Hybrid Working การทำงานของคนสังคมยุคใหม่ หลังโรคระบาด ตอบโจทย์การใช้ชีวิตหรือไม่ ทำไมพฤติกรรมการทำงานของคนถึงเปลี่ยนไป ติดบ้านมากขึ้นจากการทำงานในรูปแบบใหม่
หลังจากสถานการณ์ COVID-19 ได้ผ่านพ้นไป ทำให้กระแสสังคม และการทำงานของประเทศไทยมีการเปลี่ยนมุมมองการทำงานไปอย่างมาก เนื่องมาจากการที่พนักงานในหลายๆ บริษัทต้องเริ่มปรับตัวทำงานอยู่บ้านบ้าง เข้าออฟฟิศน้อยลง หนีไปทำงานต่างจังหวัดบ้าง Work From Hotel บ้าง ซึ่งก็จะมีความเห็นหลากหลายมุมมองจากทั้ง พนักงาน ผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ ที่เห็นต่างกันในหลายๆ ปัจจัย การทำงานในรูปแบบ “Hybrid Working” สามารถนำเสนอมุมมองที่ดี และมุมมองที่เห็นต่างออกไป จะส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง
“Hybrid Working” มีการได้รับความนิยมมาก่อนหน้าช่วงการระบาดของโควิด-19 ด้วยซ้ำ เพราะองค์กรใหญ่เริ่มนำแบบแผนการทำงานนี้มาใช้ และเห็นประสิทธิภาพจากการทำงานของคนยุคใหม่นี้เพิ่มมากขึ้น โดยบริษัทชื่อดังในต่างประเทศเริ่มปรับใช้กันมาก่อนหน้านี้ โดยระบบของการเลือกวันเข้าออฟฟิศ สลับกับการทำงานอยู่บ้าน, การเปลี่ยนมุมทำงาน, สร้างที่ทำงานใหม่, เปิดโรงแรมให้พนักงานทำงานแล้วแถม Holiday ให้ด้วยก็มีให้เห็นกัน
...
ทำไม Hybrid Working ในประเทศไทยช่วงแรก ถึงไม่ค่อยนิยมสักเท่าไร?
1. วัฒนธรรมของประเทศในแถบเอเชีย ซึ่งมีวัฒนธรรมหลัก คือ สังคม ประเพณี และวัฒนธรรม ทำให้ผู้ใหญ่มากประสบการณ์มีความเชื่อว่าการทำงานร่วมกันในหมู่มากจะเกิดความสามัคคีในหมู่คณะ มีหลากหลายไอเดีย การแก้ปัญหาที่ได้ทันท่วงที รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กร เป็นปัจจัยหลักของการนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ
2. การได้มีสังคมในการทำงาน การเจอเพื่อนร่วมงาน และแชร์ความคิด สร้างพลังบวกในการทำงาน ทำให้มีผลสำเร็จมากขึ้น ทำให้พนักงานเหล่านี้เกิดความขี้เกียจน้อยลง เกิดระเบียบวินัย คุ้มค่ากับการจ้างงาน
ถ้าเราคิดตามลักษณะดังกล่าวนี้ ทุกอย่างล้วนมีผลกระทบ ดังนั้นแล้วสิ่งสำคัญทั้ง 2 ข้างต้นนี้มีผลต่อองค์กรเป็นอย่างมาก ทำให้ยากมากที่จะปรับเปลี่ยนการทำงานขององค์กรตนเองในช่วงแรก
Hybrid Working ส่งผลดีอย่างไร
- พนักงานมีอิสระ สร้างแนวคิดใหม่ๆ ไม่จำเจกับสภาพแวดล้อมเดิมๆ เจอเพื่อนร่วมงานใหม่ ในสถานที่ใหม่ เกิดความผ่อนคลาย
- มีเวลาให้ครอบครัวเพิ่มขึ้น สามารถจัดการตารางชีวิตได้ดีขึ้นในเรื่องของ work life balance
- การพักผ่อนควบคู่กับการทำงาน คลายความเครียด ลดความกดดัน
Hybrid Working ส่งผลเสียอย่างไร
- งานล่าช้า พนักงานไม่โฟกัสกับงาน เกิดความขี้เกียจ
- ผ่อนปรนจนเกินไปอาจทำให้เหล่าผู้ถูกจ้างไม่มีความกระตือรือร้น
- ไม่บรรลุเป้าหมายที่ได้รับมอบหมาย ผลงานต่ำกว่ามาตรฐาน
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในหนึ่งองค์กรซึ่งเรามองเห็นทั้งผลดี และผลเสีย เหมือนเหรียญทั้ง 2 ด้าน ทำให้ประเทศไทยในก่อนหน้านี้ไม่ค่อยจะนิยมเท่าไร ในองค์กรที่มีความเป็นไทยอยู่มาก เช่น หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และบางหน่วยงานที่ไม่สามารถที่จะปรับปรุงเวลาทำงานแบบ Hybrid Working ได้
ซึ่งผลกระทบเหล่านี้อาจจะเกิดจากความไม่เคยชินกับการทำงานรูปแบบใหม่ รวมทั้งความรับผิดชอบต่องานในแต่ละคน และแนวคิดการทำงาน ทำให้ภาพรวมยังมีความผิดพลาดให้เห็นในแนวคิดนี้
ปัจจุบันได้มีเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาเอื้ออำนวยต่อการทำงานในรูปแบบ Hybrid Working เยอะแยะมากมาย เกิดความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น รวมทั้งสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่กินระยะเวลานาน ทำให้ปัจจุบันองค์กรต่างๆ มากมายต้องยอมรับความเสี่ยงข้างต้น เพื่อให้งานได้ดำเนินต่อไป ทำให้ปัจจุบันมุมมองการทำงานในรูปแบบเดิมได้ถูกเปลี่ยนไปกลายเป็นเรื่องปกติไป มีการปรับตัวกัน และมีกระแสการตอบรับที่ดี และมีการวางแผนทำงานที่มีศักยภาพมากขึ้น
พฤติกรรมความอดทนในการทำงานหลังเลิกงานเริ่มลดน้อยลงเกิดจาก Hybrid Working
พนักงานในสหรัฐฯ มีจำนวนมาก กล่าวว่า พวกเขากำลังพยายามขีดเส้นแบ่งระหว่างงานกับชีวิตที่เหลือให้มากขึ้น หลังผ่านพ้นโรคระบาด เนื่องมาจากมีระบบการทำงานที่ดียิ่งขึ้น
การแพร่ระบาดของโรคทำให้นิสัยการทำงาน รวมถึงการออกไปสังสรรค์ พบปะผู้คน และการดื่มเปลี่ยนไป ทำให้คนกำหนดเวลาใช้ชีวิตมากขึ้น เนื่องจากมีคนกลับเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศน้อยลง เนื่องจาก Hybrid Working จึงใช้เวลาที่มีความสุขในบ้าน พร้อมกันกับการทำงานจนเคยชิน และเริ่มรู้สึกว่าไม่มีความสนใจที่จะออกไปข้างนอกกับเพื่อนร่วมงาน และเจ้านาย
พนักงานบางคนในสหรัฐฯ กล่าวเสริมว่า เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่กฎเกณฑ์ของวัฒนธรรมการทำงานในออฟฟิศ คือ การเข้างานตามเวลา และที่อยู่อาศัยในสัปดาห์หนึ่งของการใช้ชีวิตเป็นอาคารที่ทำงานการผ่อนคลายที่พอจะช่วยได้หลังเลิกงาน คือ การไปรับประทานอาหารเย็นกับเจ้านาย และพบปะสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงานอย่างผ่อนคลาย ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่ดีที่สุด
...
ปัจจุบันในตอนนี้เกิดเหตุการณ์ที่กลับกัน เพราะจากโรคระบาดที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทำงานของคนไป ทำให้แม้แต่คนที่ชอบหาอะไรทำ ชอบสังสรรค์ หรือชอบทำงานล่วงเวลา ก็ยังปฏิเสธโอกาสที่จะได้รายได้เสริมจากการทำงาน
ไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พนักงานออฟฟิศ ตำแหน่งที่ปรึกษาการขาย คุณปั๊ก (นามสมมติ) ได้กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา การมีรายจ่ายที่ยังคงที่ พร้อมกับรายรับที่เพิ่มขึ้นได้ยาก และรายได้เพิ่มเติมบางส่วนหายไป เช่น พอจัดการกับเวลา รายรับ-รายจ่าย และการหาช่องทางเอาตัวรอดในช่วงโควิดได้ ทำให้พฤติกรรมและแนวคิดเปลี่ยนไป เพราะงานล่วงเวลาที่เคยทำก็ไม่สามารถทำได้แล้ว จนปัจจุบันเคยชินกับการทำงานรูปแบบเดิม และชีวิตที่ปรับตัวได้ ทำให้การทำงานอยู่บ้านนั้นเปลี่ยนมุมมองและความคิดของตัวเองเพิ่มยิ่งขึ้น
คุณปั๊ก นั้นพอใจกับการทำงานในรูปแบบ Hybrid Working มากขึ้นเพราะว่าได้มีเวลาเป็นของตัวเอง ไม่เสียค่าเดินทางเพิ่ม มีเงินเก็บในการใช้ชีวิต อีกทั้งเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ทำให้ปัจจุบันพฤติกรรมการทำงานหลังโรคระบาดของตนนั้นเปลี่ยนไป อยากกลับบ้านเร็วขึ้น งานล่วงเวลาที่นำกลับไปทำที่บ้านได้ และเคยชินกับชีวิตที่เปลี่ยนไปนี้แล้ว อีกทั้งยังเชื่อว่าคนเราสามารถหางานเพิ่มเติมได้มากกว่าการทำงานล่วงเวลา หรือสละเงินที่เสียไปหันมาใส่ใจครอบครัวเพิ่มขึ้น
...
จากบทสัมภาษณ์นี้ทำให้ทราบว่าคนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเรา เข้าสู่สังคมไทยยุคใหม่อย่างเต็มตัว การพลิกช่วงวิกฤตินี้เป็นโอกาส ทำให้คนได้เปลี่ยนมุมมองการทำงานแบบเดิมไปอย่างสิ้นเชิง
สถานการณ์ปัจจุบันการปรับตัวในสังคมยุคใหม่ การทำงานแบบ Hybrid Working ทำให้พนักงานประจำอย่างเราสามารถเลือกเวลาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีเวลามากขึ้น ที่อาจส่งผลกระทบที่ดีมากกว่าเสียในเรื่องของการจัดระเบียบชีวิตก็เป็นได้ ทั้งเรื่องของความเครียด การเบื่องาน และการเป็นคนไม่มีเวลาไปได้ ซึ่งก็ดูเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมมนุษย์ และประเทศไทย
ผู้ประกอบการ และเจ้าของธุรกิจ ก็เกิดการปรับตัว และเข้าใจในมุมการทำงานรูปแบบใหม่มากขึ้น ผ่อนปรนขึ้น การทำงานแนวใหม่ รวมทั้งการแก้ปัญหาข้อเสียข้างต้น และเตรียมการรับมือช่วงหลังโรคระบาดเป็นที่เรียบร้อย การทำงานแบบ Hybrid Working อาจจะตอบโจทย์สำหรับวัยรุ่น วัยทำงานของสังคมยุคใหม่ ที่ทำให้พฤติกรรมของมนุษย์เงินเดือนได้เปลี่ยนไปแล้วเรียบร้อย.
ข้อมูลเพิ่มเติม : wsj
...
ภาพ : istock