คุยกับ Jacky Tsai (แจ็คกี้ ไซ) เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะร่วมสมัย ที่เชื่อมโยงคนทุกวัฒนธรรมมารวมกันในผลงานนิทรรศการที่ MOCA BANGKOK พร้อมมองแนวโน้มอนาคตของงานศิลปะ และศิลปินในอนาคต

Jacky Tsai (แจ็คกี้ ไซ) เป็นศิลปินมัลติมีเดียชาวจีน ซึ่งอาศัยอยู่ในลอนดอน มีผลงานศิลปะมากมาย รวมถึงงาน NFTs แบบเรียลไทม์บนแพลตฟอร์มดิจิทัล ด้วยผลงานการผสมผสานอุดมการณ์จากโลกตะวันออก และลวดลายของป็อปอาร์ต (Pop Artist) จากโลกตะวันตก คงเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในการสร้างงานศิลปะโดยการเล่าเรื่อง เสียดสี บวกกับความจรรโลงใจ กับทัศนคติงานที่สื่อสารง่ายไม่ซับซ้อน เข้าถึงงานศิลปะได้ทุกเจเนอเรชัน

ทำไมถึงต้องเป็นที่ MOCA BANGKOK ประเทศไทย

งานศิลปะของไทย และประเทศจีน ได้รับวัฒนธรรมที่มีความสอดคล้องกัน การมาจัดแสดงผลงานที่เมืองไทยเป็นเป้าหมายสำคัญที่อยากให้คนไทยได้รู้จัก พร้อมทั้งการนำเสนอ Future Art และ Digital Art ร่วมสมัยใหม่ มิติใหม่ๆ และความเป็นตัวตนของแจ็คกี้ ไซ

แจ็คกี้ ไซ กล่าวสั้นๆ “เดินทางง่าย เส้นทางการบินเยอะ ไม่ต้องต่อเครื่อง” พร้อมรอยยิ้มเล็กๆ และเสริมว่า “จริงๆ แล้วผมชื่นชอบงานศิลปะ ประติมากรรม วัฒนธรรม หลายๆ อย่างในประเทศไทย และมีเอกลักษณ์ศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจ ซึ่งคล้ายกับผลงานของตัวเองที่เป็นงานร่วมสมัยอยู่แล้ว ที่สอดคล้องกับศิลปะความเป็นไทยร่วมสมัย เลยเชื่อว่าคนไทยน่าจะชอบผลงานเหล่านี้”

โดยงานนิทรรศการที่จัดนั้นจะมีอยู่ทั้งหมด 4 เมืองด้วยกัน คือ เมืองเฉิงตู กรุงเทพฯ โซล เซินเจิ้น ตามลำดับ โดยทุกประเทศจะมีผลงานเอกลักษณ์จาก แจ็คกี้ ไซ ที่เป็นไฮไลต์มาจัดแสดงให้แตกต่างกันออกไปตามเอกลักษณ์ของประเทศ และเมืองนั้นๆ ซึ่งที่ MOCA BANGKOK ก็มีงานระดับมาสเตอร์พีซเฉพาะประเทศไทยมาจัดแสดงโชว์อยู่ในงานเช่นเดียวกัน

"Bangkok Skull" งานระดับมาสเตอร์พีซ ที่สร้างเพื่อคนไทย

ภายในงานได้นำผลงานของ แจ็คกี้ ไซ ที่สร้างสรรค์มาเพื่อนำเสนอในพิพิธภัณฑ์ MOCA BANGKOK โดยเฉพาะ และเป็นงานศิลปะที่จัดแสดงในประเทศไทยที่เดียว ที่นำเอกลักษณ์ในผลงานของตัวเองอย่างหัวกะโหลกมาผสมความเป็นไทยให้ดูงดงาม 

หัวกะโหลก ที่เป็นลายเซ็นของแจ็คกี้ ไซ เชื่อว่าคนทั่วไปจะคิดว่าหัวกะโหลกเป็นสัญลักษณ์ในเชิงลบ ที่มีความหมายน่ากลัว แต่แจ็คกี้อยากนำมาดัดแปลง สื่อความหมายใหม่ นำเสนอในรูปแบบผลงานที่แตกต่างออกไป

โดยสื่อความหมายของงานหัวกะโหลกนี้ถึง ‘ความหวัง’ ซึ่งในนี้จะมีความสวยงาม แสดงถึงเป็นกระบวนการการเกิดใหม่ และการก้าวข้ามความกลัวที่มีในใจไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่า ตามชื่องานนิทรรศการอย่าง “Reincarnation”

ความหมายของหัวกะโหลกลายไทย คือ ถ้ามองเผินๆ จะดูเป็นหัวกะโหลกที่มีลวดลายธรรมดา แต่รายละเอียดข้างในจะใช้ลายเส้น และการลงรักปิดทองให้มีความเป็นไทย เหมือนงานศิลปะ Mirror Art ที่อยู่ในผนังวัดต่างๆ และถ้ามองลงลึกไปในลวดลายจะมีความเป็นไทยทั้งหมด โดยการบอกเล่าเรื่องราวผ่านตัวละครตามวรรณกรรม นิยาย หรือสัตว์ในวรรณคดี เข้ามาเป็งองค์ประกอบทั้งหมด

