จากการประกาศของสถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา ให้คนไทยเฝ้าระวังการติดเชื้อจากแพร่ระบาดของโรคหัดในญี่ปุ่น ซึ่งอาการของโรคหัดเป็นอย่างไร ติดต่อทางไหนได้บ้าง และป้องกันได้หรือไม่ เรารวมข้อมูลมาให้แล้ว

โรคหัด คืออะไร

โรคหัด เป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่ง ที่สามารถเป็นได้ทุกเพศทุกวัย ไม่ใช่เฉพาะในเด็กอย่างที่เคยเข้าใจกัน โดยเฉพาะกับผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัดมาก่อนยิ่งมีความเสี่ยงสูง ปัจจุบันโรคหัดจัดอยู่ในภาวะที่ทั่วโลกต่างเฝ้าระวัง ตามคำประกาศเตือนขององค์การอนามัยโลก เพราะสามารถติดต่อแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งภาวะแทรกซ้อนจากโรคหัดยังอาจเป็นอันตรายจนถึงขั้นทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ด้วย ดังนั้นการทำความเข้าใจเรื่องโรคหัด และรู้จักจัดการป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรคนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ใหญ่ทุกคนไม่ควรมองข้าม

ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงโรคหัดและอาจก่อให้เกิดอันตรายจากโรคแทรกซ้อน ได้แก่ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงวัย ผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ภาพจาก iStock
ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงโรคหัดและอาจก่อให้เกิดอันตรายจากโรคแทรกซ้อน ได้แก่ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงวัย ผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ภาพจาก iStock

...

สาเหตุการเกิดโรคหัด

โรคหัด เป็นไข้ออกผื่นชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Morbillivirus มักพบในเด็กเล็ก แต่ก็อาจพบในเด็กโต หรือในผู้ใหญ่ได้ โรคหัดเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังเพราะสามารถติดต่อกันได้ง่าย โรคหัดสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน แต่ยังไม่มียารักษาเฉพาะ

อาการโรคหัด

โรคหัด มีระยะฟักตัวประมาณ 8-12 วัน หลังจากระยะฟักตัวแล้วจะเริ่มมีอาการดังนี้

ระยะเริ่มต้น

  • มีไข้สูง
  • อ่อนเพลีย
  • มีอาการไอร่วมกับมีอาการตาแดง
  • อาจมีอาการเหมือนอาการแพ้แสงร่วมด้วย

ผู้ป่วยจะมีอาการในระยะนี้ประมาณ 2-4 วัน ในระยะนี้ช่วงก่อนผื่นขึ้นอาจพบจุดขาวๆ บนพื้นแดงที่บริเวณกระพุ้งแก้มเรียกว่า Koplik spot หากพบจุดขาวๆ นี้จะสามารถวินิจฉัยได้ค่อนข้างแน่นอนว่าเป็นโรคหัด

ผู้ป่วยโรคหัดบางรายอาจมีอาการต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วย ภาพจาก iStock
ผู้ป่วยโรคหัดบางรายอาจมีอาการต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วย ภาพจาก iStock

ระยะผื่น

  • เริ่มมีผื่นแดงขึ้นบริเวณศีรษะตามแนวไรผม กระจายไปตามลำตัวและแขนขา
  • ผื่นเริ่มกลายเป็นสีคล้ำอยู่รวมกันเป็นปื้น
  • มีไข้สูง ไอ และตาแดง
  • บางรายอาจมีต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วย

ระยะนี้จะอยู่ราว 3-4 วัน จากนั้นไข้จะลดลง ผื่นอาจอยู่ได้ถึง 1 สัปดาห์ และอาการไออาจอยู่ได้ถึง 2 สัปดาห์

