Silent Voices Matter “เมื่อความเงียบกู่ก้อง” จัดโดยกลุ่มหิ่งห้อยน้อย เป็นหนึ่งในนิทรรศการที่มีความน่าสนใจงานหนึ่ง ในนิทรรศการเต็มไปด้วยผลงานศิลปะหลากหลายแขนง ตั้งแต่ภาพถ่าย, คอมพิวเตอร์กราฟิก, งานเพนติ้ง, งานปั้นเซรามิก และสื่อผสม โดยงานทุกชิ้นจะเชื่อมโยง บอกเล่า นำเสนอมุมมองว่าเสียงของเด็กทุกคนล้วนมีความหมาย และทุกเสียงจะต้องถูกได้ยิน
รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์ ในฐานะผู้ก่อตั้งกลุ่มหิ่งห้อยน้อย อธิบายถึงต้นทางที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการก่อตั้งกลุ่มหิ่งห้อยน้อยขึ้นมา โดยเริ่มจากการสูญเสียคุณพ่ออย่างกะทันหันตอนอายุ 12 ปี ซึ่งเวลานั้นไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าความตายจะส่งผลอย่างไรในเวลาต่อมา สิ่งที่ตามมาจากนั้น คือการย้ายบ้าน
“ถ้าเป็นจิตวิทยาพัฒนาการเด็ก จะกล่าวว่าความตาย การย้ายบ้าน การเปลี่ยนโรงเรียนใหม่ เหล่านี้ จะส่งต่อสภาพจิตใจเด็กเป็นอย่างมาก” รวงทัพพ์ กล่าวต่อไปว่า “แต่ระบบโรงเรียนหรือสังคมไม่ได้แนะวิธีการรับมือเมื่อเด็กต้องเผชิญกับภาวะที่คนใกล้ชิดเสียชีวิตลงว่าที่จริงแล้วควรที่จะทำอย่างไร เพื่อคำนึงถึงจิตใจของเด็ก”
สิ่งที่ทำให้ผ่านพ้นในห้วงเวลายากลำบากนั้นได้ ก็คือ หนังสือ ซึ่งจากการอ่านหนังสือพบว่าความตายเป็นเรื่องที่พบเจอได้เป็นธรรมดาที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ซึ่งหนังสือที่อ่านในเวลานั้น ก็คือ หนังสือที่มีชื่อว่า เพลงดวงดาว
“จากหนังสือเล่มนั้น เลยเป็นแรงบันดาลใจในการเรียนต่อในด้านวรรณกรรมสำหรับเด็กที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และเมื่อเข้ามาทำงานในแวดวงหนังสือเด็ก ก็พบว่าหนังสือที่พูดเรื่องความตาย เพศสภาพ ความหลากหลายทางเพศ ผู้ลี้ภัย แทบไม่มีในไทยเลย ตรงข้ามกับหนังสือเด็กทำนองนี้ในต่างประเทศ ที่มีเยอะเต็มชั้นร้านขายหนังสือ”
...
หลังทำงานมาประมาณ 8 ปี รวงทัพพ์ได้ขอทุนไปเรียนต่อที่ประเทศอินเดีย แล้วก็กลับมาก่อตั้งองค์กรหิ่งห้อยน้อย โดยเลือกชื่อหิ่งห้อยน้อย เพราะหิ่งห้อยเป็นตัวแทนของสัตว์ที่ต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีจึงจะมีชีวิตรอด ซึ่งเด็กๆ ก็คงชอบแสงของหิ่งห้อย อีกทั้งหิ่งห้อยก็เป็นสัตว์ที่อยู่ท้าทายความมืด ก็เลยเป็นสโลแกนของกลุ่มในที่สุด
ภายในนิทรรศการ Silent Voices Matter กลุ่มหิ่งห้อยน้อยได้เชิญศิลปิน รวมกันทั้งสิ้น 11 คน มาร่วมจัดนิทรรศการ โดยศิลปินแต่ละคนจะมีสไตล์การทำงานศิลปะที่แตกต่างกัน แต่มีความสนใจเกี่ยวกับเด็กที่เหมือนกัน วัตถุดิบที่นำมาใช้ในงานศิลปะ ก็อาจเป็นตะกอนจากสิ่งที่ตัวเองเคยเจอในวัยเด็ก นำคำบอกเล่าของเด็กๆ ที่เล่าผ่านการกรอกแบบฟอร์มจาก Google Forms เรื่องเล่าที่ส่งมายังเฟซบุ๊กเพจของหิ่งห้อยน้อย หรือข้อมูลจากงานวิจัย ก่อนจะนำมาร้อยเรียงเป็นงานศิลปะตามที่ศิลปินถนัด
สาเหตุที่ทำให้เด็กยอมเปิดใจเล่าถึงปัญหาของตัวเอง รวงทัพพ์ เชื่อว่า น่าจะมาจากโพสต์แต่ละโพสต์ สเตตัสแต่ละสเตตัสของหิ่งห้อยน้อย ที่มีลักษณะของความเป็นเพื่อน เมื่อเด็กเข้ามาเห็น และถ้าหากเขาไม่มีที่สำหรับพูด ช่องทางของหิ่งห้อยน้อย ก็เลยเป็นพื้นที่และสื่อที่น่าจะพอเข้าใจต่อปัญหาของพวกเขาได้บ้าง จึงทำให้เกิดการเปิดใจที่เล่าถึงปัญหาที่ต้องเผชิญ เหมือนเพื่อนเล่าปัญหาของตัวเองให้เพื่อนฟัง
