การศึกษาจากเคมบริดจ์ ได้สำรวจเด็กที่รักการอ่าน อายุระหว่าง 2 ปี ถึง 9 ปี ว่าจะมีผลลัพธ์ที่แตกต่างกันหรือไม่ ทั้งในด้านพัฒนาการ พฤติกรรมการใช้ชีวิต และสุขภาพร่างกาย

นักวิจัยจากเคมบริดจ์ ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากวัยรุ่น 10,000 คนในสหรัฐอเมริกา โดยเปรียบเทียบเด็กที่เริ่มอ่านหนังสือ ตั้งแต่ช่วงอายุระหว่าง 2 ปี ถึง 9 ปี ว่าทั้ง 2 ช่วงอายุนี้มีความแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร

ผลลัพธ์ที่ได้ คือ พวกเขาพบว่าเด็กรุ่นเยาว์ที่มีอายุน้อย มีแนวโน้มที่จะเกิดความเครียด หรือภาวะซึมเศร้าน้อยกว่ากลุ่มเด็กอายุมาก เพราะว่าเด็กอายุน้อยนั้นมักจะมีสมาธิที่ดีกว่า และปัญหาด้านพฤติกรรมที่น้อยกว่า

พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลให้เด็กที่มีอายุน้อย สามารถโฟกัสไปที่สิ่งอื่นได้มากกว่าการอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์ และมีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อยๆ สวนทางกันกับเด็กที่เริ่มอ่านหนังสือช้า หรือไม่เคยเริ่มอ่านเลย

การศึกษานี้ ยังค้นพบเพิ่มเติมถึงความเชื่อมโยงที่ชัดเจน ระหว่างการอ่านหนังสือเร็ว ควบคู่ไปพร้อมกับสมองที่กำลังพัฒนา จะสามารถทำให้พัฒนาการด้านพฤติกรรม คำพูด และความจำมีสูงกว่า วัยรุ่นที่ไม่ได้อ่านหนังสือในวัยเด็ก สิ่งเหล่านี้จะทำให้ชีวิตของเด็กที่กำลังเริ่มเข้ารับการศึกษามักจะทำได้ดีกว่า

นอกจากนี้ การอ่านหนังสือ ไม่เพียงแต่จะทำให้พฤติกรรม และการเรียนดีขึ้นเท่านั้น แต่การอ่านหนังสือเร็วนั้นจะสามารถก่อให้เกิดความคิดนอกกรอบ ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการใช้ชีวิตทางสังคมส่วนรวม เช่น ความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจคนอื่นและตนเองที่มีมากขึ้น ทั้งหมดจึงเป็นส่วนช่วยในการพัฒนาทางสติปัญญาของเด็กๆ และทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นเมื่อเติบโตขึ้น นักวิจัยจากเคมบริดจ์ กล่าว

นักวิจัยได้แนะนำถึงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กในการอ่านหนังสือ เพื่อพัฒนาสมอง และมีสุขภาพจิตที่ดี คือ 12 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

...

แน่นอนว่าปัจจุบันผู้ป่วยสุขภาพจิต ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเสียหายถึง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี นับเพียงแค่โรคซึมเศร้า และโรควิตกกังวล ทำให้เศรษฐกิจโลกเสียหายไปกว่าครึ่ง ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีเลยทีเดียว 

ดังนั้นการวิจัยนี้จึงมีผลลัพธ์ที่น่าสนใจในการปลูกฝังเด็กให้มีนิสัยรักการอ่านตั้งแต่ยังเด็กๆ เพื่อกอบกู้วิกฤติโรคสุขภาพจิตที่เกิดในสังคม รวมถึงยังเป็นส่วนช่วยให้ภาวะเศรษฐกิจโลกให้ดีขึ้นด้วย เพียงแค่สอนให้บุตรหลานฝึกอ่านหนังสือ และสนุกกับการอ่านตั้งแต่อายุยังน้อย