งานวิจัยชี้กระแสตั้งปณิธานปีใหม่ในโซเชียลลดฮวบ 50 เปอร์เซ็นต์ เหตุคนเหนื่อยกับการวิ่งไล่ตามความเพอร์เฟกต์คนเดียว ชวนย้อนรอยความหมายดั้งเดิมคือการทำเพื่อส่วนรวม
ข้อมูลจาก Brandwatch พบว่าการพูดถึงเรื่องการตั้งปณิธานปีใหม่บนโลกโซเชียลลดลงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าผู้คนเริ่มเหนื่อยล้ากับการตั้งเป้าหมายที่เน้นแต่ตัวเองเพียงอย่างเดียว ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อ 4,000 ปีก่อนในยุคบาบิโลน หรือโรมโบราณ การตั้งปณิธานปีใหม่ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นพิธีกรรมทางศาสนาที่ผู้คนจะมาปลดหนี้และทำสัญญาร่วมกันเพื่อทำความดีต่อพระเจ้าและชุมชน แม้แต่ในปี 1947 ผลสำรวจจาก Gallup Poll ยังระบุว่าเป้าหมายยอดฮิตของคนยุคนั้นคือ การเป็นคนที่มีความเข้าใจผู้อื่นและควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น ซึ่งต่างจากปัจจุบันที่เน้นไปเรื่องรูปร่างและการไดเอทเกือบทั้งหมด
ทำไมการตั้งเป้าหมายร่วมกับผู้อื่นถึงได้ผลกว่า ประเด็นนี้ ทิม เคิร์ซ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาชี้ว่า พฤติกรรมของคนรอบข้างมีผลต่อการสะกิดให้เราทำตาม หากเราตั้งเป้าหมายร่วมกับครอบครัวว่าจะดูแลผู้สูงอายุ เมื่อเราเห็นคู่รักซื้อของไปฝากคุณย่า มันจะเป็นตัวกระตุ้นให้เราไม่ลืมที่จะโทรหาคุณยายเช่นกัน
นอกจากนี้การทำเป็นกลุ่มยังช่วยลดอาการหมั่นไส้คนที่ทำตัวดีเด่นเกินหน้าเกินตา เพราะเมื่อทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน คนรอบข้างจะเปลี่ยนจากผู้ที่คอยจับผิดมาเป็นแรงสนับสนุนแทน
ความแข็งแกร่งไม่ได้มาจากแรงฮึด แต่มาจากสายสัมพันธ์ การใช้เพียงแรงฮึด หรือ Willpower มักจะล้มเหลวเมื่อเราเจอความเครียด เพราะหากเราทำพัง คนที่เสียใจก็มีแค่ตัวเราเอง แต่ในเชิงวิวัฒนาการ มนุษย์ถูกสร้างมาให้รอดชีวิตด้วยการร่วมมือกัน การตั้งเป้าหมายที่คำนึงถึงผู้อื่น เช่น การทำสวนชุมชน หรือการสลับกันทำอาหารให้คนในบ้านทาน จึงมีแนวโน้มที่จะยั่งยืนกว่า เพราะเราไม่ได้ทำเพื่อตัวเองคนเดียว แต่เราทำเพื่อรักษาความสัมพันธ์และความเชื่อใจในกลุ่ม
...
สุดท้ายแล้ว การพัฒนาตัวเองที่แท้จริงอาจไม่ใช่การมีกล้ามท้องที่สวยงามหรือการดื่มมัทฉะในห้องเงียบๆ แต่คือการขยายขอบเขตความหมายของคำว่า "ตัวเอง" ให้กว้างขึ้น เหมือนแนวคิดของนักพฤกษศาสตร์ โรบิน วอลล์ คิมเมอร์เรอร์ ที่บอกว่า ความสุขของฉันคือความสุขของครอบครัว และความสุขของครอบครัวก็คือความสุขของผืนดินที่เลี้ยงดูเรา
การเริ่มตั้งเป้าหมายปีใหม่โดยโฟกัสที่ชุมชนและคนรอบข้างก่อน อาจเป็นทางลัดที่ทำให้เรากลายเป็นคนใหม่ที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิมได้อย่างแท้จริง
ที่มา: The Atlantic