ด้วยความที่ แจ็คกี้ ไซ เป็นคนจีน การสร้างผลงานชิ้นนี้จำเป็นต้องใช้เวลานานกว่า 3 เดือน ในการรวบรวมข้อมูล เก็บรายละเอียดให้ถูกต้อง และมีทีมโปรดักชันเพื่อช่วยสร้างสรรค์งานชิ้นนี้ขึ้นมา

แจ็คกี้ ไซ จากศิลปินโนเนม สู่การเป็นที่รู้จักในวงการ

จุดผันผวนในชีวิตที่นอกจากศิลปะที่มีความร่วมสมัยน่าตื่นตาตื่นใจ และดูง่าย สื่อสารชัดเจนแล้ว ศิลปะเหล่านี้ยังถูกใจศิลปินดังชาวไต้หวันอย่าง โจว เจี๋ยหลุน หรือ เจโชว (Jay Chou) ซึ่งเป็นนักสะสมผลงานคนสำคัญของ แจ็คกี้ ไซ จนได้ทำงานร่วมกันในการสร้างผลงาน Commission Art (งานที่ผู้สะสมว่าจ้างให้ศิลปินสร้างผลงานของให้แก่ตนเอง) จึงเป็นที่มาของผลงานที่ชื่อว่า Parody of Jay’s Music (The Collection of Jay Chou) งานที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการลงรักปิดทองของไทย และ Mirror Art ที่มีความเป็นเอเชีย รวมถึง Comic Art ที่ผสมผสานอยู่ในผลงาน เป็นความเก่าและใหม่ที่อยู่ด้วยกันอย่างลงตัว

ผลงานนี้ใช้เวลาประมาณ 1 ปีเต็ม ในการสื่อสารเรื่องราวในชีวิตต่างๆ ของเจโชว เพื่อบันทึก และนำมาแชร์ให้กับ แจ็คกี้ ไซ เพื่อใช้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะชิ้นนี้ออกมา โดยงานชิ้นนี้ได้รับอนุญาตให้นำมาจัดแสดงในนิทรรศการนี้ด้วย

งานศิลปะบนรถไฟ ‘Tiger Express’ หนึ่งในผลงานของ แจ็คกี้ ไซ สู่สายตาคนไทย

Tiger Express คือ ผลงานศิลปะสำคัญอีกหนึ่งชิ้นของ แจ็คกี้ ไซ ที่มีเอกลักษณ์ศิลปะที่โดดเด่น และเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ พร้อมลวดลายงานศิลปะลายเสือโคร่ง ที่มีลายเส้นสูงขนาด 3.20 เมตร ที่ถูกจัดทำขึ้นเป็นพิเศษเมื่อปี 2562 ภายใต้ความร่วมมือกับองค์การด้านการอนุรักษ์ระดับโลก “Save Wild Tigers” โดยจัดแสดงครั้งแรกบนตู้รถไฟสองโบกี้ของขบวนรถไฟสุดหรูสาย Eastern & Oriental Express, A Belmond Train ในเส้นทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีเส้นทางในเมืองไทย นับเป็นผลงานที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้และระดมทุนให้กับโครงการอนุรักษ์เสือโคร่งของเอเชียที่ใกล้จะสูญพันธุ์ในขั้นวิกฤติ

โดยผลงานชิ้นนี้เป็นชิ้นงาน Mock Up เสมือนจริง เพื่อมานำเสนอในงานนิทรรศการนี้โดยเฉพาะ เป็นการนำผลงานที่ภาคภูมิใจ ปลุกให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง งานศิลปะที่ไม่ใช่แค่เพียงมองด้วยตา แต่สามารถเข้าไปใช้บริการ เสมือนการเข้าไปอยู่ในงานศิลปะนี้จริงๆ โดยงานชิ้นนี้จะตั้งอยู่ด้านหน้า พิพิธภัณฑ์ MOCA BANGKOK

ความคิดเห็นต่องานศิลปะในประเทศไทย 

แจ็คกี้ ไซ มองโลกศิลปะในประเทศไทยว่า คนไทยมีความทันสมัย เปิดกว้างทางความคิดในการเสพผลงานในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ได้ตัดสินและถกเถียงกันมากนัก คนไทยยอมรับศิลปะที่มีความแตกต่าง ทั้งเรื่องความคิด เพศ วัฒนธรรม ที่สามารถยืดหยุ่นได้ และดีต่อศิลปิน 

พลังบวกที่ดีต่อศิลปิน คือ ความอิสระในการสร้างผลงาน ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีศิลปิน และงานศิลปะดีๆ ที่เยอะมาก หลังจากได้มาชมที่ MOCA BANGKOK กลับพบว่ารายละเอียด ฝีมือ และการสื่อความหมายของงานศิลปะมีความน่าสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะงาน Traditional Art ที่คนไทยทำ มีความสอดคล้องกับผลงานของแจ็คกี้ ไซ ทำให้ได้เปิดหู เปิดตา และได้ไอเดียในสร้างสรรค์ผลงานในอนาคตของตัวแจ็คกี้ ไซ กลับไปจากประเทศไทย

