"โรคหอบหืด" เป็นโรคที่พบบ่อยในคนไทย และคาดว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ ต๊ะ นิรัตติศัย กัลย์จาฤก ผู้กำกับชื่อดังทายาทกันตนาเสียชีวิต มีสาเหตุและอาการอย่างไร รักษาได้หรือไม่

โรคหอบหืด เสียชีวิตได้จริงหรือไม่

"โรคหอบหืด" หรือโรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ (asthma) เป็นโรคที่มีประชากรไทยถึงร้อยละ 10-15 ป่วยเป็นโรคนี้ สามารถพบได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ปัจจุบันพบว่าอัตราการป่วยของผู้ป่วยโรคหอบหืดลดลง แต่อัตราการเสียชีวิตจากอาการร่วมของโรคหอบหืดกลับเพิ่มขึ้น

ข้อมูลของ worldlifeexpectancy.com รายงานว่าพบคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหอบหืดวันละ 8-9 ราย คิดเป็น 3,142 รายต่อปี คิดเป็น 3.42 ต่อประชากร 1 แสนคน ซึ่งผู้ใหญ่จะเสียชีวิตมากกว่าเด็กประมาณ 5 เท่า โดยสาเหตุส่วนใหญ่ คือ ไม่ได้พ่นยาป้องกันหอบต่อเนื่อง และเวลามีอาการกำเริบก็จะพ่นยาไม่ทันหรือไม่ถูกวิธี เนื่องจากผู้ป่วยหรือผู้ดูแลขาดความรู้ความเข้าใจและการปฏิบัติที่ถูกต้องเมื่อมีอาการ

สาเหตุของโรคหอบหืดคืออะไร

...

สาเหตุของโรคหอบหืดเกิดจากการอักเสบของหลอดลมเรื้อรัง ร่วมกับการที่หลอดลมมีความไวต่อสิ่งที่มากระตุ้นมากผิดปกติ ทำให้เกิดอาการของโรคหืด ได้แก่ สารก่อภูมิแพ้ในและนอกครัวเรือน เช่น ฝุ่น และไรฝุ่น รังแคสัตว์ เกสรดอกไม้ รวมทั้งสารก่อมลพิษในอากาศ ควันบุหรี่ ไอระเหยน้ำมัน สารเคมี ก๊าซพิษต่างๆ เป็นต้น รวมถึงการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรียและเชื้อราในอากาศ นอกจากนี้ยังพบว่าสภาพอากาศที่เย็นและแห้ง เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการหอบหืดได้ด้วย

อาการของโรคหอบหืด

  • ไอต่อเนื่องนาน 2-3 สัปดาห์
  • หายใจมีเสียงหวีด
  • หอบเหนื่อย
  • หายใจลำบาก
  • แน่นหน้าอก

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการหนักอาจทำให้หายใจไม่ออก เกิดระบบหายใจล้มเหลว จนถึงขั้นหมดสติและเสียชีวิตในที่สุด

การรักษาโรคหอบหืด

โรคหอบหืด สามารถรักษาเพื่อบรรเทาอาการให้ดีขึ้นได้โดยขึ้นอยู่กับความแรงของโรค อายุคนไข้ และภาวะที่เกิดร่วมกับโรคหอบหืด เช่น ภาวะภูมิแพ้ หรือโพรงจมูกอักเสบเรื้อรังทั่วๆ ไป โดยใช้วิธีดังต่อไปนี้

1. การดูแลตนเองอย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยง หรือกำจัดสิ่งที่ทำให้เกิดอาการแพ้ หรือกระตุ้นทำให้เกิดอาการ เป็นการรักษาที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นการรักษาและป้องกันที่สาเหตุ โดยพยายามดูแลสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์และแข็งแรงอยู่เสมอ เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ และทำจิตใจให้สดชื่นแจ่มใส พยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสิ่งที่กระตุ้นทำให้เกิดอาการแพ้ จะเห็นได้ว่าการรักษาโรคหอบหืดแท้ที่จริงแล้วเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วยให้ระมัดระวัง หลีกเลี่ยงสิ่งที่คิดว่าจะทำให้เกิดอาการนั่นเอง

2. การใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ เช่น ยารับประทาน, ยาสูด หรือพ่นคอ เพื่อปรับความไวของหลอดลม หรือช่วยขยายหลอดลม ซึ่งมีความจำเป็นในระยะแรก แต่ยาเป็นเพียงการรักษาปลายเหตุ เมื่อสามารถดูแลตนเอง ออกกำลังกายและควบคุมสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น ความจำเป็นในการใช้ยาก็จะน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อผู้ป่วยมีอาการผิดปกติของจมูก เช่น มีการอักเสบของโพรงจมูก (เช่นเป็นหวัด) หรือไซนัส ควรให้การรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะจะช่วยป้องกันไม่ให้อาการของโรคหอบหืดแย่ลงได้

3. การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ เป็นการฉีดสารก่อภูมิแพ้ ที่คิดว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการหอบเข้าไปในร่างกายทีละน้อย แล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวน เพื่อให้สร้างภูมิต้านทานต่อสิ่งที่แพ้ วิธีนี้จะใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการมาก ไม่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยยา หรือไม่สามารถทนผลข้างเคียงของยาได้ หรือผู้ที่มีโรคภูมิแพ้หลายชนิดร่วมด้วย เช่น มีโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ วิธีนี้จะใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีครึ่ง ถ้าได้ผลดี อาจต้องฉีดต่อเนื่องไปอีก 3-5 ปี

...

แม้ว่า โรคหอบหืด อาจจะฟังดูน่ากลัวเพราะหากมีอาการรุนแรงแล้วรักษาไม่ทันก็ทำให้เสียชีวิตได้ แต่ในทางกลับกัน หากเราดูแลรักษาสุขภาพตัวเองดีๆ ไม่ให้เสี่ยงต่อการเกิดอาการเจ็บป่วย พร้อมทั้งปฏิบัติตนเองตามคำแนะนำของแพทย์ก็ช่วยให้อาการดีขึ้นได้

ข้อมูลอ้างอิง: คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล