จากเหตุกราดยิงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในไทย มักมีต้นเหตุมาจากความกดดันในจิตใจของผู้ก่อเหตุ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความกดดันที่พบเจอในแต่ละวันจะนำไปสู่ความรุนแรงได้ถึงขั้นไหน

ปัญหาความกดดันในการใช้ชีวิตเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องพบเจอ ไม่ว่าจะเป็น การเรียน การทำงาน การเงิน การเข้าสังคม ซึ่งแต่ละคนต่างมีวิธีรับมือกับปัญหาที่แตกต่างกันออกไป บางคนอาจทนกับความกดดันได้มาก บางคนอาจจะทนรับได้น้อย เราจะมีวิธีเช็กระดับความกดดันหรือความเครียดของตนเองหรือคนรอบข้างก่อนจะนำไปสู่ความรุนแรงได้หรือไม่ นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ อดีตนายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย มีคำตอบให้ดังนี้

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ อดีตนายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย
นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ อดีตนายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

“เบื้องต้นเราสามารถเข้าไปเช็กระดับความเครียดหรือความกดดันในจิตใจของเราได้ทางเว็บไซต์ Mental Health Check In ซึ่งเป็นเครื่องมือประเมินสุขภาพจิตเบื้องต้นของกรมสุขภาพจิตว่าเรามีโอกาสที่จะก่อความรุนแรงกับตนเองซึ่งอาจเป็นโรคซึมเศร้าแล้วมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย หรือก่อความรุนแรงอยากทำร้ายคนรอบข้างหรือไม่ ถ้าผลออกมาอยู่ในระดับปานกลางก็ควรหาวิธีคลายเครียดให้ตนเอง แต่ถ้าอยู่ในระดับสูงก็ควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อหาทางรักษา”

...

อย่างไรก็ตาม จากการวัดระดับความกดดันที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรงแล้วพบว่าส่วนใหญ่ 96% มาจากความเครียด ซึ่งคนกลุ่มนี้จะรู้ตัวและหาทางไปรักษา ขณะเดียวกันที่เหลืออีก 4% คือความรุนแรงที่เกิดจากอาการป่วยทางจิต ซึ่งเป็นผลมาจากการติดยาเสพติดหรือป่วยภาวะทางจิต ที่น่ากังวลคือคนกลุ่มนี้มักจะไม่รู้ตัวว่าป่วยและไม่ไปรักษาจนทำให้ก่อเหตุความรุนแรงขึ้นอย่างที่ปรากฏเป็นข่าวในหลายๆ คดี

เพื่อนร่วมงานควรสังเกตว่าคนรอบข้างมีพฤติกรรมที่อาจก่อความรุนแรงหรือไม่ และควรพาไปรักษาหรือบำบัดทางจิตใจก่อนสายเกินไป เพราะผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตมักไม่รู้ตัวว่าป่วย
เพื่อนร่วมงานควรสังเกตว่าคนรอบข้างมีพฤติกรรมที่อาจก่อความรุนแรงหรือไม่ และควรพาไปรักษาหรือบำบัดทางจิตใจก่อนสายเกินไป เพราะผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตมักไม่รู้ตัวว่าป่วย

“ในกลุ่ม 4% นี้เขาจะไม่ไปรักษาเองเพราะไม่รู้ตัว จึงเป็นหน้าที่ของคนสามกลุ่มนั่นคือ คนในครอบครัว คนในชุมชน และคนในที่ทำงาน ซึ่งมีความใกล้ชิดผู้ป่วยและสังเกตเห็นพฤติกรรมที่อาจก่อความรุนแรงได้ ควรเป็นผู้พาผู้ป่วยไปรักษาหรือบำบัดทางจิต อย่างกรณีเหตุกราดยิงที่เกิดขึ้นล่าสุดและที่ผ่านมาผู้ก่อเหตุมีอาการทางจิตแต่ไม่ได้รับการแก้ไขที่ถูกต้อง กลับใช้มาตรการทางวินัยลงโทษจนเกิดความกดดันแล้วก่อเหตุกราดยิงขึ้น”

นพ.ยงยุทธ ให้ความเห็นว่าที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่รัฐอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการบำบัดเยียวยาจิตใจของผู้ปฏิบัติงานมากนัก แต่เน้นที่มาตรการทางวินัยเป็นตัวนำในการลงโทษเป็นหลัก ซึ่งยิ่งสร้างความกดดันในจิตใจจนนำไปสู่ความรุนแรงได้ ขณะที่ต่างประเทศจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก และมีการปฏิบัติควบคู่กัน เพราะการทำงานที่ต้องถืออาวุธมีความกดดันและจำเป็นต้องใส่ใจเรื่องการบำบัดเยียวยาจิตใจที่เข้มข้นกว่าประชาชนทั่วไปที่ไม่มีอาวุธในมือเสียอีก ดังนั้นสิ่งที่ควรปฏิบัติอย่างเร่งด่วนมี 3 เรื่องคือ

  1. เจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ปฏิบัติงานที่มีหน้าที่ถืออาวุธ ควรได้รับการดูแลทั้งสุขภาพภาพจิตและมาตรการทางวินัยควบคู่กัน
  2. ปรับหลักเกณฑ์ พ.ร.บ. อาวุธปืน ใหม่ให้สามารถเข้าถึงได้ยากขึ้น
  3. ผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตมักไม่รู้ตัวว่าป่วย คนใกล้ชิดหรือเพื่อนร่วมงานควรต้องสังเกตพฤติกรรมและพาไปบำบัดหรือไปรักษาเพื่อป้องกันความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การลงโทษทางวินัยด้วยการให้ออกจากงานหรือสั่งโยกย้ายมีแต่จะสร้างความกดดันจนอาจก่อความรุนแรงในอนาคต
การลงโทษทางวินัยด้วยการให้ออกจากงานหรือสั่งโยกย้ายมีแต่จะสร้างความกดดันจนอาจก่อความรุนแรงในอนาคต

...

ขณะเดียวกัน นอกจากความเครียดเรื่องภาระหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบแล้ว ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้คนเกิดความกดดันจนก่อความรุนแรงแก่คนรอบข้างได้ง่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ดังนั้นควรสังเกตตัวเองและคนรอบข้าง โดยเข้าไปเช็กระดับความกดดันว่าเราอยู่ในระดับไหนเพื่อประเมินหาแนวทางป้องกันต่อไป