สยามพิวรรธน์ หนึ่งในผู้นำธุรกิจค้าปลีกและโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย ตั้งเป้าเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) ด้วยการเชื่อมโยงคน สิ่งแวดล้อม และธุรกิจเข้าด้วยกันภายใต้กลยุทธ์ Above the Ocean

ตลอด 64 ปีที่ผ่านมา สยามพิวรรธน์เป็นผู้นำในการสร้างโครงการระดับโลกให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ในขณะเดียวกันยังเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกพื้นที่ที่ได้เข้าไปดำเนินการ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนผู้คน ชุมชน สังคม และการดูแลสิ่งแวดล้อม

"ในวันนี้ สยามพิวรรธน์ ดำเนินธุรกิจและบริหารโครงการต่างๆ ภายใต้กลยุทธ์ Above the Ocean ด้วยการดำเนินธุรกิจที่ปราศจากคู่แข่งแต่เปี่ยมไปด้วยพันธมิตร สร้างอีโคซิสเต็ม (Ecosystem) เพื่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าและการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในระบบนิเวศของคนที่มีวิสัยทัศน์เดียวกัน อีกทั้งพัฒนาศักยภาพของบุคลากรภายในองค์กรเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนมิติแห่งความยั่งยืนจากรุ่นสู่รุ่น" สุทธิรัตน์ ภาณววัฒน์ ผู้บริหารสายงาน Corporate Communiation and Branding บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าว

กลยุทธ์ Above the Ocean ของสยามพิวรรธน์ประกอบด้วย

  1. แบ่งปันประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วม (Sharing Economy) โดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อธุรกิจและสังคม (Business Impact and Social Impact)
  2. ผนึกกำลังกับพันธมิตร (Co-Creation) สร้างประสบการณ์เหนือความคาดหมาย ทั้ง Physical Platform และ Digital Platform เพื่อขยายสู่การรองรับพลเมืองโลก (Global Citizen)
  3. ร่วมมือเพื่อเติบโตไปด้วยกัน (Collaboration To Win) โดยสร้างระบบนิเวศแห่งความสำเร็จร่วมกับพันธมิตรจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม
  4. สร้างความมั่นคงและยั่งยืนสำหรับทุกภาคส่วน (Sustainability for All) ทั้งกับผู้คน ชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ สร้างนิยามและบุกเบิกธุรกิจใหม่ทั้งในรูปแบบ สินค้า บริการ และแพลตฟอร์มส่งเสริมให้เกิดโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูและส่งต่อโลกที่น่าอยู่ให้กับคนรุ่นหลังสืบต่อไป

...

“Above the ocean เป็นกลยุทธ์ ที่ทำให้เราพัฒนาจาก หนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ ไปสู่องค์กรที่พร้อมสำหรับอนาคต ที่จะสามารถเชื่อมธุรกิจ ผู้คน และโลก (Prosperity : People : Planet) เป็นหนึ่งเดียว ด้วยการสร้างอีโคซิสเต็มที่ทุกฝ่ายในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ได้รับประโยชน์ และเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน” 

สุทธิรัตน์ ภาณววัฒน์ ผู้บริหารสายงาน Corporate Communiation and Branding บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด
สุทธิรัตน์ ภาณววัฒน์ ผู้บริหารสายงาน Corporate Communiation and Branding บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด

ตัวอย่างการปรับตัวให้ ธุรกิจ ผู้คน และโลก (Prosperity : People : Planet) เชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวกันของสยามพิวรรธน์มีหลายโครงการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น

1. ด้านสิ่งแวดล้อม

หรือการฟื้นฟูโลก (Planet) เป้าหมายคือ เป็นแพลตฟอร์มของการฟื้นฟู (Regeneration Hub) ด้วยการบริหารจัดการพลังงานและจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพที่ช่วยทำให้ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น โครงการโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นพลังงานหมุนเวียนทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งไม่มีต้นทุนของเชื้อเพลิง และเป็นพลังงานสะอาด

สยามพิวรรธน์มีโครงการโซลาร์รูฟท็อป เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
สยามพิวรรธน์มีโครงการโซลาร์รูฟท็อป เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

โครงการ Siam Piwat 360° Waste Journey to Zero Waste ส่งเสริมให้คนไทยจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2564 ด้วยจุดบริการรับขยะ (Recycle Collection Center : RCC) ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร นำขยะที่ทำความสะอาด และคัดแยกแล้วส่งต่อเข้ากระบวนการรีไซเคิล เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ หรือนำมาเข้าสู่กระบวนการอัพไซเคิล เพื่อเพิ่มมูลค่า โดยส่วนหนึ่งยังกลับมาวางจำหน่ายบนพื้นที่สำหรับสินค้ารักษ์โลก “อีโคโทเปีย” (ECOTOPIA) ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เกิดจากความมุ่งมั่นในการสร้างชุมชนเมืองแห่งคนรักษ์โลก ที่ทำให้คำว่า "Eco" เป็นอะไรที่เข้าถึงง่ายและเป็นเรื่องใกล้ตัว

...

อีโคโทเปีย พื้นที่จำหน่ายสินค้ารักษ์โลกของสยามพิวรรธน์ ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบันได้การตอบรับที่ดีจากลูกค้าหลายกลุ่มโดยเฉพาะ Gen Z และมียอดขายเติบโตขึ้นทุกปี
อีโคโทเปีย พื้นที่จำหน่ายสินค้ารักษ์โลกของสยามพิวรรธน์ ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบันได้การตอบรับที่ดีจากลูกค้าหลายกลุ่มโดยเฉพาะ Gen Z และมียอดขายเติบโตขึ้นทุกปี

“กลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่เริ่มตระหนักในการใช้ชีวิตที่เขาคำนึงถึงธรรมชาติ มีความต้องการเลือกใช้สิ่งของหรือผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่ไม่ทำลาย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีช่องทางที่น้อยและไม่มีตัวเลือกมากนัก ดังนั้น สยามพิวรรธน์ จึงสร้างแพลตฟอร์มให้เป็นพื้นที่ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ต้องการมีสุขภาพดี และดูแลสิ่งแวดล้อมที่ดีไปด้วยกัน เราจึงร่วมมือกับ Eco-creator และผู้ประกอบการรายย่อย รังสรรค์ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก มากกว่า 210 แบรนด์ กับ 8 ไฮไลต์โซน บนพื้นที่กว่า 500 ตารางเมตร ชั้น 1 สยามดิสคัฟเวอรี่ เริ่มตั้งแต่สินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สินค้าที่สามารถนำบรรจุภัณฑ์มารีฟิล (Refill) เพื่อช่วยลดขยะให้กับโลกได้ อาหารเพื่อสุขภาพที่คัดเลือกวัตถุดิบออร์แกนิกจากธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ที่ถูกนำมารีไซเคิลใหม่ จนไปถึงงานฝีมือและภูมิปัญญาชาวบ้านที่สร้างสรรค์จากวัตถุดิบธรรมชาติเพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนและชาวบ้าน เชิญชวนให้ทุกคนหันมาเริ่มเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและสร้างปรากฏการณ์รักษ์โลกไปด้วยกัน ด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างเป็นรูปธรรม”

...

ตั้งแต่ปี 2560 ที่เปิดให้บริการมาจนถึงปัจจุบัน ได้กระแสตอบรับที่ดี เพราะคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและคิดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว และมองว่าตนเองเริ่มได้รับผลกระทบในชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะคน Generation Z ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายของอีโคโทเปียมากที่สุด เพราะพวกเขาได้เห็นถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมมาตลอดช่วงอายุตั้งแต่เติบโตมา

"ที่ผ่านมาอีโคโทเปียสามารถขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้น มียอดขายที่โตเพิ่มขึ้นทุกปี ต้องบอกว่าเราเองในฐานะของผู้ขายสินค้ารักษ์โลกที่ถูกจัดอันดับเป็นหนึ่งใน 20 ร้านค้าปลีกที่เยี่ยมยอดที่สุดของเอเชีย จาก Inside Retail สื่อธุรกิจรีเทลชั้นนำของเอเชีย ก็ต้องเรียนรู้เทรนด์ เข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคให้มากขึ้น ขณะเดียวกันในมุมของลูกค้าเองก็หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมและเรียนรู้ถึงการใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วยเช่นกัน"

โครงการ Siam Piwat 360° Waste Journey to Zero Waste ส่งเสริมให้คนไทยจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยจุดบริการรับขยะ ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร
โครงการ Siam Piwat 360° Waste Journey to Zero Waste ส่งเสริมให้คนไทยจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยจุดบริการรับขยะ ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร

...