อย่างไรก็ดี งานนิทรรศการ Silent Voices Matter กลุ่มหิ่งห้อยน้อย เน้นย้ำว่า ได้มีการพูดคุยกับคนที่ทำงานด้านเด็กโดยตรงว่า ขอบเขตของงานศิลปะ สามารถทำงานได้ออกมาได้มากน้อยแค่ไหน เพราะการที่นำเรื่องทุกข์ของเด็กมาเล่า ต้องคิดคำนึงต่อไปว่ารุนแรงเกินไปหรือไม่ เป็นการผลิตซ้ำหรือเปล่า โดยเฉพาะกับคนที่เคยมีบาดแผลมาแล้วจากในอดีต
เช่นนั้น ทางกลุ่มจึงได้จัดทำ Consent Form เพื่อให้เด็กเข้าใจตรงกันว่า งานของหิ่งห้อยน้อยทำคืออะไร ถ้าเด็กคนไหนที่พร้อมจะเล่าก็ค่อยๆ กรอกแบบฟอร์มที่ว่านี้ หากเขาเริ่มมีความรู้สึกที่ไม่ดีระหว่างการกรอกแบบฟอร์ม สามารถคุยกับเครือข่ายมูลนิธิสายเด็กได้ หยุดการกรอกแบบฟอร์มนี้ได้
...
“การมีพื้นที่บนแบบฟอร์มนี้ แม้มันเป็นพื้นที่เล็กๆ แต่มันก็อาจจะช่วยเด็กได้บางคน จากที่ทำมาก็มีเด็กส่งเรื่องมาเล่านับร้อยคน มีตั้งแต่เรื่องของการศึกษา อัตลักษณ์ โรคซึมเศร้า ไปจนถึงเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง ซึ่งเราได้ขออนุญาตทุกคนที่นำเรื่องมาเล่าว่าจะนำเรื่องที่เล่ามานี้ ไปใช้จัดทำนิทรรศการ” รวงทัพพ์ กล่าว
หลังเปิดนิทรรศการ Silent Voices Matter ผลตอบรับส่วนใหญ่ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกของการจัดงาน รวงทัพพ์ ยอมรับว่ามันมีความเศร้า ผู้เข้าชมงานที่เป็นผู้ใหญ่บางคนหรือแม้แต่เด็กบางคนก็รู้สึกว่า เขาก็เคยเผชิญกับสิ่งเหล่านี้เหมือนกัน ซึ่งในฐานะผู้จัดงานก็ต้องมี Trigger Warning เตือนไว้เสมอ ถ้าดูไม่ไหวแล้วจริง ขอให้รีบออกมาจากพื้นที่นั้น
“เราคิดว่า สิ่งที่อยู่ในงาน อย่างน้อยๆ มันก็น่าจะไปกะเทาะ ไปสั่นสะเทือน อย่างน้อยก็มีคนหนึ่งคนเคยเจอประสบการณ์แบบเดียวกับคุณนะ คุณไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว”
ประเด็นต่อมาที่รวงทัพพ์ เสนอขึ้นมาอย่างน่าสนใจ นั่นคือ ระบบการ “ฟัง” ของประเทศนี้ กำลังมีปัญหา
...
“สิ่งที่เราคิดมาตลอด โดยเฉพาะเราซึ่งทำงานกับเด็กที่เผชิญกับความทุกข์ แม้เราจะไม่ใช่หน่วยบำบัด แต่เราก็รู้สึกว่าสิ่งที่ทำให้เด็กทนทุกข์ เพราะปัญหาไม่ได้ถูกแก้ แต่ถูกทำให้เงียบ ไม่ถูกอนุญาตให้พูด ถ้าพูดจะกลายเป็นการพูดที่ไม่ถูกกาลเทศะ ซึ่งมันก็ย้อนแย้งกับคำที่บอกว่าเด็กเป็นคนสำคัญ เป็นอนาคตของชาติ คุณก็ควรที่จะต้องฟังเด็กไม่ใช่หรือ”
“ในสังคมที่ถูกสอนให้ทุกคนต้องเหมือนกัน ห้ามแปลกแยก หรือแตกต่าง แต่เราก็พบว่า ถ้าเขามีพื้นที่อย่างน้อยๆ ก็บนแบบฟอร์ม นั่นก็ทำให้เขาสามารถเขียนในสิ่งที่เขาคิด สามารถเล่าปัญหาของเขาได้จากพื้นที่ตรงนั้น ซึ่งนั่นทำให้เขาถูกทำให้มีตัวตน”
รวงทัพพ์ มองว่า วัฒนธรรมบางอย่างในสังคมไทยมันไม่มีเด็กในนั้น สิ่งที่เชื่อมโยงก็ล้วนเริ่มจากผู้ใหญ่เป็นคนที่บอกเด็กว่าต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ ตามคำบอกของผู้ใหญ่ ตามที่ผู้ใหญ่ชี้นำ โดยมาพร้อมกับคำว่าความหวังดี ไม่ให้เด็กได้เลือกเอง
...
