ปีใหม่มักมาพร้อมความหวังใหม่ๆ หลายคนตั้งเป้าหมายอยากเปลี่ยนงาน อยากมีความก้าวหน้า แต่ในความเป็นจริง ปีนี้กลับมาพร้อมความ "กลัว" ที่ทำให้หลายคนต้องชะงัก

ข่าวการเลิกจ้างที่เห็นกันรายวัน และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้การลาออกกลายเป็นเรื่องเสี่ยง แม้ว่าใจจริงคุณจะรู้สึกเบื่อ หมดไฟ หรือไม่มีความสุขกับงานที่ทำอยู่แค่ไหนก็ตาม คุณอาจรู้สึกเหมือนติดกับดัก ต้องทนทำในสิ่งที่ไม่ตอบโจทย์ตัวตน รอให้สถานการณ์ดีขึ้นถึงจะกล้าขยับตัวแต่การ "รอ" ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการ "ย่ำอยู่กับที่"

แม้คุณจะยังเปลี่ยนงานไม่ได้ในตอนนี้ แต่คุณสามารถเปลี่ยนวิธีการใช้เวลาในปัจจุบันได้ หากวางแผนให้ดี ช่วงเวลาแห่งความจำใจนี้อาจกลายเป็นช่วงเวลาทองในการสร้างความมั่นใจ ขยายอิทธิพล และเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดสำหรับก้าวต่อไป

5 กลยุทธ์ เปลี่ยนภาวะจำยอมให้เป็นแต้มต่อ ในวันที่คุณยังต้องกอดงานที่ไม่ได้รักเอาไว้แน่นๆ

1. กลับมาโฟกัสที่ "จุดแข็ง"

เมื่อเราเกลียดงาน สมองจะถูกสั่งการให้มองเห็นแต่ปัญหาและข้อเสียโดยอัตโนมัติ นานวันเข้าเรื่องเล็กๆ ก็กลายเป็นเรื่องที่ทนไม่ได้ แต่ในความเป็นจริง ไม่มีงานไหนที่มีแต่ด้านลบ 100%

ลองเปลี่ยนเลนส์มองใหม่ ค้นหาจุดที่คุณยังทำได้ดีและมีความสุขกับมัน ลองถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้ งานชิ้นไหนที่ทำแล้วรู้สึกมีพลังมากที่สุดในรอบสัปดาห์, ตอนไหนที่คุณรู้สึกมั่นใจ และรู้สึกว่าตัวเองเก่ง หรือช่วงเวลาไหนที่คุณรู้สึกมีส่วนร่วม หรือเชื่อมโยงกับเพื่อนร่วมงานได้ดีที่สุด

คำตอบเหล่านี้จะช่วยดึงคุณออกจากโหมด "แค่ทนทำให้จบๆ ไป" มาเป็นการ "เลือกทำอย่างตั้งใจ" พยายามอาสาทำงานที่ได้ใช้ทักษะเหล่านี้ หรือจับคู่ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีจุดแข็งเติมเต็มกันและกัน วิธีนี้จะช่วยกู้คืนความมั่นใจและทำให้คนอื่นเห็นคุณค่าในตัวคุณชัดเจนขึ้น

...

2.สร้างคอนเน็กชันอย่างมีกลยุทธ์

เวลาเบื่อหนักๆ เรามักจะอยากปลีกตัว ทำงานเงียบๆ ให้จบแล้วรีบกลับบ้าน แต่ความจริงแล้ว ช่วงเวลานี้แหละคือโอกาสที่ดีที่สุดในการขยายเครือข่ายภายในองค์กร อย่าลังเลที่จะทักทาย หรือขอนัดคุยสั้นๆ เพื่อเรียนรู้มุมมองจากพวกเขา การพาตัวเองไปอยู่ใกล้ๆ คนที่มีพลังงานดีๆ หรือคนที่เก่ง จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้คุณเห็นโอกาสที่อาจมองข้ามไป ที่สำคัญ โอกาสใหม่ๆ มักเริ่มต้นจากบทสนทนาที่ดี ก่อนที่จะมีการประกาศรับสมัครงานเสียอีก

