เทรนด์การท่องเที่ยวในปัจจุบัน นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยให้ความสนใจเรื่องการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้สร้างมาตรฐานการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเพื่อขับเคลื่อนภาคธุรกิจให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยพัฒนาตามแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน Sustainable Development Goals : SDGs ขององค์การสหประชาชาติ เช่นเดียวกับกลุ่มดุสิตธานีที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าพัฒนาให้ครอบคลุมทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ภายใต้โครงการ Tree of Life

คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มดุสิตธานี ได้ให้สัมภาษณ์กับทีมไลฟ์สไตล์ไทยรัฐออนไลน์ ถึงเรื่องแผนความยั่งยืนของเครือดุสิตในฐานะประธานคณะกรรมการด้านความยั่งยืนขององค์กรว่า เป้าหมายสำคัญของกลุ่มดุสิตธานี นอกจากจะดำเนินการบน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ สร้างความสมดุล สร้างการเติบโต และการกระจายความเสี่ยงแล้ว ยังมีเป้าหมายที่จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และเป็นความยั่งยืนที่สามารถส่งต่อไปยังทุกภาคส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้น พนักงาน คู่ค้า ลูกค้า สังคม รวมถึงชุมชน ด้วยการก้าวสู่การสร้างความยั่งยืนตามกรอบองค์การสหประชาชาติปี 2030 (United Nations Sustainable Development Goals : UN SDGs 2030)

โดยล่าสุด กลุ่มดุสิตธานี ได้ดำเนินนโยบายด้านความยั่งยืน ด้วยการเปิดตัวโปรแกรม “ทรี ออฟ ไลฟ์” (Tree of Life) ซึ่งจะครอบคลุมหน่วยงานของกลุ่มดุสิตทั้งหมด เริ่มจากโรงแรมและรีสอร์ตในเครือดุสิตทุกแห่งทั่วโลก รวมถึงโรงแรม 54 แห่งที่เปิดดำเนินงานอยู่ใน 19 ประเทศ ขณะที่หน่วยธุรกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจการศึกษา กลุ่มธุรกิจอาหาร ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการต้อนรับ จะเข้าร่วมโปรแกรมในเร็วๆ นี้

คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซีอีโอกลุ่มดุสิตธานี ยังพ่วงด้วยตำแหน่งประธานคณะกรรมการด้านความยั่งยืนขององค์กร ตั้งเป้าก้าวสู่การสร้างความยั่งยืนตามกรอบองค์การสหประชาชาติในปี 2030
คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซีอีโอกลุ่มดุสิตธานี ยังพ่วงด้วยตำแหน่งประธานคณะกรรมการด้านความยั่งยืนขององค์กร ตั้งเป้าก้าวสู่การสร้างความยั่งยืนตามกรอบองค์การสหประชาชาติในปี 2030

“โครงการ ทรี ออฟ ไลฟ์ (Tree of Life) จะตอบโจทย์ทุกส่วนที่เราทำอยู่ เรามีนโยบายอยู่ 31 เรื่องด้วยกัน ซึ่งใน 31 เรื่องจะมีตั้งแต่ระดับพื้นฐานอยู่ 8 เรื่อง ที่หากพนักงานสามารถทำได้ตามนี้ ก็ถือว่าเขาผ่านระดับที่ 1 ซึ่งเป็นเรื่องที่พนักงานทุกคนในเครือดุสิตต้องปฏิบัติ”

ทั้งนี้ โครงการ ทรี ออฟ ไลฟ์ (Tree of Life) แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ด้วยหลักเกณฑ์ทั้งหมด 31 ข้อ ที่ถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาความยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติที่ทางบริษัทฯ ได้คัดเลือกไว้ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกธุรกิจของกลุ่มดุสิตธานีมีการดำเนินงานอย่างยั่งยืน ครอบคลุมองค์ประกอบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)

สำหรับโปรแกรมระดับที่หนึ่งซึ่งถือเป็นภาคบังคับ ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบและแนวทางปฏิบัติสำหรับทุกหน่วยงาน ครอบคลุมเกณฑ์สำคัญ 8 ประการ ได้แก่

  1. การคุ้มครองสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
  2. การลดขยะจากอาหาร
  3. การลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง
  4. การแยกขยะอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มปริมาณการรีไซเคิล
  5. การส่งเสริมการอนุรักษ์และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  6. การจัดลำดับความสำคัญของพนักงานและสวัสดิภาพของลูกค้า ผ่านแนวทางปฏิบัติด้านการจัดการความปลอดภัยที่เข้มงวด
  7. การต่อต้านการค้ามนุษย์และการแสวงประโยชน์ทางเพศ
  8. ร่วมกันทำงานกับผู้นำชุมชนท้องถิ่นอย่างแข็งขัน เพื่อสนับสนุนโครงการหรือกิจกรรมที่สร้างประโยชน์ ที่สามารถประเมินค่าและวัดผลได้ให้กับชุมชนของกลุ่มดุสิตธานีในวงกว้าง

คุณศุภจี ได้ขยายความถึงเรื่องการคุ้มครองสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ซึ่งเป็นข้อแรกของหลักเกณฑ์ 8 ประการว่า ตั้งแต่ปี 2562 คณะกรรมการความยั่งยืนของดุสิตได้มีนโยบายไม่ให้มีสัตว์ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงอยู่ในเมนูของโรงแรมและรีสอร์ต ตลอดจนกลุ่มธุรกิจอื่นของดุสิตทั่วโลก โดยได้ระบุสัตว์ 8 ชนิดที่มีอยู่ในสภาวะเปราะบาง มีแนวโน้มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จากการประมงเกินขนาด หรือการประมงด้วยวิธีการที่สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม และได้ห้ามการจำหน่ายสัตว์เหล่านั้นในร้านอาหาร หรือใช้ในการประกอบอาหารของเครือดุสิต ซึ่งประกอบด้วย

หนึ่งใน 8 เกณฑ์ของโครงการทรี ออฟ ไลฟ์ คือการคุ้มครองสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธ์ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 8 ชนิด ที่เครือดุสิตธานีจะไม่นำมาจำหน่ายและไม่นำมาประกอบอาหาร
หนึ่งใน 8 เกณฑ์ของโครงการทรี ออฟ ไลฟ์ คือการคุ้มครองสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธ์ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 8 ชนิด ที่เครือดุสิตธานีจะไม่นำมาจำหน่ายและไม่นำมาประกอบอาหาร

  1. ฉลามและหูฉลาม (Shark & shark fin) จากทุกแหล่ง
  2. เต่าทะเลและไข่เต่า (Sea turtles and eggs) จากทุกแหล่ง
  3. ปลาบึก (Mekong Giant Catfish) จากทุกแหล่ง
  4. ปลาหิมะ (Chilean Sea Bass or Patagonian/Antarctic toothfish) จากทุกแหล่ง
  5. ปลาเก๋าแอตแลนติกยักษ์ หรือปลาหมอทะเล (Atlantic Goliath Grouper) จากการจับจากธรรมชาติ
  6. ปลาออเรนจ์รัฟฟี่ หรือปลาหัวเมือก (Orange Roughy) จากการจับจากธรรมชาติ
  7. ปลานกแก้ว (Parrotfish) จากทุกแหล่ง
  8. ปลานกขุนทองหัวโหนก (Napoleon/Humphead Wrasses) จากทุกแหล่ง

พร้อมกันนี้ เครือดุสิตยังร่วมลงนามกับองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อปกป้อง คุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์ทั่วโลกมากว่า 50 ปี เพื่อร่วมยุติการสนับสนุนและเสนอกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการนำช้างและสัตว์ป่าอื่นๆ มาใช้งานเพื่อความบันเทิง โดยเฉพาะกิจกรรมโชว์ช้าง ขี่ช้าง โชว์สัตว์ป่า ฯลฯ ตลอดจนวางแผนความร่วมมือเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสวัสดิภาพสัตว์ป่าในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้กับพนักงาน นักศึกษา และนักท่องเที่ยวในระยะยาว

ขณะเดียวกัน เรื่องการลดขยะจากอาหาร (Food Waste) นั้นเรียกได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่ของเครือดุสิต เพราะเป็นเรื่องที่บริหารจัดการได้ยาก แต่ก็ต้องทำให้เหลือน้อยที่สุด และนำไปใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว

เครื่องย่อยเศษอาหารให้เป็นปุ๋ย (Food Waste Composter) เป็นหนึ่งในวิธีลดมลภาวะจากขยะอาหารเหลือทิ้งที่เครือดุสิตธานีนำมาใช้บริหารจัดการในโรงแรมต่างๆ รวมถึงใช้ในโรงเรียนสอนทำอาหารด้วย
เครื่องย่อยเศษอาหารให้เป็นปุ๋ย (Food Waste Composter) เป็นหนึ่งในวิธีลดมลภาวะจากขยะอาหารเหลือทิ้งที่เครือดุสิตธานีนำมาใช้บริหารจัดการในโรงแรมต่างๆ รวมถึงใช้ในโรงเรียนสอนทำอาหารด้วย

โดยมีการติดตั้งเครื่องย่อยเศษอาหารให้เป็นปุ๋ย (Food Waste Composter) เพื่อช่วยลดมลภาวะจากขยะอาหารที่เหลือทิ้งให้กลายเป็นปุ๋ยแล้วนำไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้ ซึ่งปัจจุบันมีใช้ในโรงแรมบางแห่ง รวมถึงโรงเรียนสอนทำอาหารของเครือดุสิต รวมทั้งยังวางแผนบริหารจัดการด้านอาหารอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ปุ๋ยที่ได้จากเครื่องย่อยเศษอาหารให้เป็นปุ๋ย (Food Waste Composter) ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้อีก
ปุ๋ยที่ได้จากเครื่องย่อยเศษอาหารให้เป็นปุ๋ย (Food Waste Composter) ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้อีก

“ตอนนี้เรามีนโยบายให้ทีมอาหารมีหน้าที่ทำเครื่องปรุงกลาง เช่น เครื่องแกงมัสมั่น แกงเขียวหวาน น้ำจิ้มสะเต๊ะ หรือเครื่องผัดไทย แล้วก็ผลิตส่งให้โรงแรมต่างๆ ในเครือดุสิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งวิธีนี้ช่วยควบคุมทั้งในเรื่องของรสชาติ คุณภาพ ความสะอาด รวมถึงลดปริมาณขยะอาหารที่ก่อนหน้านี้แต่ละโรงแรมเคยแยกกันผลิตเครื่องปรุงอีกด้วย”

นอกจากนี้ยังเป็นพันธมิตรกับหลายโครงการ เช่น โครงการของสามพราน ที่ให้การสนับสนุนชาวไร่และเกษตรกร ในการปลูกพืชผักที่ไม่ใช้สารเคมี ซึ่งเครือดุสิตได้เข้าไปรับซื้อโดยตรง รวมทั้งยังทำงานร่วมกับมูลนิธิ Earth Safe ด้วยการซื้อผลิตภัณฑ์ที่ใช้ระบบออร์แกนิก และระบบนิเวศที่ไม่ใช้สารเคมี

“หลังจากที่เราไปสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่มีอยู่ เราก็ไปซื้อข้าวที่เป็นออร์แกนิกทั้งหมด ณ ปัจจุบันเราเป็นกลุ่มโรงแรมแรกในประเทศไทยที่ใช้ข้าวออร์แกนิก 100% และไม่ได้สั่งให้แขกรับประทานเท่านั้น พนักงานเราก็รับประทานข้าวที่เป็นออร์แกนิกด้วย เพราะเราถือว่าพนักงานเราก็ต้องมีสุขภาพที่ดี ถึงจะสามารถให้บริการลูกค้าที่ดีได้ด้วย”

กลุ่มโรงแรมในเครือดุสิตธานี ใช้ข้าวออร์แกนิก 100% เสิร์ฟให้กับลูกค้าและพนักงาน ซึ่งเป็นข้าวที่ได้มาจากเกษตรกรที่เครือดุสิตไปร่วมโครงการด้วย ภาพจาก กลุ่มดุสิตธานี
กลุ่มโรงแรมในเครือดุสิตธานี ใช้ข้าวออร์แกนิก 100% เสิร์ฟให้กับลูกค้าและพนักงาน ซึ่งเป็นข้าวที่ได้มาจากเกษตรกรที่เครือดุสิตไปร่วมโครงการด้วย ภาพจาก กลุ่มดุสิตธานี

ในส่วนของธุรกิจโรงเรียนสอนทำอาหารและการโรงแรมในเครือดุสิต ก็มีการนำเรื่องความยั่งยืนเข้ามามีส่วนร่วมในหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนเกิดความตระหนักรู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการโรงแรม เรื่องการทำอาหาร ถูกมาผสมผสานสอดแทรกในเนื้อหาทั้งหมด

เรื่องของการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ทุกโรงแรมในเครือดุสิตเลือกใช้วัสดุทดแทน เช่น แก้ว กระดาษ หรือวัสดุอื่นๆ ที่ใส่อาหารแทนการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้งทั้งหมด รวมถึงเรื่องของการแยกขยะ ที่ทุกโรงแรมต้องมีการแยกประเภทขยะอย่างชัดเจน เพื่อให้พนักงานมีความตระหนักรู้เรื่องการจัดการขยะที่ดี ไม่ให้กลายเป็นภาระ

ในส่วนเรื่องของการส่งเสริมการอนุรักษ์และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ บางโรงแรมได้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ทดแทนไฟฟ้า โดยร่วมมือหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน เพื่อเป็นตัวชี้วัดในเรื่องของการบริหารจัดการพลังงานในเครือดุสิต ว่าใช้พลังงานอย่างไรให้เหมาะสมที่สุด

“ตอนนี้เราก็เริ่มติดตั้ง solar energy ไปหลายโรงแรม อย่างที่มัลดีฟเป็นโรงแรมแรกๆ ที่ทำมานานแล้ว เพราะอยู่บนเกาะเดี่ยว จึงต้องบริหารจัดการพลังงานด้วยตัวเอง ผลิตน้ำเอง ผลิตไฟเอง รวมถึงโรงแรมขนาดใหญ่ที่เป็นรีสอร์ต อย่างเช่น หัวหิน พัทยา ภูเก็ต เหล่านี้ต้องทำอยู่ แล้วก็ขยายไปที่โรงแรมอื่นด้วย”

โรงแรมและรีสอร์ตในเครือดุสิตธานีบางแห่งมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ทดแทนพลังงานไฟฟ้า ภาพจาก กลุ่มดุสิตธานี
โรงแรมและรีสอร์ตในเครือดุสิตธานีบางแห่งมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ทดแทนพลังงานไฟฟ้า ภาพจาก กลุ่มดุสิตธานี

ทั้งนี้ โรงแรมและหน่วยธุรกิจของกลุ่มดุสิตธานี จะได้รับใบไม้แห่ง “ทรี ออฟ ไลฟ์” (Tree of Life) เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้ลูกค้าและคู่ค้า รับทราบความสำเร็จของการดำเนินงานความยั่งยืนของแต่ละหน่วยงาน โดยระดับที่ 1 จะต้องผ่านเกณฑ์ภาคบังคับ 8 ข้อ ส่วนระดับที่ 2 คือ ผ่านเกณฑ์ระดับ 1 และผ่านเกณฑ์อีก 18 ข้อ ในขณะที่ระดับ 3 ต้องผ่านระดับ 2 และผ่านเกณฑ์อีก 23 ข้อ และระดับที่ 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด จะต้องผ่านระดับ 3 และผ่านเกณฑ์ 28 ข้อ

“การดำเนินโครงการ Tree of Life ของกลุ่มดุสิตธานี ไม่เพียงแต่เป็นการเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงคุณค่าที่หยั่งรากลึกขององค์กร ที่แน่วแน่และมุ่งมั่นในด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม และการปฏิบัติด้านธรรมาภิบาล เราต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั่วโลก และสร้างผลกระทบเชิงบวกและยั่งยืนต่อชุมชนที่เราดำเนินงาน โครงการนี้จะช่วยผลักดันให้โรงแรมหรือธุรกิจของเราทำงานอย่างกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อม ส่งมอบความเป็นอยู่ที่ดีให้ลูกค้าและพนักงาน รวมถึงสร้างความแตกต่างที่มีคุณค่าให้กับโลก” คุณศุภจี กล่าว

โครงการ “ทรี ออฟ ไลฟ์” (Tree of Life) จะได้รับการดูแลติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานตามข้อกำหนด รวมถึงให้คำแนะนำในสิ่งที่ต้องปรับปรุง โดยคณะกรรมการเพื่อความยั่งยืนของกลุ่มดุสิตธานี เพื่อให้โครงการมีความคืบหน้า นอกจากนี้ คณะกรรมการความยั่งยืนจะกำหนดแผนพัฒนาเชิงรุก ออกนโยบายและขั้นตอนใหม่ๆ เพื่อให้โครงการเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับมาตรฐานของโลก รวมถึงแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด

กลยุทธ์ของกลุ่มดุสิตธานีสำหรับธุรกิจที่ยั่งยืนนั้น สอดคล้องกับ 4 แกนหลักของการให้บริการแบบดุสิต หรือ Dusit Graciousness ซึ่งประกอบด้วย

  • การบริการที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า (Service)
  • การบริการที่ตอบสนองการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาวะที่ดีทั้งกายและใจ (Well-being)
  • การบริการที่เข้าถึงและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชุมชนและคนรอบข้าง (Locality)
  • การบริการที่ยั่งยืน โดยคำนึงถึงสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม (Sustainability)

ซึ่งทั้งโครงการ “ทรี ออฟ ไลฟ์” (Tree of Life) และกลยุทธ์ทั้ง 4 แกนหลักของกลุ่มดุสิตธานี สอดคล้องกับเป้าหมายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของ ททท. (Sustainable Tourism Goals : STGs) ที่มีเป้าหมายในการดำเนินการทั้งหมด 17 เป้าหมาย ที่สะท้อนความยั่งยืนในมิติต่างๆ 4 มิติ คือ มิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล

ภาพ : เอกลักษณ์ ไม่น้อย, กลุ่มดุสิตธานี