บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ผู้นำด้านการแพทย์ตอกย้ำพันธกิจสำคัญในการพัฒนาและยกระดับศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง ผ่านการประชุมวิชาการประจำปี BDMS Academic Annual Meeting 2025 ภายใต้แนวคิดหลัก ‘Striving for Healthcare Excellence Across the Lifespan: From Prevention to Precision Medicine’
การประชุมวิชาการครั้งนี้ BDMS ได้นำเสนอองค์ความรู้และนวัตกรรมการรักษาขั้นสูงในหลากหลายสาขา ที่แสดงถึงความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่แม่นยำและปลอดภัยต่อการดูแลรักษาชีวิตผู้ป่วย เพื่อขับเคลื่อนมาตรฐานทางการแพทย์ของไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล หนึ่งในนั้นคือการยกระดับการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการ ‘ภาวะช็อกจากหัวใจ (Cardiogenic Shock)’ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มโรควิกฤตที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูงสุด ด้วยแนวทางการรักษาตามมาตรฐานสากล
ติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง
ภาวะช็อกจากหัวใจ คือภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญของร่างกายได้เพียงพอ ส่งผลให้ความดันโลหิตต่ำกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท เกิดอาการแขนขาเย็น ปัสสาวะน้อย ซึมหรือหมดสติ และมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่า 50% ภายในสามเดือนแรก การรักษาที่ได้ผลจึงต้องอาศัยการวินิจฉัยอย่างแม่นยำ ผ่านการตรวจทางการไหลเวียนของเลือดภายในระบบหัวใจและหลอดเลือด
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของภาวะจากหัวใจ มาจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดเกิดจากการอุดตัน (ST-Segment) หรือหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง ซึ่งสถานการณ์ในประเทศไทยปัจจุบันจากจำนวนคนไข้ 47 ล้านคนตามทะเบียนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พบคนไข้มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดเกิดจากการอุดตัน ในสัดส่วน 36 คนต่อ 100,000 คน และในจำนวนนี้มี 7% ประสบภาวะช็อก
ในมิติของการรักษาภาวะวิกฤต ศ. คลินิก นพ.ดำรัส ตรีสุโกศล จากโรงพยาบาลกรุงเทพ ได้นำเสนอความก้าวหน้าในการรับมือกับภาวะช็อกจากหัวใจ ผ่านการบรรยายในหัวข้อ ‘Cardiogenic Shock 2025’ ว่า การรักษาภาวะนี้ให้ได้ผลไม่ใช่แค่การมีเครื่องมือขั้นสูง แต่ต้องเริ่มจากความเข้าใจที่ถูกต้อง
“การติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก เป็นสิ่งสำคัญที่สุด หมายถึงการเข้าใจพื้นฐานของโรคอย่างถูกต้องก่อนใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เพราะแม้จะมีเครื่องมือทันสมัยอย่าง Impella หรือ ECMO หากแนวคิดการรักษาผิดพลาด ผลลัพธ์ก็จะไม่ดีขึ้น”
รักษารวดเร็ว เทคโนโลยีแม่นยำ คือกุญแจกู้ชีวิตผู้ป่วย
เพื่อประสิทธิภาพในการรักษาและกู้ชีวิตผู้ป่วยจากภาวะวิกฤต BDMS ได้จัดทำโปรโตคอลทางการแพทย์ที่เป็นระบบและมีมาตรฐานระดับสากล เพื่อกำหนดแนวทางการรักษาให้ทีมแพทย์ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยนำระบบ SCAI Shock classification ซึ่งนิยามโดย Society of Cardiovascular Angiography and Intervention (SCAI) มาใช้กับทุกโรงพยาบาลในเครือ เพื่อให้แพทย์ทุกคนใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
“ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดเกิดจากการอุดตัน ตรวจพบได้จากคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ภาวะนี้แบ่งเป็น 5 ระยะ ตั้งแต่ระยะ A (เริ่มเตือน) ไปจนถึงระยะ E (สุดจะเยียวยา) หน้าที่หลักของทีมแพทย์คือการหยุดยั้งไม่ให้ผู้ป่วยพัฒนาไปสู่ระยะที่รุนแรงกว่าเดิม เพราะทุกนาทีที่ล่าช้าหลังอาการเริ่มต้นเกิน 120 นาที จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ดังนั้นแนวคิด ‘ทุกนาทีมีค่า’ จึงมีความสำคัญยิ่งต่อการรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้” ศ. คลินิก นพ.ดำรัส ให้คำอธิบาย
ทั้งนี้ หากผู้ป่วยเกิดภาวะช็อกจากหัวใจ แนวทางการดูแลรักษาต้องเป็นระบบ ‘Team-based approach’ ที่มีทีมแพทย์โรคหัวใจ แพทย์วิกฤต วิสัญญีแพทย์ และพยาบาลเฉพาะทางทำงานร่วมกัน เพื่อวิเคราะห์ภาวะของผู้ป่วยและตัดสินใจเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสม
“BDMS ได้พัฒนาระบบเครือข่าย (Hub and Spoke Model) เพื่อให้โรงพยาบาลทุกแห่งสามารถส่งต่อผู้ป่วยไปยังศูนย์หัวใจที่มีศักยภาพในการรักษาขั้นสูงได้รวดเร็วที่สุด ภายใต้แนวทาง Shock Network ที่เน้นการคัดกรอง ส่งต่อ และรักษาตามลำดับความเร่งด่วน พร้อมทั้งใช้เครื่องมือช่วยประเมินอย่างระบบ SCAI Shock classification ในการวิเคราะห์ความรุนแรงและกำหนดกลยุทธ์รักษาอย่างเป็นระบบ และแพทย์ทุกคนจะใช้เกณฑ์เดียวกันในการวินิจฉัยและบันทึกภาวะช็อกหัวใจ
ทั้งนี้ เป้าหมายของปี 2025 ของ BDMS คือการลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วย Cardiogenic Shock ให้ต่ำที่สุดในภูมิภาค ผ่านการวินิจฉัยที่รวดเร็ว การรักษาที่รวดเร็ว และทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ทรัพยากรทางการแพทย์อย่างคุ้มค่า เทคโนโลยีที่แม่นยำ และทีมสหสาขาวิชาชีพที่พร้อมตอบสนองได้ทันเวลา เพราะ ‘เวลา’ คือหัวใจของการรักษา และ ‘ระบบ’ คือกุญแจสำคัญของความสำเร็จในการช่วยชีวิตผู้ป่วยหัวใจวิกฤต
ศ. คลินิก นพ.ดำรัส กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า การดูแลผู้ป่วยภาวะช็อกจากหัวใจ ต้องอาศัยทั้งการตระหนักรู้ของประชาชน และความพร้อมของโรงพยาบาลในด้านบุคลากรและอุปกรณ์
“ประชาชนควรรู้จักอาการที่ส่งสัญญาณเตือน เช่น เจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย เหงื่อออกมาก และรีบมารับการรักษาทันที ส่วนโรงพยาบาลต้องมีระบบ ‘Man–Method–Material–Machine’ ที่พร้อมช่วยชีวิต ได้แก่ บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ (Man) ขั้นตอนการทำงานมาตรฐาน (Method) วัสดุและอุปกรณ์พร้อมใช้ (Material) และเครื่องมือทันสมัย (Machine) ทั้งควรรณรงค์สร้างความรู้ในวงกว้าง เพื่อให้ประชาชนตระหนักว่าโรคหัวใจเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดัน และไขมันในเลือดสูง ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญที่ควรได้รับการดูแลและป้องกันอย่างใกล้ชิด”
ความพร้อมของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยีที่แม่นยำ และแนวทางปฏิบัติที่ได้มาตรฐาน ได้สะท้อนศักยภาพของ BDMS ในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจในภาวะวิกฤตอย่างแท้จริง