เครื่องเทศหลายๆ ประเภทอย่างพริก ขมิ้น พริกไทย และอีกมากมาย มักจะถูกบอกเล่าว่ามีสรรพคุณที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เช่น "เพิ่มระบบภูมิคุ้มกันได้" อย่างไรก็ดี ยังมีข้อถกเถียงกันว่าเครื่องเทศสามารถเพิ่มประโยชน์ต่อสุขภาพและเพิ่มคุณภาพของอาหารให้เราได้จริงหรือไม่? ยังคงต้องพิสูจน์กันต่อไป

“เครื่องเทศ” เป็นส่วนหนึ่งของอาหารของเรามานานนับพันปี เช่น การใช้พริกไทยตกแต่งกลิ่นจานอาหารเพื่อความอร่อย จิบชาข่าและขิง หรือแม้แต่การเพิ่มพริกในมื้ออาหารจานโปรด ทั้งหมดนี้ถือเป็นเรื่องปกติต่อการบริโภคอาหารของมนุษย์

และเมื่อไม่นานมานี้ มีเครื่องเทศบางชนิดได้รับการส่งเสริมประชาสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายๆ ส่วน มีการนำไปประกอบอาหารหลักใหม่ๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพตามคำบอกเล่า

ตัวอย่างเช่น ฮิลลารี คลินตัน กินพริกวันละหนึ่งผลระหว่างการรณรงค์หาเสียงในปี 2559 เพื่อเป็นความพยายามที่จะปัดเป่าอาการป่วย ขมิ้นซึ่งใช้ในเอเชียมานานนับพันปี ได้ถูกค้นพบในร้านกาแฟทั่วโลกในรูปแบบของ "ลาเต้สีทอง (หรือลาเต้ขมิ้น)" รวมถึงในช่วงที่มีการระบาดใหญ่อย่างโควิด-19 ก็ได้พบข้อความไวรัลที่อ้างว่าสามารถ "เพิ่มระบบภูมิคุ้มกันของคุณ" และปกป้องจากอาการเจ็บป่วย

ปัจจุบันยังมีข้อถกเถียงสำหรับเรื่อง “เครื่องเทศเพิ่มคุณประโยชน์ต่อสุขภาพหรือช่วยเราปัดเป่าความเจ็บป่วยได้หรือไม่” ที่ยังเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์และจำกัดความให้ละเอียดในการบริโภคให้เหมาะสมเพื่อประสิทธิภาพที่ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

ประโยชน์ และโทษจาก "เครื่องเทศ" ที่ยังต้องรับการพิสูจน์เพิ่มเติม

...

ตัวอย่างแรกคือ เครื่องเทศชนิดหนึ่งที่เป็นที่รู้จักและใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดคือ “พริก” มีการศึกษาจำนวนมากได้ตรวจสอบผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพของเรา แต่พบว่ามีทั้งผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์และผลเสียจากพริก

แคปไซซินเป็นสารออกฤทธิ์หลักในพริก เมื่อเรากินพริก โมเลกุลของแคปไซซินจะมีปฏิกิริยากับตัวรับอุณหภูมิในร่างกายของเรา โดยส่งสัญญาณไปยังสมองเพื่อสร้างความรู้สึกร้อน

การศึกษาบางชิ้นชี้ไปที่แนวคิดที่ว่าแคปไซซินอาจช่วยให้คุณมีอายุยืนยาวขึ้น การศึกษาในอิตาลีปี 2019 พบว่า “ผู้ที่รับประทานอาหารที่ปรุงรสด้วยพริกสี่ครั้งต่อสัปดาห์มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตน้อยกว่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยรับประทานพริก (นักวิจัยควบคุมปัจจัยในการดำเนินชีวิต เช่น การสูบบุหรี่ การออกกำลังกาย และคุณภาพอาหารโดยรวม)”

ในปี 2558 นักวิจัยในประเทศจีน ซึ่งตรวจสอบการบริโภคพริกและสุขภาพของชาวจีนเกือบ 500,000 คน พบว่า “การกินพริกมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตลดลง ผู้ที่บริโภคอาหารรสเผ็ดเกือบทุกวันมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตน้อยกว่าผู้ที่รับประทานอาหารรสเผ็ดน้อยกว่าสัปดาห์ละครั้งถึง 14%”

การค้นพบที่สำคัญคือ การบริโภคอาหารรสเผ็ดในปริมาณที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตที่ลดลง โดยเฉพาะการเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคระบบทางเดินหายใจ

นักวิจัย หลู่ ฉี ศาสตราจารย์ด้านโภชนาการจากโรงเรียนสาธารณสุขแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าว “อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าการเริ่มกินพริกในปริมาณมากจะช่วยปกป้องสุขภาพของคุณหรือป้องกันจากอาการป่วยทางเดินหายใจได้ในระยะสั้น”

สิ่งสำคัญคือ การศึกษาวิจัยนี้ติดตามผู้คนเป็นเวลาเฉลี่ยครั้งละเจ็ดปี ดังนั้น แม้ว่าพริกจะมีผลในการปกป้องสุขภาพ แต่ผลกระทบก็มีแนวโน้มที่จะสะสมเมื่อเวลาผ่านไป ร่วมกับปัจจัยอื่นๆ เช่น การควบคุมการบริโภค อายุ เพศ ระดับการศึกษา สถานภาพการสมรส อาหาร และปัจจัยในการดำเนินชีวิต รวมถึงปริมาณแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ และการออกกำลังกาย

สรุปได้ว่าความเสี่ยงที่ลดลงของโรคที่เกี่ยวข้องกับการกินพริกอาจเป็นส่วนหนึ่งเนื่องมาจากแคปไซซิน "ส่วนผสมบางอย่างในอาหารรสเผ็ด เช่น แคปไซซิน ได้รับการพบว่าช่วยปรับปรุงสถานะการเผาผลาญ เช่น ระดับไขมัน คอเลสเตอรอลในเลือด และการอักเสบ และสิ่งเหล่านี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นสาเหตุของข้อสังเกตในการศึกษาของเรา" หลู่ ฉี กล่าว

การศึกษายังแสดงให้เห็นว่า “แคปไซซิน” สามารถเพิ่มปริมาณพลังงานที่เราเผาผลาญและลดความอยากอาหารของเราได้

ซูมิน ซือ รองศาสตราจารย์แผนกโภชนาการมนุษย์ของมหาวิทยาลัยกาตาร์ พบว่าการบริโภคพริกช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคอ้วน และเป็นประโยชน์ต่อความดันโลหิตสูง

ดังนั้นเมื่อเธอศึกษาผลกระทบเสียของการบริโภคพริกต่อการทำงานของร่างกายจึงได้คำตอบว่า “การบริโภคพริกที่มากเกินไปอาจส่งผลเสียได้ เช่น การรับรู้ที่แย่ลง ผลกระทบนี้รุนแรงที่สุดกับความจำ การบริโภคพริกที่มากกว่า 50 กรัมต่อวันสัมพันธ์กับความเสี่ยงเกือบสองเท่าของความจำไม่ดี พริกจึงมีความเกี่ยวข้องกับความเสื่อมถอยของการรับรู้”

“สารพิษเพียงเล็กน้อยก็มีประโยชน์ได้ เช่น คาเฟอีน ซึ่งช่วยเร่งการเผาผลาญของเรา ดังนั้นเราจึงรู้สึกตื่นตัวมากขึ้น” ซูมิน ซือ กล่าว

สรุปว่าผลกระทบต่อสุขภาพจากการรับประทานสารแคปไซซินและอาหารรสเผ็ดจากพริกยังไม่ชัดเจน และหลักฐานที่มีคุณภาพสูงที่พิสูจน์ไม่ได้มากนักว่า ปริมาณและสัดส่วนเท่าไหร่ถึงจะดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริง

รวมถึง “ขมิ้น” เครื่องเทศยอดนิยมอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพของมนุษย์ ที่มีสาเหตุมาจาก “สารเคอร์คูมิน” โมเลกุลขนาดเล็ก มักถูกนิยมมาใช้ในการแพทย์ทางเลือกเพื่อรักษาอาการอักเสบ ความเครียด และอาการอื่นๆ อีกมากมาย

...

หรือแม้แต่ “ขิง” ที่ถูกค้นพบและวิจัยในการศึกษาในปี 2023 ที่ว่ากันว่าสามารถช่วยควบคุมการอักเสบในผู้ที่เป็นโรคภูมิต้านตนเอง รวมถึงโรคลูปัสและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ อย่างไรก็ตาม ยังขาดหลักฐานที่ชัดเจนว่าขมิ้นและขิงมีประโยชน์อย่างแท้จริง

ตัวอย่างเช่น การศึกษาจำนวนมากพบว่า เคอร์คูมินมีฤทธิ์ต้านมะเร็งในห้องปฏิบัติการ แต่สภาพแวดล้อมในห้องปฏิบัติการนั้นแตกต่างจากร่างกายมนุษย์มาก นักวิจัยกล่าวว่า “การดูดซึมของขมิ้นนั้นต่ำเกินไปสำหรับการรีดประสิทธิภาพที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ”

ฝั่งโลกตะวันตกก็ให้ความสนใจที่เพิ่มขึ้นในเครื่องเทศอย่างขมิ้นในฐานะยาทางเลือก โดยเชื่อกันว่าเครื่องเทศนี้มีคุณสมบัติในการรักษาโรคต่างๆ

พอล ฟรีดแมน ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล กล่าวว่า “เครื่องเทศถูกนำมาใช้เพื่อปรับสมดุลคุณสมบัติของอาหาร ผู้คนคิดว่าอาหารมีคุณสมบัติร้อน เย็น ชื้น และแห้ง ที่ต้องการความสมดุล”

ตัวอย่างเช่น ปลาถือว่าเย็นและเปียก ในขณะที่เครื่องเทศถือว่าร้อนและแห้ง แนวคิดในการใช้อาหารเป็นยาและการรักษาสมดุลระหว่างคุณสมบัติต่างๆ เช่น ร้อนและเย็น หรือเปียกและแห้ง ก็เป็นหลักการสำคัญของการแพทย์อายุรเวท ซึ่งมีการปฏิบัติกันในอินเดียมาเป็นเวลาหลายพันปี

แคทรีน เนลสัน อดีตผู้ช่วยศาสตราจารย์วิจัยที่สถาบันการค้นพบและพัฒนาการบำบัดแห่งมหาวิทยาลัยมินนิโซตาได้พิจารณาโมเลกุลเพื่อดูว่าพวกมันสามารถเป็นสารประกอบสำหรับยาใหม่ๆ ได้หรือไม่ เธอตัดสินใจศึกษาเคอร์คูมินหลังจากที่เธอพบข้อกล่าวอ้างด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับเคอร์คูมิน “นักวิจัยสามารถออกฤทธิ์ต่อเซลล์ที่เติบโตในหลอดทดลองได้โดยการเติมสารประกอบเข้าไปและดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับเซลล์”

...

แคทรีน เนลสัน พบว่าเคอร์คูมินเป็นโมเลกุลของยาที่ "แย่มาก" เนื่องจากไม่สามารถหาได้ทางชีวภาพ ซึ่งหมายความว่าร่างกายจะไม่สามารถใช้เคอร์คูมินได้ เมื่อถูกย่อยแล้ว ลำไส้เล็กดูดซึมไม่ได้ง่าย และโครงสร้างของลำไส้สามารถปรับเปลี่ยนได้เมื่อจับกับโปรตีนในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ เป็นผลทำให้ขมิ้นไม่สามารถส่งผลอะไรต่อสุขภาพได้มากนัก "แน่นอนว่าต้องมีบางอย่างเกี่ยวกับขมิ้นที่เป็นประโยชน์ แต่ไม่ใช่ 'เคอร์คูมิน' อย่างแน่นอน" แคทรีนกล่าว

นอกจากนี้ หากขมิ้นปรุงเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหาร เธอบอกว่าขมิ้นจะถูกเพิ่มเข้าไปพร้อมกับอาหารอื่นๆ และถูกทำให้ร้อนขึ้น ส่วนประกอบทางเคมีจึงเปลี่ยนไป ทำให้ขมิ้นอาจมีปฏิกิริยาบางอย่างที่น่าจับตามอง แต่ไม่ใช่เคอร์คูมิน และอาจไม่ใช่สิ่งเดียว อาจต้องดัดแปลงทางเคมีหรือเติมบางอย่างเข้าไปจึงจะเป็นประโยชน์ อย่างไรก็ตาม การบริโภคขมิ้นจำนวนมากไม่เป็นอันตราย แต่ก็ไม่แนะนำให้ใช้ขมิ้นเป็นยารับประทานเอง

ปัจจุบันพริกและขมิ้นได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวาง แต่การทดลองส่วนใหญ่มีเพียงการเปรียบเทียบข้อมูลเกี่ยวกับการบริโภคและผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่แตกต่างกัน ซึ่งไม่ได้แยกสาเหตุออกจากผลกระทบ และการวิจัยที่ทำในห้องปฏิบัติการไม่ได้แปลเป็นร่างกายมนุษย์เสมอไป สำหรับการศึกษาด้านโภชนาการจำนวนมาก เป็นการยากที่จะแยกแยะความสัมพันธ์และสาเหตุออกจากกัน

สรุปได้ว่าประโยชน์ของ “เครื่องเทศ” ยังไม่อาจพิสูจน์ได้มากนักว่าส่งผลดีหรือเสียต่อสุขภาพมากกว่ากัน ทั้งหมดนี้อาจจะขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคลมาประกอบร่วมด้วย แต่ที่แน่นอนแล้วว่า มนุษย์ยังไม่ควรตัดสินหรือพึ่งพาสิ่งเหล่านี้เพื่อเป็นหนทางในการป้องกันหรือต่อสู้ความเจ็บป่วยใดๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพมากนัก หากยังไม่ได้รับการพิสูจน์ที่แน่ชัด ควรบริโภคทุกสิ่งแต่พอดีตามหลักโภชนาการ ผนวกกับการดูแลสุขภาพในรูปแบบอื่นอย่างการออกกำลังควบคู่ไปด้วยอย่างเหมาะสม

...

ภาพ : istock

ข้อมูล : bbc