กรมอนามัย ออกมาเตือนให้ทุกคน ให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพ และเตรียมป้องกันอันตรายจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงเวลานี้

สภาพอากาศในช่วงฤดูร้อนปีนี้ ของประเทศไทย มีค่าอุณหภูมิสูงมาก และมีโอกาสพุ่งสูงขึ้นกว่าทุกปี ซึ่งอาจแตะถึงเลข 50 องศาเซลเซียส ด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้ร่างกายอาจมีการแปรปรวน และลุกลามไปถึงสุขภาพทั้งภายนอก และภายในได้

อาการเสี่ยง ที่สามารถสังเกตได้หากพบเจอสภาพอากาศที่ร้อนจัด เช่น ปวดศีรษะ วิงเวียน สับสน มึนงง นอกจากนี้อาจมีผื่นแดงตามผิวหนัง ผิวอักเสบ ลุกลามไปจนถึงอาการเบื่ออาหาร หรือปัสสาวะสีเข้มที่บ่งบอกถึงภาวะขาดน้ำ 

สิ่งที่กล่าวข้างต้น ล้วนเป็นอาการที่บอกถึงโรคในช่วงหน้าร้อนที่พบเจอได้บ่อยๆ เช่น โรคลมแดด โรคผิวหนังอักเสบ ภาวะขาดน้ำ พิษสุนัขบ้า และไวรัสตับอักเสบเป็นต้น

นอกจากนี้ในช่วงที่อากาศร้อนจัด ทำให้อาหารที่วางทิ้งไว้ หรือเก็บไว้ค้างคืน บูด และเสียง่ายขึ้นจนเกิดโรคบิด โรคอหิวาตกโรค และอาหารเป็นพิษได้เช่นกัน

โรคต่างๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพภายนอก และภายในที่มาจากอากาศร้อน มีอยู่มากมายเพื่อเฝ้าระวังโรคเหล่านี้ กรมอนามัย จึงมีคำแนะนำในการดูแล และป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากความร้อน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มประชาชนทั่วไป

  • ควรดื่มน้ำสะอาดบ่อยๆ ระหว่างวัน 
  • เลี่ยงอาหารค้างคืน หรืออาหารที่ทิ้งไว้นาน
  • สวมหมวก ใส่แว่นกันแดด และทาครีมกันแดด เมื่อต้องออกแดด
  • สวมเสื้อ ที่มีน้ำหนักเบา และระบายอากาศได้ดี
  • หลีกเลี่ยงทำกิจกรรมกลางแจ้ง ช่วงอากาศร้อน
  • งดดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ
  • หากปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม-สีอมส้มเข้ม ควรดื่มน้ำทันที
  • หมั่นสังเกตอาการของตนเองอย่างใกล้ชิด หากมีอาการผิดปกติ หรือสุ่มเสี่ยง ให้รีบแจ้งบุคคลใกล้ชิดทันที
  • หากมีเหตุฉุกเฉิน ให้รับติดต่อสถานพยาบาล และพบแพทย์ที่ใกล้ที่สุด 

...

หนึ่งกลุ่มที่ต้องระวัง และดูแลอย่างใกล้ชิด คือ ทารก เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้มีโรคประจำตัว ผู้ที่มีภาวะอ้วน รวมถึงผู้ที่ออกกำลังกาย หรือทำงานกลางแจ้ง

  • ห้ามปล่อยให้เด็กทารก และเด็กเล็กอยู่ในรถที่จอดตากแดดตามลำพังเด็ดขาด
  • หญิงตั้งครรภ์ หรือแม่ที่ให้นมบุตร ที่มีอายุต่ำกว่า 6 เดือน ควรดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ
  • ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายช่วงที่อากาศร้อนจัด หากมีความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรเตรียมความพร้อมร่างกายด้วยการ ดื่มน้ำเยอะๆ และพักให้นานขึ้น
  • ผู้ทำงานกลางแจ้ง ปรับเปลี่ยนตารางเวลาทำงาน หลักเลี่ยงการทำงานในช่วงที่มีอากาศร้อนที่สุดของวัน (ช่วงเวลา 11.00-15.00 น.) ดื่มน้ำให้บ่อยขึ้น และมีอุปกรณ์กันแดด 
  • กรณีที่หยุดทำงานกลางแจ้งไปนาน หรือเริ่มทำงานกลางแจ้ง ควรเริ่มจากงานเบาๆ เพิ่มเวลาพักให้นานขึ้น และหมั่นสังเกตอาการเพื่อนร่วมงาน
  • ผู้ที่รับประทานยาเฉพาะ เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาแก้คัดจมูก ยาขับปัสสาวะ ยารักษาโรคจิตเวช เป็นต้น ให้สังเกตอาการตนเองอย่างใกล้ชิด

ภาพ : istock

ข้อมูล : กรมอนามัย