อนาคตงานศิลปะทั่วโลก

งานศิลปะไม่มีขอบเขต และอนาคตงานศิลปะทั่วโลกจะมีความทวิตช์ร่วมสมัย และโมเดิร์นเพิ่มมากขึ้น ศิลปินจะใช้ความอิสระ ความหลากหลายจากวัฒนธรรม ถ่ายทอดลงบนรูปแบบงานศิลปะในหลายๆ แขนง ให้ได้เห็นกันเยอะขึ้น และอย่าลืมศิลปะดิจิทัล NFT ก็มีส่วนสำคัญต่ออนาคตเช่นกัน

รวมถึงความแตกต่างจากหลากหลายวัฒนธรรมจะมาอยู่ในชิ้นงานเดียวกันได้อย่างมีมิติ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าตื่นเต้นที่จะได้เห็นงานศิลปะจากศิลปินทุกคน และคนไทย รวมทั้งตัว แจ็คกี้ ไซ เองก็จะนำแนวคิดนี้มาพัฒนางานของตัวต่อยอดให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ตามยุคสมัย

ความคาดหวังต่อผู้ชมงานศิลปะในนิทรรศการ Reincarnation ครั้งนี้

แจ็คกี้ ไซ ให้คำตอบว่า “ถ้ามองย้อนกลับไปในสมัยก่อนที่เพิ่งเป็นศิลปิน ก็มักจะมีความคาดหวังให้คนดูเข้าใจ ชื่นชม และชื่นชอบในผลงานของตัวเอง” พร้อมปิดท้ายว่า “พอมองย้อนกลับไปก็น่าตลกดี ซึ่งในปัจจุบันได้เปลี่ยนความคิดแล้ว ตอนนี้แค่อยากให้ผู้ชมศิลปะได้คิด วิเคราะห์ และวิจารณ์งานศิลปะได้ด้วยตนเอง ชมงานศิลปะด้วยประสบการณ์จากหัวใจ และสนุกไปในความคิดของตนเอง หาคำตอบได้ด้วยตัวเอง เพราะนั่นคือความสุขของการได้ชมงานศิลปะที่แท้จริง”

ชวนรู้จักตัวตนของ ‘แจ็คกี้ ไซ’ ให้มากขึ้น ในงานนิทรรศการ “Reincarnation” นิทรรศการที่ตั้งคำถามชวนให้คุณขบคิด การเสื่อมสลายจะเป็นสิ่งที่สวยงามได้อย่างไร การเกิดใหม่มีความหมายอย่างไรในบริบทของสังคมร่วมสมัย การกระตุ้นต่อมความคิดนี้เป็นการรวบรวมสาระสําคัญของช่วงเวลาที่หายไป ให้เข้ากับความปรารถนาอันสูงสุดสู่การมีชีวิตที่สวยงามและปกติในวันข้างหน้า ซึ่งสะท้อนถึงช่วงของการเกิดการระบาดของโรคโควิดและชีวิตหลังโรคโควิด ผ่านการจัดแสดงสุดยอดผลงานถึง 36 ชิ้น ของ “Jacky Tsai” ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK) เป็นครั้งแรก

ผลงานศิลปะที่ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ของ “Jacky Tsai” เป็นการแสดงออกผ่านงานศิลปะอันหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ งานจิตรกรรม งานประติมากรรม งานอาร์ตอินสตอลเลชันอาร์ต งานภาพพิมพ์แบบสกรีน งานแกะสลักแลคเกอร์ งานเย็บปัก งานแกะสลักไม้ และดิจิทัล NFTs เป็นการผสมผสานงานศิลปะและวรรณกรรมของโลกตะวันออกแบบดั้งเดิมเข้ากับมโนภาพจากป๊อปคัลเจอร์ของโลกฝั่งตะวันตก เช่น การหยิบฮีโร่ในหนังสือคอร์มิกมาบอกเล่าเรื่องราวผ่านงานศิลปะของเขาอย่างลึกซึ้ง รวมถึงการเล่าเรื่องที่มีความหมายซ่อนเร้นเกี่ยวกับตํานานของจีนในอดีต หรือเป็นการแสดงเรื่องราวในจินตนาการของเขาเองอย่างแยบยล

นิทรรศการ “Reincarnation” จะเปิดให้ประชาชนผู้สนใจเข้าชมได้จนถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2566 ที่ MOCA BANGKOK สามารถซื้อบัตรเข้าชมนิทรรศการ “Reincarnation” ได้ที่จุดขายบัตรพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK) บัตรสำหรับผู้ใหญ่ราคา 250 บาท บัตรสำหรับนักเรียน/นักศึกษา ราคา 200 บาท และบัตรสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี 100 บาท (เด็กส่วนสูงไม่เกิน 90 ซม. ไม่มีค่าใช้จ่าย) สามารถสอบถามอัตราค่าเข้าชมนิทรรศที่จุดขายบัตร.