ความเข้าใจของคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าอากาศที่อยู่ "นอกบ้าน" น่าจะมีมลพิษหรือสิ่งปนเปื้อน "มากกว่า" ในบ้าน แต่ความเป็นจริงอากาศที่อยู่ในบ้านอาจมีสิ่งปนเปื้อนมากกว่าที่คิด จากข้อมูลจากสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา (EPA : Environmental protection agency) รายงานว่า ระดับของมลพิษในอากาศสูงกว่าอากาศนอกบ้าน 2-5 เท่า โดยในบางพื้นที่ อาจสูงมากเป็น 100 เท่า และที่สำคัญ คนส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่ในบ้านและอาคารมากกว่าเวลาที่อยู่นอกบ้านมาก โดยคนส่วนใหญ่จะใช้เวลาในการอยู่ในอาคารประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของเวลาในแต่ละวัน เคยสังเกตไหมครับว่าในบ้านของเราแม้ว่าเราจะคิดว่าเราทำความสะอาดอย่างดีแล้วแต่ถ้าวันไหนมีแสงแดดส่องเข้ามาในบ้านเราจะเห็นฝุ่นมากมายล่องลอยอยู่ในอากาศในบ้านเราและช่วงไหนที่เราทำความสะอาดน้อยไปเราจะเห็นว่าบนโต๊ะชั้นวางของและพื้นผิวต่างๆ จะเริ่มมีฝุ่นสกปรกสะสมจนมองเห็นได้ แม้ในห้องที่เราปิดไว้อย่างดีแล้วก็ตาม นอกจากฝุ่นที่เรามองเห็นได้แล้วนั้น ฝุ่นจิ๋วหรือ PM 2.5 ที่เราคุ้นเคยกันดีว่าเป็นฝุ่นที่มีอันตรายต่อสุขภาพของเราอย่างมากไม่ได้พบเฉพาะหน้าบ้านเท่านั้นยังพบว่าในแต่ละบ้านมี PM 2.5 ด้วยเช่นกัน และที่น่าตกใจมากคือ จากการสำรวจพบว่าบางบ้านปริมาณ PM 2.5 ที่อยู่ในบ้านมีมากกว่านอกบ้านด้วย
เนื่องจากคนเราจะต้องหายใจอยู่ตลอดเวลา เวลามีมลพิษหรือฝุ่นที่ล่องลอยอยู่ในอากาศที่เราหายใจเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะไม่หายใจได้ ในแต่ละวันคนเราหายใจอากาศเข้าไปมากถึง 11,000 ลิตร ซึ่งเทียบเท่ากับอากาศที่อยู่ในลูกโป่งประมาณ 11,000 ใบ ซึ่งลองนึกภาพตามดูนะครับ ถ้ามีฝุ่นมากมายอยู่ในอากาศที่เราหายใจ แล้วเราต้องหายใจเข้าไปเป็น 10000 ลิตรต่อวัน จะส่งผลกระทบกับสุขภาพของคนเรามากแค่ไหน ดังนั้น "การดูแลบ้านให้สะอาด" ซึ่งจะช่วยลดฝุ่นในอากาศ จึงมีความสำคัญต่อสุขภาพอย่างมาก
ฝุ่นประกอบด้วยอะไรบ้าง
ฝุ่นที่เรามองเห็นอยู่ประกอบด้วยอนุภาคหลายอย่างรวมกัน ได้แก่ เซลล์ผิวหนังที่ตายและหลุดลอกออกมาในแต่ละวัน ไรฝุ่น รังแคจากสัตว์เลี้ยง ละอองเกสรพืช ซากแมลง เชื้อโรค ทั้งแบคทีเรีย ไวรัสและเชื้อรา เส้นใยผ้าและอื่นๆ บริเวณพื้นที่ในบ้านที่ฝุ่นชอบไปเกาะห้องนอน ด้านบนของแอร์ หลังเตียง บนโต๊ะ หลังตู้ที่นอน ห้องนั่งเล่นชั้นวางหนังสือ กรอบประตู กรอบรูป ขาเก้าอี้ ฝาครอบแอร์ ห้องน้ำ ใต้ซิงค์ ด้านหลังโถชักโครก ขอบบนกระจกเงา ห้องครัว หลังตู้เย็น และใต้ตู้เย็นหลังเต่า ด้านบนของไมโครเวฟ หลังตู้ชั้นวางของต่างๆ
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับไรฝุ่นในบ้าน
-ไรฝุ่น เป็น สัตว์ชนิดหนึ่งที่อยู่มีอยู่มากมายในบ้านของเรา มีขนาดเล็กมากประมาณ 0.1-1 มิลลิเมตร ตัวใสๆ อยู่ปะปนในฝุ่นบ้าน จึงมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ไรฝุ่นเป็น "สาเหตุหลัก"ที่ทำให้คนไทยและคนทั่วโลกเกิดอาการภูมิแพ้
-ตัวไรฝุ่นจะกินสะเก็ดผิวหนังของคนเราที่หลุดลอกในแต่ละวันเป็นอาหาร เราจึงพบไรฝุ่นอยู่มากมายในบริเวณที่คนอยู่ เช่น ที่นอน หมอน ผ้าม่าน ผ้าห่ม พรม เสื้อผ้า ตุ๊กตา และเฟอร์นิเจอร์ในบ้านที่หุ้มด้วยผ้า
-สามารถพบไรฝุ่นได้มากเป็นล้านๆ ตัวในห้องนอน 1 ห้อง
-คนหนึ่งคนจะมีเซลล์ผิวหนังที่หลุดลอกประมาณ 1.5 กรัมต่อวัน ซึ่งฟังดูเหมือนน้อยมาก แต่ปริมาณแค่ 1.5 กรัมต่อวัน เพียงพอที่จะเลี้ยงไรฝุ่นได้เป็นล้านๆ ตัว
ฝุ่นและมลพิษในบ้านจะมีผลต่อสุขภาพอย่างไร
ฝุ่นในบ้านจะมีผลกระทบต่อสุขภาพมากแค่ไหน ขึ้นอยู่กับ 5 ปัจจัยคือ
1.ชนิดของฝุ่นที่มีในบ้าน
2.ขนาดของฝุ่น ฝุ่นที่มีขนาดเล็กจะมีอันตรายมากกว่าฝุ่นขนาดใหญ่ เพราะสามารถลงไปในหลอดลม หรือปอด และสำหรับฝุ่นที่มีขนาดเล็กมากๆ อาจจะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้โดยตรง
3.ปริมาณฝุ่นที่มีอยู่ในบ้าน
4.ระยะเวลาที่คนคนนั้นอยู่ในบ้าน
และ 5. ปัจจัยของคนไข้ เช่น
-อายุ :โดยเด็กและผู้สูงอายุจะได้รับผลกระทบต่อสุขภาพมากกว่า
-คนที่มีโรคประจำตัว จะมีผลกระทบมากกว่าคนที่ไม่มีโรคประจำตัว
-คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ จะมีผลกระทบต่อสุขภาพมากกว่า
ผลกระทบต่อสุขภาพของคนที่ได้รับฝุ่นในบ้าน
สามารถแบ่งง่ายๆ ออกเป็น 2 แบบ คือ
1.ผลกระทบแบบที่เกิดขึ้นทันที ได้แก่
-การระคายเคืองตา จมูก คอ
-ปวดหัว
-มึนหัว
-อ่อนเพลีย
-คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ เมื่ออยู่ในที่ที่มีฝุ่นมาก อาจจะทำให้อาการภูมิแพ้กำเริบได้ เช่น คัดแน่นจมูกคันจมูก คันตาจาม น้ำมูกไหลมาก หรืออาจรุนแรงถึงขนาดหอบหืดกำเริบและถึงขั้นภาวะหายใจล้มเหลวได้เลย
2.ผลกระทบระยะยาว ได้แก่
-ผลกระทบต่อทางเดินหายใจอาจทำให้สมรรถภาพการหายใจลดลง
-เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคมะเร็งต่างๆ
การกำจัดฝุ่นในบ้านบ่อยๆ ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจากฝุ่นในบ้าน
อยู่ในบ้านยิ่งเยอะเท่าไรก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคที่เกิดจากฝุ่นเท่านั้น วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกัน คือ การทำความสะอาดบ้านอยู่เสมอ หมั่นถูพื้นเป็นประจำ เพื่อลดการสะสมของฝุ่น สมาคมโรคปอดแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำให้รวมการทำความสะอาด กำจัดฝุ่นเป็นงานบ้านที่ต้องทำอย่าง "สม่ำเสมอ" ซึ่ง จะช่วยลดปริมาณฝุ่นและทำให้คุณภาพอากาศในบ้านดีขึ้น โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในแต่ละวันเท่านั้น แต่ปัจจุบันพบว่า บางบ้านทำความสะอาดพื้นแค่สัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง หรือรอให้เห็นหรือสัมผัสได้ว่าฝุ่นมีปริมาณมากแล้วค่อยถู ซึ่ง"ไม่เพียงพอ" เพราะฝุ่นในบ้านเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จึงมีการสะสมฝุ่นใหม่ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้น ในแต่ละวันที่เราเข้าบ้านจะมีฝุ่นที่ติดตามเสื้อผ้า รองเท้าเข้ามาในบ้านได้ หรือแม้กระทั่งฝุ่นที่เล็ดลอดหรือลอยเข้ามาตามประตู หน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้ อย่าลืมนะครับ การที่เรา "มองไม่เห็น" ฝุ่น ไม่ได้แปลว่าไม่มี จริงๆ แล้วมี เพียงแต่เรามองไม่เห็นเท่านั้น
สำหรับการเลือกน้ำยาถูพื้นก็มีความสำคัญ ควรเลือกน้ำยาถูพื้นที่สามารถขจัดฝุ่นละอองขนาดเล็กๆ ได้ด้วย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการถูพื้นในแต่ละครั้ง สามารถขจัดฝุ่นได้สะอาด และมีประสิทธิภาพมากพอ และที่สำคัญที่สุดหมออยากมาร่วมรณรงค์ให้ทุกท่านหันมาถูพื้นให้บ่อยขึ้น ถูเป็นประจำ ไม่เห็นฝุ่นก็ต้องถู เพื่อลดการสะสมของฝุ่นในบ้าน ให้บ้านเราสะอาด มีอนามัย ห่างไกลฝุ่น ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ที่เกิดจากฝุ่นด้วยครับ ให้การสนับสนุนโดยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นมาจิคลีน ถูประจำ มีอนามัย ห่างไกลฝุ่น