• คุณทราบไหมว่า วัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เน้นไปที่การป้องกันการเสียชีวิตและยับยั้งความรุนแรงจากโรคเท่านั้น หากแต่การป้องกันการแพร่เชื้อหลังฉีดวัคซีนยังเป็นข้อถกเถียงที่หาข้อสรุปไม่ได้ในหมู่นักวิจัย

  • แม้จะมีข้อสันนิษฐานว่า วัคซีนไฟเซอร์และแอสตราเซเนกา สามารถลดการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ภายในบ้านได้ราว 40-60% ซึ่งหมายความว่า ผู้ที่ฉีดวัคซีนมาแล้ว 14 วัน หากติดเชื้อ จะมีโอกาส ‘แพร่เชื้อต่อ’ ลดลงครึ่งหนึ่ง ก็ตาม

  • และหากพิจารณาจากข้อมูล ทั้งเรื่องข้อจำกัดของประสิทธิภาพในการป้องกันการแพร่เชื้อของวัคซีน, การกระจายวัคซีนที่ไม่ทั่วถึง, ภูมิคุ้มกันที่อยู่ได้ไม่นาน และการที่ผู้รับวัคซีนละเลยการป้องกันตัวเอง ทำให้นักระบาดวิทยาเห็นว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิด ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ ผ่านการฉีดวัคซีนเพียงอย่างเดียว


อย่างที่เราทราบกันว่า ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ (Herd Immunity) จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชากรมีภูมิคุ้มกันจำนวน ‘มากพอ’ จนช่วยป้องกันการกระจายเชื้อระหว่างคนสู่คน

แล้วจำนวนเท่าไรจึง 'มากพอ'? เวลานี้ประเทศต่างๆ ใช้แต่ตัวเลขประมาณการ ยังไม่มีข้อมูลยืนยัน

วัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่มีอยู่ในปัจจุบัน มักเน้นไปที่การป้องกันการเสียชีวิตและยับยั้งความรุนแรงจากโรคเป็นหลัก ซึ่งก็ยังไม่มีผลการศึกษาทางวิชาการที่พิสูจน์ได้ชัดเจน

ดังนั้น การเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ของโควิด-19 จากการฉีดวัคซีนที่มีในปัจจุบัน จึงอาจกล่าวได้ว่า ยังเป็นไปได้น้อย แม้ข้อมูลเบื้องต้นจะบ่งชี้ว่า วัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทค, โมเดอร์นา, แอสตราเซเนกา และจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน น่าจะช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อได้บ้างก็ตาม

...

อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา สาธารณสุขอังกฤษ (Public Health England หรือ PHE) เผยแพร่รายงานผลการศึกษาการแพร่กระจายของโควิด-19 ผ่านการเก็บข้อมูลจากครอบครัวกลุ่มตัวอย่างจำนวน 365,000 ครัวเรือน ที่มีทั้งผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้ว และยังไม่ได้ฉีด พบว่า วัคซีนไฟเซอร์และแอสตราเซเนกาสามารถลดการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ภายในบ้านได้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มักเกิดการติดเชื้อได้ราว 40-60% นั่นก็หมายความว่า ผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วเป็นเวลา 14 วัน แต่เกิดติดเชื้อขึ้นมา จะมีโอกาส ‘แพร่เชื้อต่อ’ ลดลงถึงครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับผู้ติดเชื้อที่ไม่เคยได้ฉีดวัคซีน -- แต่ถึงอย่างนั้น ข้อสรุปนี้ก็ยังไม่ผ่านการตรวจสอบทางวิชาการ (Peer-review) เพียงแต่เป็นข้อสันนิษฐานจากชุดข้อมูลเท่านั้น

ขณะที่เว็บไซต์ของ ศูนย์ป้องกันโรคติดต่อ สหรัฐอเมริกา (CDC) ก็ระบุว่า วัคซีนที่ทางการอนุมัติให้ใช้ทั้ง 3 ยี่ห้อคือ ไฟเซอร์-ไบออนเทค, โมเดอร์นา และจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน มีแนวโน้มว่าจะสามารถ ‘ลดการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการ’ และ ‘ลดการแพร่กระจายเชื้อได้’ แต่ยังต้องศึกษาเพิ่มเติมเพื่อประเมินผลของ ‘การแพร่เชื้อหลังฉีดวัคซีน’ โดยมีรายงานเบื้องต้นว่า การฉีดวัคซีนไฟเซอร์-ไบออนเทคและโมเดอร์นา สามารถลดการติดเชื้อในกลุ่มบุคลากรสาธารณสุขในรัฐเทกซัสได้ แม้จะเป็นภายในชุมชนที่มีการระบาดรุนแรง

นอกจากนี้ CDC ยังอ้างถึงข้อมูลเบื้องต้นจากอิสราเอลที่ระบุว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทคแล้วติดเชื้อ มีไวรัส ‘น้อยกว่า’ ผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนถึง 4 เท่า ซึ่งจากผลการศึกษานี้อาจสรุปได้ว่า วัคซีนไฟเซอร์-ไบออนเทคก็สามารถลดการแพร่เชื้อได้เช่นกัน เพราะมีปริมาณไวรัสเป็นตัวบ่งชี้

ก่อนหน้านี้ มีผลทดสอบจากผู้ผลิตวัคซีนอีกหลายรายที่ชี้ว่า วัคซีนจะช่วย 'ลดการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการ' เช่นในขั้นตอนการทดสอบวัคซีนระยะที่ 3 ของโมเดอร์นาเมื่อเดือนธันวาคม 2020 พบว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดส มีจำนวนของ ‘ผู้ติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการ’ น้อยกว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนเพียง 1 โดส เช่นเดียวกับในการทดสอบระยะที่ 3 ของจอห์นสันแอนจอห์นสัน ที่เก็บข้อมูลเบื้องต้นในช่วงสองเดือนหลังการฉีดวัคซีนว่า วัคซีนสามารถลด ‘การติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการ’ ลงได้ 74% รวมถึงมีผลการศึกษาจากบุคลากรทางการแพทย์ในอิสราเอลจำนวน 9,109 คน ที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์-โมเดอร์นาครบ 2 โดสในเดือนมีนาคม ที่พบว่า มีการติดเชื้อลดลงถึง 75% แม้ผลนี้จะยังไม่ผ่านการตรวจสอบทางวิชาการก็ตาม

แม้ข้อมูลเบื้องต้นของไฟเซอร์และโมเดอร์นาจะมีแนวโน้มที่ดี แต่ ซามูเอล สคาร์ปิโน นักวิจัยด้านโรคติดเชื้อ มหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น สหรัฐอเมริกา กลับเห็นว่า ตราบใดที่ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าวัคซีนแต่ละยี่ห้อสามารถ 'หยุดยั้งการแพร่เชื้อ' ได้แค่ไหน เราก็คงยังไม่สามารถบอกได้ว่า ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และ ‘ค่าร้อยละ’ ที่น้อยที่สุดของจำนวนประชากรที่ควรได้รับวัคซีนป้องกันโรค (Herd Immunity Threshold) ควรเป็นเท่าใด จึงจะก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่

วิลเลียม เพทรี ศาสตราจารย์โรคติดเชื้อ มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทำงานสร้างภูมิคุ้มกันหมู่โรคโปลิโอขององค์การอนามัยโลก กล่าวว่า มีผู้เชี่ยวชาญคำนวณว่า เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในระดับประเทศ ประชากร 60-90% ของสหรัฐอเมริกา ต้องมีภูมิคุ้มกัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับประสิทธิผลของวัคซีนนั้นๆ ด้วยว่า สามารถป้องกันการติดเชื้อและการแพร่เชื้อได้ดีแค่ไหน ผ่านการตรวจสอบ ‘ค่าเฉลี่ยที่ผู้ป่วยหนึ่งคนจะสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่น’ (Basic Reproductive Rate) หรือที่เรียกกันว่า R0 หรือ R Zero (เลขตัวท้ายคือจำนวนของ ‘ผู้รับเชื้อ’ ที่มาจากผู้แพร่เชื้อหนึ่งคน) รวมไปถึงการประเมินผลจากพื้นที่การระบาด, การกลายพันธุ์ของเชื้อ และมาตรการทางสาธารณสุขต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

...

จากข้อมูลเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพในการป้องกันการแพร่เชื้อของวัคซีน, การกระจายวัคซีนที่ไม่ทั่วถึง, ภูมิคุ้มกันที่อยู่ได้ไม่นาน และการที่ผู้รับวัคซีนแล้วละเลยการป้องกันตัวเอง ก็ทำให้ สเตฟาน ฟลาสช์ นักระบาดวิทยาแห่ง London School of Hygiene & Tropical Medicine ได้ข้อสรุปว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ผ่านการฉีดวัคซีนเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อวัคซีนที่มีอยู่ยังไม่สามารถหยุดการแพร่กระจายเชื้อได้ เราจึงต้องคิดหาวิธีว่าจะอยู่ร่วมกับไวรัสชนิดนี้อย่างไร

ขณะที่เพทรีก็คาดการณ์ว่า อย่างน้อยที่สุด เราอาจต้องรอถึงปี 2022 หรือยาวนานกว่านั้น จึงจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ของโควิด-19 ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจทำให้ยอดผู้เสียชีวิตลดลง และผู้ป่วยอาการรุนแรงมีจำนวนน้อยลง แต่เราก็ยังต้องเตรียมรับมือกับการระบาดหนักในช่วงฤดูหนาว-อันเป็นฤดูระบาดของโควิด และการระบาดของเชื้อกลายพันธุ์จากบางภูมิภาค ซึ่งต้องอาศัยวัคซีนตัวใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

การวิจัยและพัฒนาการรักษาโรคโควิด-19 ยังคงต้องดำเนินต่อไปอีกหลายปี เช่นเดียวกับวิถีชีวิตที่ต้องปรับตัวของคนทั่วโลก

อ้างอิง: CDC, The Guardian, National Geographic, Business Insider, gov.uk, BBC, nature.com, The Conversation

...