ซีเซียม-137 กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่มีการตรวจพบว่าวัสดุดังกล่าวที่หายไปได้ถูกหลอมไปแล้ว ซึ่งอันตรายจากสารกัมมันตรังสีจะส่งผลต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง
ซีเซียม-137 มีอันตรายอย่างไร
อันตรายของ ซีเซียม-137 ซึ่งเป็นสารกัมมันตรังสีชนิดหนึ่ง ที่หากสัมผัสในช่วงเวลาสั้นๆ อาจจะไม่มีผลต่อร่างกายที่ชัดเจน แต่ถ้าสัมผัสในระยะเวลานานและปริมาณสูงขึ้น จะเริ่มมีผลต่อร่างกายดังต่อไปนี้
- เกิดเป็นผื่นแดงขึ้นตามผิวหนัง
- ผมร่วง
- เซลล์ตาย
- เป็นแผลเปื่อย
- เกิดเนื้อเส้นใยจำนวนมากที่ปอด
- เกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว
- เกิดต้อกระจก
ทั้งนี้ อาการมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณของรังสีที่ได้รับ อวัยวะที่ได้รับการสัมผัส และอายุของผู้ได้รับรังสี เมื่อได้รับเข้าไปในร่างกายจะกระจายไปทั่วร่างกาย ส่วนใหญ่สะสมอยู่ในเนื้อเยื่อ และส่วนน้อยอยู่ในตับและไขกระดูก แต่จะถูกขับออกทางเหงื่อและปัสสาวะ
...
ขณะเดียวกัน ซีเซียม-137 เป็นสารก่อมะเร็ง โอกาสที่จะเป็นมะเร็งคือต้องทานอาหารปนเปื้อนสารซีเซียม-137 เป็นระยะเวลานานๆ ต่อเนื่องกัน แต่หากสูดดม หรือรับเข้าไปด้วยความเข้มข้นสูง หรือเป็นระยะเวลาพอสมควร จะก่อให้เกิดมะเร็งกับอวัยวะที่สัมผัส
ซีเซียม-137 กับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
การปนเปื้อนของ ซีเซียม-137 สามารถตกค้างได้ในสิ่งแวดล้อม แหล่งน้ำ พืช สัตว์ จากนั้นจะแพร่เข้าสู่ร่างกายของมนุษย์และสัตว์ได้ทางห่วงโซ่อาหาร ด้วยการบริโภคอาหารที่มีการปนเปื้อนเป็นระยะเวลานานต่อเนื่องกัน
หากท่อของสารซีเซียม-137 ดังกล่าว ถูกนำไปขายยังโรงแปรรูปเหล็ก และถูกหลอมในเตาเผา จะทำให้รังสีถูกปล่อยออกมาทางปล่องควัน กระจายไปในสิ่งแวดล้อม และเกิดการเปรอะเปื้อนของรังสีเบตาและแกมมา ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งอย่างรุนแรงในสภาพแวดล้อมในวงกว้าง
ผู้ครอบครองทั้งร้านรับซื้อของเก่า โรงงานรีไซเคิล โรงงานหลอมหล่อเหล็ก ที่รับท่อหุ้มดังกล่าว ผู้ครอบครองถือว่ากำลังตกอยู่ในอันตราย หากนำไปกองไว้ฝนตก น้ำชะจะไหลปนเปื้อนลงในน้ำใต้ดิน น้ำผิวดิน หากนำไปหลอมยิ่งกระจายไปทางอากาศ นำไปสู่การเกิดโรคมะเร็งในอนาคตอันใกล้
หากสัมผัสซีเซียม-137 ต้องทำอย่างไร
ซีเซียม-137 มีลักษณะเป็นของแข็ง คล้ายผงเกลือ สามารถฟุ้งกระจายได้เมื่อแตกออกจากที่ห่อหุ้มไว้ ข้อมูลจากกรมการแพทย์เผยว่า อาการที่พบหลังมีการสัมผัสซีเซียม-137 แบ่งเป็น 3 กลุ่มอาการ ได้แก่ ระบบผลิตเลือด ระบบทางเดินอาหาร และระบบประสาทกลาง
ในกรณีที่ได้รับรังสีบางส่วนของร่างกาย หรือปริมาณไม่สูง ทำให้เกิดอาการด้านผิวหนังจากรังสี โดยมีปัจจัยสำคัญคือปริมาณรังสีที่ได้รับ ระยะเวลาสัมผัส ระยะห่างจากแหล่งกำเนิดรังสี และมีการใช้อุปกรณ์ป้องกันรังสีหรือไม่ หากเป็นระยะเวลาสั้นๆ จะไม่ส่งผลอันตรายที่เห็นผลชัดเจนทันทีแต่อย่างใด แต่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงที่สูงขึ้นในการเกิดโรคมะเร็งได้ หากมีการชำแหละส่วนกล่องโลหะ อาจทำให้รังสีมีการสัมผัสและปนเปื้อนรังสีมากขึ้นได้
เมื่อสงสัยว่าสัมผัสปนเปื้อนรังสีซีเซียม-137 การลดการปนเปื้อนสามารถทำได้ 2 แบบ คือ
- แบบแห้ง เช่น การปัดออก เปลี่ยนเสื้อผ้า
- แบบเปียก เช่น การล้างด้วยน้ำ
เพื่อเป็นการปกป้องผู้สัมผัส บุคลากรทางการแพทย์ และสถานที่ หากผู้ใดมีอาการสงสัยจากการสัมผัสรังสี เช่น ผื่นแดงตามผิวหนัง ผมร่วง แผลเปื่อย คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย รวมทั้งการเข้าใกล้ หรือสัมผัสวัตถุต้องสงสัย ให้รีบประสาน อสม. หรือพบแพทย์ที่สถานพยาบาลพร้อมทั้งแจ้งความเสี่ยงสัมผัสต่อเจ้าหน้าที่ โทร.สสจ.ปราจีนบุรี 0-3721-1626 ต่อ 102
...
ข้อมูลอ้างอิง: สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม, สมาคมนิวเคลียร์แห่งประเทศไทย, กรมการแพทย์