ไขข้อข้องใจเรื่องสิทธิในมือคุณ หลายคนยังสับสนว่า “ประชามติ” กับ “เลือกตั้ง” ใช้กติกาเดียวกันหรือไม่? ความจริงคือคุณสามารถลงคะแนน “นอกเขต” ได้ แต่ปัญหาใหญ่คือ “ออกเสียงประชามติล่วงหน้าไม่ได้” ซึ่งหมายความว่าทุกคนต้องพร้อมใจกันในวันเดียวเท่านั้น ไทยรัฐออนไลน์เจาะลึกผลกระทบจากกติกาที่ดูเหมือนจะง่าย แต่แฝงไปด้วยอุปสรรค และทำไมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถึงถูกมองว่าเป็นต้นตอของปัญหาที่ต้องแก้ไขโดยด่วน

เช็กให้ชัวร์ ประชามติ “นอกเขต” ทำได้ แต่ “ล่วงหน้า” ยังไม่มี

ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 ประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงสามารถไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและออกเสียงประชามติในจังหวัดที่ตนเองอาศัยอยู่ปัจจุบันได้ (นอกเขต) แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือต้องลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขตล่วงหน้าตามระยะเวลาที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม จุดที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดคือ “ไม่มีการออกเสียงประชามติล่วงหน้า” เหมือนการเลือกตั้งทั่วไป หมายความว่ากฎหมายบังคับให้ทุกคนต้องออกเสียงพร้อมกันในวันเดียวเท่านั้น หากใครติดธุระ เจ็บป่วย หรือต้องทำงานในวันนั้น สิทธิของคุณจะหายไปทันทีโดยไม่มีโอกาสแก้ตัว

ผลกระทบ เมื่อกติกาไม่เอื้อต่อวิถีชีวิตจริง

การที่กฎหมายประชามติไม่เปิดให้มีการออกเสียงล่วงหน้า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญ ดังนี้

  • ความเสี่ยงต่อเกณฑ์ “เสียงข้างมาก 2 ชั้น” (Double Majority): กฎหมายกำหนดว่าประชามติจะผ่านได้ ต้องมีผู้มาใช้สิทธิเกิน 50% ของผู้มีสิทธิทั้งหมด การไม่มีออกเสียงประชามติล่วงหน้าทำให้ยอดผู้มาใช้สิทธิสุ่มเสี่ยงจะไม่ถึงเกณฑ์ ทำให้การแก้รัฐธรรมนูญ “แท้ง” ตั้งแต่ขั้นตอนแรก
  • ภาระของประชาชน: แม้จะลงนอกเขตได้ แต่การบีบให้ออกเสียงประชามติวันเดียวสร้างความแออัด และหากระบบลงทะเบียนนอกเขตมีปัญหา ประชาชนก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเดินทางกลับภูมิลำเนา
  • เสียงคนไทยในต่างแดนหายไป: แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ออกเสียงประชามติทางไปรษณีย์หรือวิธีอื่นได้ แต่ในทางปฏิบัติยังไม่มีกลไกที่ชัดเจนและครอบคลุมเหมือนการเลือกตั้งทั่วไป

...

ทำไมเราถึงต้องแก้ “รัฐธรรมนูญ 60” ฉบับนี้?

กติกาประชามติที่ดู “ยุ่งยาก” เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาที่เกิดจากโครงสร้างใหญ่ คือ รัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย

  • กลไกสืบทอดอำนาจ: มีบทบัญญัติที่เอื้อให้เครือข่ายอำนาจเดิมสามารถควบคุมทิศทางประเทศได้ผ่านองค์กรอิสระและวุฒิสภา (ในระยะเปลี่ยนผ่าน)
  • ระบบเลือกตั้งที่บิดเบือน: ทำให้ได้รัฐบาลผสมที่ไม่มีเสถียรภาพ และนโยบายที่หาเสียงไว้ทำได้ยาก
  • เป็นรัฐธรรมนูญที่ “แก้ยากที่สุด”: การจะแก้ไขต้องอาศัยเสียงเห็นชอบจากทุกฝ่าย รวมถึงต้องผ่านการทำประชามติหลายครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายสูงและกติกาที่ซับซ้อนอย่างที่กล่าวไปข้างต้น

เพราะรัฐธรรมนูญควรเป็นกติกาที่ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเจ้าของร่วมกัน ไม่ใช่กติกาที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อล็อคผลลัพธ์ทางการเมือง 

การรู้สิทธิว่าเราลงคะแนน “นอกเขต” ได้ เป็นเรื่องดี แต่การเรียกร้องให้มีระบบ “ล่วงหน้า” และการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นสากล คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้เสียงของประชาชนมีน้ำหนักอย่างแท้จริง