"โรคแพ้ความสูง" อันตรายที่ไม่ควรมองข้ามจากการท่องเที่ยวในพื้นที่สูงมากกว่า 2,000-2,500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลางเป็นต้นไป มีสาเหตุและอาการอย่างไร ป้องกันได้หรือไม่

จากเหตุการณ์หญิงนักท่องเที่ยวชาวไทย 2 ราย เสียชีวิตจากการเดินเขาที่ อันนะปุรณะ เซอร์กิต ที่ประเทศเนปาล ขณะอยู่ที่ระดับความสูงเหนือน้ำทะเล 4,200 เมตร นอกจากนี้ยังพบว่ามีนักเดินเขาต่างชาติที่ได้รับบาดเจ็บและอาการป่วยเช่นเดียวกัน ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจาก โรคแพ้ความสูง ภัยเงียบสำหรับนักเดินทางที่ไม่ควรมองข้าม

โรคแพ้ความสูง คืออะไร

โรคแพ้ความสูง หรือโรคแพ้พื้นที่สูง (Altitude sickness) เป็นอาการของร่างกายที่ขาดออกซิเจนจากการอยู่บนที่สูง ซึ่งมีอากาศเบาบาง เพราะยิ่งสูง ออกซิเจนก็ยิ่งน้อยลง พบได้ในนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปในพื้นที่ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลมากๆ เช่น ทิเบต เปรู โบลิเวีย หรือไปปีนเขาในประเทศเนปาล เนื่องจากบนที่สูง ความหนาแน่นของโมเลกุลออกซิเจนจะน้อยกว่าอากาศในที่ต่ำใกล้ระดับน้ำทะเลอย่างประเทศไทย ทำให้การสูดลมหายใจเต็มปอด 1 ครั้ง จะได้จำนวนปริมาณของอากาศน้อยลงกว่าเดิม ส่งผลให้เกิดอาการขาดออกซิเจนแบบไม่รู้ตัว และร่างกายทำงานหนักขึ้นเพื่อปรับตัว เช่น หัวใจเต้นเร็วขึ้น กระดูกไขสันหลังผลิตเม็ดเลือดมากขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนในร่างกาย เป็นต้น จนทำให้เกิดอาการต่างๆ ตามมา ตั้งแต่อาการเล็กๆ น้อยๆ จนกระทั่งรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต โดยคนทั่วไปมักจะเริ่มมีอาการเมื่ออยู่บนพื้นที่สูงตั้งแต่ 3,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ซึ่งมีปริมาณออกซิเจนเพียง 75% ของอากาศระดับน้ำทะเลในปริมาตรที่เท่ากัน

โรคแพ้ความสูงแบ่งเป็น 3 กลุ่มอาการ ได้แก่

  1. Acute Mountain Sickness (AMS) เป็นอาการเริ่มแรก เช่น มีอาการปวดหัวเล็กน้อย นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ เป็นต้น หากมีอาการเช่นนี้ ให้พักผ่อนมากๆ หลีกเลี่ยงการขึ้นไปยังที่สูงกว่านี้ ควรพักผ่อนจนกว่าจะอาการดีขึ้นถึงไปต่อ หากแย่ลง อาการจะหนักขึ้นไปเป็นกลุ่มอาการที่ 2 หรือ 3
  2. High Altitude Cerebral Edema หรือภาวะสมองบวมจากการแพ้พื้นที่สูง อาการนี้เป็นอาการต่อเนื่องจาก AMS โดยมีอาการปวดหัวรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียนมาก เดินเซ ชัก พูดไม่รู้เรื่อง โคม่า หรือเสียชีวิต หากมีอาการดังกล่าว ควรรีบลงจากระดับความสูงนั้นให้เร็วที่สุด และไปพบแพทย์ในทันที
  3. High Altitude Pulmonary Edema (HAPE) หรือน้ำท่วมปอดจากการแพ้พื้นที่สูง จะมีอาการเช่น เหนื่อยมากขึ้น โดยมักมีอาการเหนื่อยตอนกลางคืน และไอแห้งๆ ข้อแตกต่างระหว่างอาการกลุ่ม AMS และอาการกลุ่มนี้ คือ หากเป็น AMS เมื่อหยุดพักแล้ว จะมีอาการดีขึ้น แต่หากเป็นกลุ่มอาการ HAPE แม้ว่าจะพักสักระยะหนึ่งแล้ว ก็ยังมีอาการเหนื่อยมากขึ้น และอยู่เฉยๆ ก็รู้สึกเหนื่อย ซึ่งแสดงถึงอาการที่อันตรายมาก ต้องพบแพทย์และลงจากที่สูงในทันที