3. เปลี่ยน "ปัญหา" ให้เป็น "ผลงาน"

ความรู้สึกเบื่ออาจไม่ได้แปลว่าคุณหมดไฟ แต่อาจเกิดจากความหงุดหงิดกับระบบงานที่ไร้ประสิทธิภาพ ขั้นตอนที่ยุ่งยาก หรือการสื่อสารที่ล้มเหลว แทนที่จะบ่นหรือถอดใจ ลองเปลี่ยนความหงุดหงิดนั้นให้เป็น "โอกาสในการเป็นผู้นำ" เช่น กระบวนการไหนที่ทำให้ทีมทำงานช้า, จุดไหนที่การสื่อสารมักผิดพลาด, งานตรงไหนที่ซ้ำซ้อนและน่ารำคาญ

ลองเสนอตัวเข้าไปแก้ไข เสนอทางออก หรือทำ Pilot Project เล็กๆ เพื่อปรับปรุงสิ่งเหล่านั้น การลุกขึ้นมาแก้ปัญหาไม่เพียงแต่จะช่วยให้ชีวิตการทำงานของคุณง่ายขึ้น แต่ยังช่วยสร้างเครดิต ความน่าเชื่อถือ และทำให้คุณดูเป็นมืออาชีพที่พร้อมสำหรับตำแหน่งที่สูงขึ้น

4. ลงทุนกับการอัปสกิล

อย่าคิดว่าการนั่งทำงานที่ไม่ได้รักคือการเสียเวลาเปล่า มุมมองแบบนั้นจะปิดกั้นโอกาสของคุณ ให้เปลี่ยนความคิดใหม่ว่า "นี่คือช่วงเวลาแห่งการเตรียมตัว"

ใช้สวัสดิการบริษัทหรือเวลาที่มีในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ สมัยนี้มีคอร์สออนไลน์เวิร์กช็อป หรือแม้แต่การขอคำปรึกษาจาก Mentor ในองค์กร การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จะช่วยให้คุณไม่รู้สึกว่าเวลาย่ำอยู่กับที่ และเมื่อถึงเวลาต้องย้ายงาน คุณจะมี "ของ" ติดตัวไปมากกว่าเดิม

5. ฝึกทักษะการต่อรองเพื่อตัวเอง

บางครั้งสาเหตุที่คุณรู้สึกแย่กับงาน อาจเป็นเพราะคุณรู้สึกว่า "ไม่ได้รับความยุติธรรม" ทำงานเกินเงินเดือน หรือถูกล้ำเส้นใช้โอกาสนี้ฝึกทักษะที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการทำงาน คือ การพิทักษ์สิทธิ์ของตัวเอง การกล้าพูด กล้าต่อรอง หรือสื่อสารความต้องการอย่างมืออาชีพ คือทักษะของผู้นำ หัวหน้าอาจไม่รู้ปัญหาถ้าคุณไม่พูด การฝึกทำสิ่งนี้ในขณะที่ยังอยู่ที่เดิม จะช่วยสร้างความมั่นใจให้คุณ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่นี่ต่อหรือย้ายไปที่ใหม่ คุณจะไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบอีก

เปลี่ยนการ "รอคอย" เป็นการ "เตรียมพร้อม" การต้องทนอยู่ในงานที่ไม่ได้รักท่ามกลางเศรษฐกิจที่ผันผวนอาจทำให้ท้อแท้ แต่ถ้าคุณปรับเปลี่ยนมุมมอง ช่วงเวลานี้จะไม่สูญเปล่า

เมื่อคุณโฟกัสที่จุดแข็ง สร้างพันธมิตร แก้ปัญหาเป็น เติมความรู้ใหม่ และกล้าปกป้องสิทธิ์ตัวเอง คุณจะเปลี่ยนสถานะจาก "คนที่ติดกับดัก" เป็น "คนที่กุมชะตาชีวิตตัวเอง" และเมื่อโอกาสที่ใช่มาถึง คุณจะไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ แต่คุณจะก้าวออกไปพร้อมกับความคมชัด ความมั่นใจ และโมเมนตัมที่พร้อมพุ่งทะยาน

ข้อมูล : Forbes