นอกจากนั้น สังคมไทยเป็นสังคมที่มีระดับชั้น ซึ่งระดับชั้นที่ว่าเป็นระดับชั้นของการให้ความสำคัญ เริ่มจากสังคมในครอบครัว จะเห็นได้ว่า พ่อมีอำนาจมากกว่าแม่ แม่มีอำนาจมากกว่าลูก เมื่ออยู่ในโรงเรียนผู้อำนวยการมีอำนาจมากกว่าครู และครูมีอำนาจมากกว่านักเรียน
“ถ้ามองในแง่ของระบบก็จะมีคำว่าอาวุโสลดหลั่นลงมาเป็นลำดับชั้น ไทยยังมีอย่างนั้น ซึ่งอำนาจที่ไม่เท่ากันแบบนี้ ก็คงไม่เห็นว่าเด็กจะมีอำนาจเท่าๆ กับผู้ใหญ่”
ขณะที่การทับซ้อนของอำนาจ ของอัตลักษณ์ เด็กตัวเล็กกว่า เสียงที่เบากว่า ก็น้อยกว่าผู้ใหญ่ที่มักจะเสียงดังกว่าแน่นอน บริบทของไทยจะมีคำว่า อาบน้ำร้อนมาก่อน ก็แปลว่าทุกๆ อย่างก็ต้องผ่านความเห็นชอบของผู้ใหญ่เสมอ
ถึงกระนั้นแล้ว การเข้ามาของโซเชียลมีเดียก็ทำให้เด็กมีพื้นที่มากขึ้น มีโอกาสในการเข้าถึงที่ง่ายขึ้น เมื่อเด็กสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เกิดการประมวลผล จนนำมาสู่ความอยากในการแสดงความคิดเห็น สามารถสะท้อนเสียงที่พวกเขาเคยเอ่ยแล้วไม่เคยมีใครสนใจ ให้คนกลับมาเหลียวหลังดู และกลายเป็นพลังใหม่ๆ เกิดขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ เป็นประเด็นที่เกิดขึ้นไปทั้งโลก
“ถ้าดูจากการเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็จะเห็นได้ว่าผู้ที่ออกมาเรียกร้อง ออกมาเคลื่อนไหว สัดส่วนจำนวนมากกลับเป็นเด็ก ซึ่งสิ่งนี้เป็นไปทั้งโลก ในระดับโลก เราก็จะได้ยินชื่อของเกรตา ธันเบิร์ก หรือโจชัว หว่อง”
ขณะที่ประเทศไทยก็ไม่ต่างกัน นั่นแสดงให้เห็นว่าผลประโยชน์ของเด็ก มันต้องมีอะไรสักอย่างที่เป็นปัญหา พวกเขาเลยออกมาเรียกร้อง ออกมาแสดงความคิดเห็น ทั้งในเรื่องสังคม หรือปัญหาส่วนตัว เพราะไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือโรงเรียน เด็กไม่เคยมีพื้นที่ให้พวกเขาแสดงออก
ดังนั้น มูฟเมนต์ของเด็กที่เห็นในทุกวันนี้จึงเกิดขึ้นในพื้นที่ออนไลน์ หรืออาจลงสู่บนท้องถนน ซึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีบางอย่างที่เป็นอันตรายตามมา
อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้มันก็ยังมีช่องว่าง (Gap) เนื่องจากพื้นที่ออนไลน์ เป็นพื้นที่ใหม่ จึงทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน ยกตัวอย่าง รุ่นพ่อดูคอนเทนต์จากทีวี วิทยุ หรือไลน์ รุ่นอายุน้อยลงมาหน่อยเป็นเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม แต่ถ้าอายุน้อยลงกว่านั้นกลายเป็นแอปพลิเคชัน TikTok
สุดท้ายในฐานะผู้จัดงาน Silent Voices Matter สิ่งที่อยากให้ผู้เข้าชมงานได้กลับไป รวงทัพพ์ ตอบสั้นๆ ว่า อยากให้มีความกล้า กล้าที่จะคิด กล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาว่าเราเจอกับอะไรมา
“แค่เห็นจากนิทรรศการ แล้วกลับไปคิดต่อ หรือสร้างความสั่นสะเทือนต่อไป แค่นั้นก็ยินดีมากแล้วค่ะ”
นิทรรศการ Silent Voices Matter “เมื่อความเงียบกู่ก้อง” จัดแสดงที่ลิโด้ คอนเน็คท์ ชั้น 2 จนถึง 31 พฤษภาคม 2564
ผู้เขียน: Wiwat Rungsaensuksakul
กราฟิก: Phantira