...

อาการของโรคแพ้ความสูง

ในช่วง 6-12 ชั่วโมงแรก ร่างกายอาจจะยังไม่รู้สึกผิดปกตินัก เนื่องจากอาจจะยังมีออกซิเจนสะสมในร่างกายอยู่ แต่เมื่อออกซิเจนในร่างกายน้อยลง จะเกิดอาการดังนี้

  • เหนื่อยง่าย หายใจถี่ หัวใจเต้นเร็วขึ้น เพราะเกิดจากการปรับตัวโดยธรรมชาติของร่างกาย
  • ปวดศีรษะด้านใต้ท้ายทอย เพราะเป็นสมองที่สั่งงานเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ
  • อาหารไม่ย่อย ท้องเสีย ปากเขียวคล้ำ ฯลฯ แล้วแต่บุคคล แต่หากมีอาการขั้นรุนแรง อาจช็อก หรือเสียชีวิตได้

โรคแพ้ความสูง เกิดกับใครได้บ้าง

โรคแพ้ความสูง สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แม้ผู้สูงอายุอาจจะมีความเสี่ยงมากกว่า เนื่องจากความสามารถในการปรับตัวของร่างกายอาจไม่ดีเท่ากับคนวัยหนุ่มสาว และอาจมีโรคประจำตัว อาทิ โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยช่วยเร่ง แต่เด็กเล็ก วัยรุ่น วัยทำงาน ก็มีอาการของโรคนี้ได้เช่นกัน

ก่อนเดินทางอย่าลืมศึกษาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวที่จะไปว่าอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากน้อยแค่ไหนเพื่อเตรียมตัวรับมือกับความเสี่ยงจากโรคแพ้ความสูง
ก่อนเดินทางอย่าลืมศึกษาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวที่จะไปว่าอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากน้อยแค่ไหนเพื่อเตรียมตัวรับมือกับความเสี่ยงจากโรคแพ้ความสูง

ดังนั้นความเสี่ยงที่นักท่องเที่ยวจะเกิด โรคแพ้ความสูง หรือไม่นั้น จึงไม่ขึ้นอยู่กับ อายุ เพศ ความฟิตของร่างกาย และไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าใครสามารถปรับตัวได้ดีกว่า แสดงว่า แม้แต่นักกีฬาที่แข็งแรงอาจเกิดอาการ โรคแพ้ความสูง ได้ ในทางตรงกันข้าม ผู้สูงอายุบางคนเมื่อไปเที่ยวที่สูงๆ อาจจะไม่มีอาการใดๆ เลยก็ได้ จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำนายได้

อย่างไรก็ตาม หากเคยมีประสบการณ์ไปเที่ยวในพื้นที่สูงมาก่อนก็อาจช่วยคาดเดาได้ว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคแพ้ความสูงหรือไม่ เช่น ไปทิเบตมาแล้วไม่มีปัญหาใดๆ ก็น่าจะไปเที่ยวในที่สูงระดับเดียวกันได้ และในทางกลับกัน ถ้าใครเคยไปเที่ยวที่สูงแล้วมีปัญหา การไปที่สูงครั้งต่อไปก็มักจะเกิดปัญหาเหมือนครั้งเดิม จึงต้องมีการเตรียมตัวเป็นอย่างดีก่อนเดินทาง รวมทั้งควรเตรียมยาไว้เพื่อบรรเทาอาการและซื้อประกันเดินทางไว้ล่วงหน้า ในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินจากโรคแพ้ความสูง