โรคหัด ติดต่ออย่างไร

โรคหัด สามารถแพร่เชื้อและติดต่อกันผ่านทางเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย ที่แพร่เชื้อผ่านละอองอากาศเข้าสู่ร่างกาย โดยการไอ จาม และพูดคุยกันในระยะใกล้ชิด เชื้อไวรัสที่ออกมาสามารถอยู่ในอากาศได้นานถึง 2 ชั่วโมง และพบว่าผู้ที่สัมผัสเชื้อและยังไม่มีภูมิคุ้มกันมีโอกาสติดโรคหัดได้ถึงร้อยละ 90 ซึ่งผู้ป่วยโรคหัดสามารถแพร่กระจายเชื้อได้ถึง 4 วันหลังผื่นเริ่มขึ้น และในบางครั้งอาจพบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงแก่ชีวิตได้

โรคหัดสามารถติดต่อกันได้ง่ายผ่านทางการไอ จาม และการพูดคุยในระยะใกล้ชิด ซึ่งแพร่เชื้อผ่านทางน้ำลาย เสมหะ น้ำมูกของผู้ป่วย ภาพจาก iStock
โรคหัดสามารถติดต่อกันได้ง่ายผ่านทางการไอ จาม และการพูดคุยในระยะใกล้ชิด ซึ่งแพร่เชื้อผ่านทางน้ำลาย เสมหะ น้ำมูกของผู้ป่วย ภาพจาก iStock

...

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคหัด

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้ในผู้ป่วยโรคหัด ได้แก่

  • ภาวะปอดบวม
  • หูชั้นกลางอักเสบ
  • ถ่ายเหลว
  • สมองอักเสบ
  • การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

โดยภาวะแทรกซ้อนพบได้ประมาณร้อยละ 30 ของผู้ป่วยโรคหัด ภาวะถ่ายเหลวจะเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยที่สุด ผู้ที่มีโอกาสพบภาวะแทรกซ้อนสูงขึ้น ได้แก่ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ (เช่น รับประทานยากดภูมิ ได้รับเคมีบำบัดอยู่) หญิงตั้งครรภ์ เด็กอายุน้อย โดยเฉพาะอายุน้อยกว่า 1 ปี ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะทุพโภชนาการ

การรักษาโรคหัด

ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคหัดโดยเฉพาะ เป็นการรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ ให้สารน้ำและอาหารอย่างเพียงพอ นอกจากนี้การรับประทานวิตามินเอเสริมในผู้ป่วยโรคหัดจะสามารถช่วยลดภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง และลดอัตราการเสียชีวิตได้

การป้องกันโรคหัด

การป้องกันโรคหัดที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน ซึ่งการฉีดวัคซีนในเด็กและผู้ใหญ่ต่างกันดังนี้

  1. เด็กเล็ก กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้เด็กทุกคนฉีดวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน 2 ครั้ง เมื่อเด็กอายุ 9 เดือน และอายุ 2 ปีครึ่ง
  2. ผู้ใหญ่ ผู้ที่ไม่เคยป่วยเป็นโรคหัด ผู้ที่ไม่เคยฉีดวัคซีน หรือไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีน แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด 1 ครั้ง

ทั้งนี้ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ล่าสุด นครโอซากายืนยันว่ามีผู้ติดเชื้อโรคหัดในจังหวัด รวม 2 คน และสื่อญี่ปุ่นรายงานยอดรวมผู้ติดเชื้อหัดในญี่ปุ่นรวม 8 คน ทั้งในภูมิภาคคันไซและภูมิภาคอื่นๆ เช่น นครโอซากา จ.เกียวโต จ.ไอจิ จ.กิฟุ และกรุงโตเกียว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการแพร่ระบาดที่เริ่มขยายวงออกไปเรื่อยๆ

...

สถานกงสุลใหญ่ฯ ขอแนะนำให้ประชาชนไทยสวมหน้ากากอนามัยขณะใช้บริการขนส่งสาธารณะหรืออยู่ในที่ชุมชน หมั่นรักษาสุขอนามัยโดยเฉพาะการล้างมือ สังเกตอาการของตนเอง และให้พบแพทย์เพื่อขอรับคำแนะนำในการรับวัคซีน หรือรับการรักษาเมื่อมีอาการด้วย

ข้อมูลอ้างอิง : มหาวิทยาลัยมหิดล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, โรงพยาบาลพญาไท, สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา