มะเร็งตับ กลายเป็นคำที่กำลังถูกค้นหามาหลายชั่วโมง หลังจากที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ออกมาเปิดเผยอาการมะเร็งตับล่าสุดของตัวเองว่า เป็นมะเร็งตับระยะที่ 3 กำลังเข้าสู่อาการมะเร็งตับระยะที่ 4 โดยมีการทำคีโมรักษาอาการมะเร็งมาแล้วระยะหนึ่ง
สาเหตุของการเกิดมะเร็งตับ มีสาเหตุหลักคือ เกิดกับตับโดยตรง ที่มาจากปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เช่น ผู้ป่วยเคยเป็นโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี เป็นพยาธิใบไม้ในตับ หรือร่างกายเคยได้รับ และสะสมสารเคมี อย่างยาฆ่าแมลง ยารักษาโรคบางชนิด การรับสารพิษที่เกิดจากเชื้อรา สารเคมีจากอาหารหมักดอง การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมไปถึงพันธุกรรมเสี่ยง นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุที่มะเร็งลุกลามจากอวัยวะอื่นมายังตับ
อาการมะเร็งตับ 5 ระยะ
อาการของผู้ป่วยมะเร็งตับ ในระยะแรกไม่มีอาการผิดปกติ แต่เมื่อมีก่อนมะเร็งใหญ่ขึ้น จะมีอาการน่าสงสัย และควรรีบพบแพทย์ ดังนี้
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- อ่อนเพลีย มีไข้ต่ำ
- คลื่นไส้ อาเจียน
- แน่นท้อง ท้องผูก ท้องโต
- ขาบวม
- ปวดหรือเสียดชายโครงด้านขวา ซึ่งมักคลำพบก้อนได้จากอาการตับโต
- คลำพบก้อนที่ชายโครงด้านซ้ายจากอาการม้ามโต
- ตัวเหลือง ตาเหลือง
สำหรับอาการของมะเร็งตับนั้นมี 5 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 : ก้อนเนื้อมะเร็งมีขนาดเล็กเพียงก้อนเดียว ไม่เกิน 2 เซนติเมตร
ระยะที่ 2 : ก้อนเนื้อมะเร็งเพียงก้อนเดียว หรือมีก้อนเนื้อไม่เกิน 3 ก้อน ขนาดเล็กกว่า 3 เซนติเมตร
...
ระยะที่ 3 : ก้อนเนื้อมะเร็งหลายก้อน ขนาดโตกว่ามะเร็งระยะที่ 2
ระยะที่ 4 : ก้อนเนื้อมะเร็งโตมาก หรือมีการลุกลามเข้าเนื้อเยื่อข้างเคียงตับ หรือเข้าหลอดเลือดดำในท้อง หรือไปยังต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้ตับ หรือแพร่กระจายตามกระแสเลือดเข้าสู่ตับกลีบอื่นๆ รวมถึงลามไปสู่อวัยวะอื่นๆ
ระยะที่ 5 : เป็นระยะที่ผู้ป่วยมีสุขภาพทรุดโทรมมาก นอนติดเตียงเป็นส่วนใหญ่ ตับอาจทำงานแย่ลงมาก
การตรวจวินิจฉัยอาการมะเร็งตับ
สำหรับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับหรือไม่ ทำได้โดยตรวจเลือด หาระดับสารสารอัลฟ่าฟีโตโปรตีน (AFP) ซึ่งจะพบสูงในผู้ป่วยมะเร็งตับ และการทำอัลตราซาวด์ การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ การตรวจเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือตรวจโดยใช้การฉีดสารทึบแสงร่วมด้วยเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย
ส่วนการรักษามะเร็งตับนั้น ทำได้หลายวิธี เช่น ผู้ที่ก้อนมะเร็งไม่โตมาก ไม่มีภาวะตับแข็ง การทำงานของตับยังดี สามารถผ่าตัดออก การฉีดยาเคมีให้ก้อนมะเร็งยุบ การใช้คลื่นเสียงสะท้อน การใช้ยาเคมีบำบัด การฉายแสง หรือการใช้วิธีผสมผสานหลายวิธี
ทั้งนี้หากพบความผิดปกติ หรือสงสัยว่ามีอาการเสี่ยงหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อความชัดเจนในอาการและการรักษาที่ถูกต้องต่อไป