ต่อมาในปี 2565 สยามพิวรรธน์ ขยายผลโดยใช้สถานที่ของเราเป็นศูนย์กลางสร้างการมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้ลูกค้าและประชาชนที่นำขยะมาฝากไว้จุดบริการ RCC สามารถแลกเปลี่ยนเป็น VIZ coins ผ่าน ONESIAM Application ช่วยส่งเสริมให้ผู้คนร่วมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการคัดแยกขยะ ด้วยประสบการณ์ในการเปลี่ยนขยะจากสิ่งที่ไม่มีมูลค่าให้มีคุณค่า และใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

เปิดโอกาสให้ลูกค้าและประชาชนที่นำขยะมาฝากไว้จุดบริการ RCC สามารถแลกเปลี่ยนเป็น VIZ coins ผ่าน ONESIAM Application เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนร่วมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการคัดแยกขยะ
เปิดโอกาสให้ลูกค้าและประชาชนที่นำขยะมาฝากไว้จุดบริการ RCC สามารถแลกเปลี่ยนเป็น VIZ coins ผ่าน ONESIAM Application เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนร่วมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการคัดแยกขยะ

กิจกรรมทั้งหมดนี้ช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับ 18,309 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ถึง 1,064,466 ต้น (ผลการดำเนินงาน ปี 2558 - 2565)

2. ในส่วนของผู้คน (People)

สยามพิวรรธน์มุ่งเป้าในการสร้างแพลตฟอร์มของการเติบโตที่ดีและมีประสิทธิภาพ ที่ส่งเสริมให้ผู้คนที่มีส่วนร่วมกับสยามพิวรรธน์ได้เติบโต และประสบความสำเร็จไปพร้อมๆ กับเรา ที่ผ่านมา สยามพิวรรธน์ สร้างแบรนด์ที่สนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ให้พัฒนาศักยภาพครบรอบด้านมาโดยตลอด โดยร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรในระดับผู้นำธุรกิจที่แข็งแกร่งของสยามพิวรรธน์ ช่วยเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และช่องทางการตลาด ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับนโยบายด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (Diversity, Equality & Inclusion) โดยคำนึงและใส่ใจต่อผู้คนที่มีความหลากหลายในทุกด้าน อาทิ เพศ เชื้อชาติ สุขภาพ

สยามพิวรรธน์ให้ความสำคัญกับนโยบายด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม  โดยคำนึงและใส่ใจต่อผู้คนที่มีความหลากหลายในทุกด้าน อาทิ เพศ เชื้อชาติ สุขภาพ
สยามพิวรรธน์ให้ความสำคัญกับนโยบายด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม โดยคำนึงและใส่ใจต่อผู้คนที่มีความหลากหลายในทุกด้าน อาทิ เพศ เชื้อชาติ สุขภาพ

“เป้าหมายในการทำธุรกิจของสยามพิวรรธน์มิใช่เพื่อเรื่องผลตอบแทนเท่านั้น แต่เราต้องสร้างพันธมิตรที่ยาวนาน เราเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างความสำเร็จให้กับคู่ค้าและพันธมิตร ด้วยกลยุทธ์และพันธสัญญาทั้งสิ้นนี้ ส่งผลให้ 7 ปีที่ผ่านมา สยามพิวรรธน์สามารถสร้างยอดขายเติบโตขึ้น 5 เท่า บริษัทย่อยของเราเติบโตจาก 32 บริษัทขึ้นมาเป็น 48 บริษัท ได้รับความไว้วางใจจากพันธมิตร คู่ค้า และแบรนด์ดังระดับโลกมาอย่างต่อเนื่อง ผลประกอบการของทั้งกลุ่มเติบโตภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้คลี่คลายลง”