จากการประกาศของสถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา ให้คนไทยเฝ้าระวังการติดเชื้อจากแพร่ระบาดของโรคหัดในญี่ปุ่น ซึ่งอาการของโรคหัดเป็นอย่างไร ติดต่อทางไหนได้บ้าง และป้องกันได้หรือไม่ เรารวมข้อมูลมาให้แล้ว
โรคหัด คืออะไร
โรคหัด เป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่ง ที่สามารถเป็นได้ทุกเพศทุกวัย ไม่ใช่เฉพาะในเด็กอย่างที่เคยเข้าใจกัน โดยเฉพาะกับผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัดมาก่อนยิ่งมีความเสี่ยงสูง ปัจจุบันโรคหัดจัดอยู่ในภาวะที่ทั่วโลกต่างเฝ้าระวัง ตามคำประกาศเตือนขององค์การอนามัยโลก เพราะสามารถติดต่อแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งภาวะแทรกซ้อนจากโรคหัดยังอาจเป็นอันตรายจนถึงขั้นทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ด้วย ดังนั้นการทำความเข้าใจเรื่องโรคหัด และรู้จักจัดการป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรคนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ใหญ่ทุกคนไม่ควรมองข้าม
...
สาเหตุการเกิดโรคหัด
โรคหัด เป็นไข้ออกผื่นชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Morbillivirus มักพบในเด็กเล็ก แต่ก็อาจพบในเด็กโต หรือในผู้ใหญ่ได้ โรคหัดเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังเพราะสามารถติดต่อกันได้ง่าย โรคหัดสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน แต่ยังไม่มียารักษาเฉพาะ
อาการโรคหัด
โรคหัด มีระยะฟักตัวประมาณ 8-12 วัน หลังจากระยะฟักตัวแล้วจะเริ่มมีอาการดังนี้
ระยะเริ่มต้น
- มีไข้สูง
- อ่อนเพลีย
- มีอาการไอร่วมกับมีอาการตาแดง
- อาจมีอาการเหมือนอาการแพ้แสงร่วมด้วย
ผู้ป่วยจะมีอาการในระยะนี้ประมาณ 2-4 วัน ในระยะนี้ช่วงก่อนผื่นขึ้นอาจพบจุดขาวๆ บนพื้นแดงที่บริเวณกระพุ้งแก้มเรียกว่า Koplik spot หากพบจุดขาวๆ นี้จะสามารถวินิจฉัยได้ค่อนข้างแน่นอนว่าเป็นโรคหัด
ระยะผื่น
- เริ่มมีผื่นแดงขึ้นบริเวณศีรษะตามแนวไรผม กระจายไปตามลำตัวและแขนขา
- ผื่นเริ่มกลายเป็นสีคล้ำอยู่รวมกันเป็นปื้น
- มีไข้สูง ไอ และตาแดง
- บางรายอาจมีต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วย
ระยะนี้จะอยู่ราว 3-4 วัน จากนั้นไข้จะลดลง ผื่นอาจอยู่ได้ถึง 1 สัปดาห์ และอาการไออาจอยู่ได้ถึง 2 สัปดาห์
โรคหัด ติดต่ออย่างไร
โรคหัด สามารถแพร่เชื้อและติดต่อกันผ่านทางเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย ที่แพร่เชื้อผ่านละอองอากาศเข้าสู่ร่างกาย โดยการไอ จาม และพูดคุยกันในระยะใกล้ชิด เชื้อไวรัสที่ออกมาสามารถอยู่ในอากาศได้นานถึง 2 ชั่วโมง และพบว่าผู้ที่สัมผัสเชื้อและยังไม่มีภูมิคุ้มกันมีโอกาสติดโรคหัดได้ถึงร้อยละ 90 ซึ่งผู้ป่วยโรคหัดสามารถแพร่กระจายเชื้อได้ถึง 4 วันหลังผื่นเริ่มขึ้น และในบางครั้งอาจพบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงแก่ชีวิตได้
...
ภาวะแทรกซ้อนจากโรคหัด
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้ในผู้ป่วยโรคหัด ได้แก่
- ภาวะปอดบวม
- หูชั้นกลางอักเสบ
- ถ่ายเหลว
- สมองอักเสบ
- การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
โดยภาวะแทรกซ้อนพบได้ประมาณร้อยละ 30 ของผู้ป่วยโรคหัด ภาวะถ่ายเหลวจะเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยที่สุด ผู้ที่มีโอกาสพบภาวะแทรกซ้อนสูงขึ้น ได้แก่ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ (เช่น รับประทานยากดภูมิ ได้รับเคมีบำบัดอยู่) หญิงตั้งครรภ์ เด็กอายุน้อย โดยเฉพาะอายุน้อยกว่า 1 ปี ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะทุพโภชนาการ
การรักษาโรคหัด
ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคหัดโดยเฉพาะ เป็นการรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ ให้สารน้ำและอาหารอย่างเพียงพอ นอกจากนี้การรับประทานวิตามินเอเสริมในผู้ป่วยโรคหัดจะสามารถช่วยลดภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง และลดอัตราการเสียชีวิตได้
การป้องกันโรคหัด
การป้องกันโรคหัดที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน ซึ่งการฉีดวัคซีนในเด็กและผู้ใหญ่ต่างกันดังนี้
- เด็กเล็ก กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้เด็กทุกคนฉีดวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน 2 ครั้ง เมื่อเด็กอายุ 9 เดือน และอายุ 2 ปีครึ่ง
- ผู้ใหญ่ ผู้ที่ไม่เคยป่วยเป็นโรคหัด ผู้ที่ไม่เคยฉีดวัคซีน หรือไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีน แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด 1 ครั้ง
ทั้งนี้ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ล่าสุด นครโอซากายืนยันว่ามีผู้ติดเชื้อโรคหัดในจังหวัด รวม 2 คน และสื่อญี่ปุ่นรายงานยอดรวมผู้ติดเชื้อหัดในญี่ปุ่นรวม 8 คน ทั้งในภูมิภาคคันไซและภูมิภาคอื่นๆ เช่น นครโอซากา จ.เกียวโต จ.ไอจิ จ.กิฟุ และกรุงโตเกียว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการแพร่ระบาดที่เริ่มขยายวงออกไปเรื่อยๆ
...
สถานกงสุลใหญ่ฯ ขอแนะนำให้ประชาชนไทยสวมหน้ากากอนามัยขณะใช้บริการขนส่งสาธารณะหรืออยู่ในที่ชุมชน หมั่นรักษาสุขอนามัยโดยเฉพาะการล้างมือ สังเกตอาการของตนเอง และให้พบแพทย์เพื่อขอรับคำแนะนำในการรับวัคซีน หรือรับการรักษาเมื่อมีอาการด้วย
ข้อมูลอ้างอิง : มหาวิทยาลัยมหิดล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, โรงพยาบาลพญาไท, สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา