างรวดเร็ว

3. ปฏิเสธความสำเร็จและยกความดีความชอบให้ “โชคชะตา”

เมื่อมีคนชื่นชม หรือได้รับรางวัล พฤติกรรมตอบสนองอัตโนมัติคือการปฏิเสธทันที คำพูดติดปากมักจะเป็น “ก็แค่จังหวะดี” “ใครๆ ก็ทำได้” หรือ “โชคช่วยมากกว่า” พวกเขาลำบากใจที่จะยอมรับว่าสิ่งดีๆ เหล่านั้นเกิดขึ้นจากทักษะและความพยายามของตนเอง การมองข้ามคุณค่าในตัวเองเช่นนี้สะสมนานวันเข้า จะทำให้เกิดความรู้สึกว่างเปล่าแม้จะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของอาชีพก็ตาม

4. ยึดติดกับการเป็นฮีโร่ ที่ต้องทำได้ทุกอย่าง

อาการนี้มักเกิดกับคนที่เชื่อว่า “คนเก่งต้องทำได้เองทุกอย่างโดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือ” การเอ่ยปากขอคำแนะนำหรือความช่วยเหลือจากผู้อื่นถือเป็นความพ่ายแพ้ และเป็นเครื่องยืนยันว่าพวกเขาไม่มีความสามารถจริง ความคิดแบบนี้ทำให้พวกเขาแบกโลกไว้คนเดียว แบกภาระเกินตัว และปฏิเสธการทำงานเป็นทีม ซึ่งท้ายที่สุดจะกลายเป็นผลเสียต่อทั้งสุขภาพจิตและประสิทธิภาพของงาน

5. หวาดกลัวความล้มเหลวในระดับรุนแรง

สำหรับคนทั่วไป ความผิดพลาดคือบทเรียน แต่สำหรับคนที่มีภาวะ Imposter Syndrome ความผิดพลาด คือ “หลักฐาน” ที่ยืนยันว่าพวกเขาคือตัวปลอมจริงๆ พวกเขาจึงมักหลีกเลี่ยงความท้าทายใหม่ๆ หรือไม่กล้าแสดงความคิดเห็น เพราะกลัวว่าจะทำพลาดและถูกสังคมตัดสิน ความกลัวนี้จะค่อยๆ จำกัดศักยภาพและทำให้พลาดโอกาสดีๆ ในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย

การมีความถ่อมตัวเป็นเรื่องดี แต่การถ่อมตัวจนกดทับคุณค่าของตัวเองนั้นเป็นเรื่องอันตราย Imposter Syndrome ไม่ได้หายไปได้ในชั่วข้ามคืน แต่จุดเริ่มต้นของการแก้ไขคือการรู้ทันความคิดตัวเอง

เมื่อไหร่ก็ตามที่เสียงในหัวบอกว่า “แกมันไม่เก่ง” ให้ลองงัดเอาหลักฐานแห่งความสำเร็จออกมาโต้แย้ง จดบันทึกสิ่งที่ทำได้ดี และหัดพูดคำว่าขอบคุณ เมื่อได้รับคำชมแทนการปฏิเสธ เพราะท้ายที่สุดแล้ว คุณไม่ได้มาถึงจุดนี้เพราะโชคช่วย แต่คุณมาถึงจุดนี้ได้เพราะคุณคือ “ตัวจริง”