วิธีป้องกันโรคแพ้ความสูง

  1. ต้องศึกษาข้อมูลถึงสถานที่ที่จะไปก่อนการเดินทาง ว่าอยู่ในพื้นที่สูงมากหรือไม่ เช่น ถ้าจะไปเที่ยวทิเบต ภูฏาน เนปาล เปรู โบลิเวีย ประเทศเหล่านี้มักมีสถานที่ท่องเที่ยวอยู่ในพื้นที่สูงอยู่มาก ควรหาข้อมูลถึงระดับความสูง และดูแผนการเดินทางของเราเสมอ ว่าจะต้องผ่านในพื้นที่สูงมากหรือไม่
  2. ร่างกายต้องการเวลาปรับตัว ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ควรเลือกแผนการเดินทางที่ไม่ขึ้นสู่ที่สูงเร็วเกินไป ควรพักที่เมืองที่อยู่ต่ำกว่า 1-2 วันเพื่อปรับตัว
  3. ถ้าจำเป็นต้องเดินทางขึ้นสู่ที่สูงอย่างรวดเร็ว เช่น นั่งเครื่องบินจากลิมาไปคุซโก (3399 m) นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่ง (ประมาณ 20-25%) มักจะมีอาการ ดังนั้นในช่วงแรกๆ ที่ขึ้นไปที่สูง ควรงดการออกกำลัง เดิน หรือวิ่ง ควรพักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำบ่อยๆ และสังเกตอาการของตัวเองว่ามีความผิดปกติใดๆ หรือไม่ ถ้ามีอาการของ AMS เพียงเล็กน้อย เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ นอนไม่หลับ ร่างกายค่อยๆ ปรับตัวได้ และอาการจะหายไปเองใน 1-2 วัน แต่ถ้ามีอาการรุนแรงมากขึ้น ควรพบแพทย์ และเดินทางสู่ที่ต่ำกว่าทันที
  4. การใช้ยาเพื่อป้องกันโรคแพ้ความสูง เช่น Acetazolamide (diamox) ในนักท่องเที่ยวบางรายมีความจำเป็น เพราะยาจะช่วยป้องกันและลดบรรเทาอาการได้ แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ เพื่อพิจารณาแผนการเดินทาง ข้อบ่งชี้ ข้อห้ามในการใช้ยา และแนะนำการใช้ยาที่ถูกต้อง
  5. สำหรับนักท่องเที่ยวที่ปีนเขา หรือ เทรกกิ้งในที่สูง ต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำในพื้นที่อย่างเคร่งครัด ไม่ควรรีบเดินหรือทำเวลาก่อนเวลาที่แนะนำไว้โดยทั่วไป เช่น ถ้าจะปีนยอดเขาคีรีมันจาโร (5895m) ควรมีการเตรียมทีม เตรียมอุปกรณ์ เวชภัณฑ์ต่างๆ ที่จำเป็น และควรเดินทางตามที่กำหนดไว้ ไม่ควรจะรีบปีนโดยใช้เวลาน้อยกว่า 5 วัน เพราะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะปีนไปไม่ถึง และเกิดการไม่สบายกลางทาง
  6. ถ้ามีอาการแพ้ความสูงเกิดขึ้น ควรระมัดระวัง และสังเกตอาการตนเองและเพื่อนร่วมทางเสมอ ถ้ามีอาการไม่มาก เช่น ปวดศีรษะ มึนศีรษะ อ่อนเพลีย ควรพัก ถ้าเป็นแค่ Acute mountain sickness ร่างกายจะค่อยๆ ปรับตัวได้เอง แต่ถ้ามีอาการรุนแรง เช่น เหนื่อยมาก ไอ สับสน ปวดศีรษะ มึนงงมาก ต้องรีบลงสู่พื้นที่ที่ต่ำกว่า และหาสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที

...

ข้อมูลอ้างอิง: คลินิกนักท่องเที่ยว โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน และสถานกงสุลใหญ่ นครคุนหมิง