อาการหลักของภาวะสมองเสื่อมคือ อาการหลงลืม ซึ่งจะต่างจากอาการขี้ลืมของผู้สูงอายุ กล่าวคือ ผู้สูงอายุมักจะขี้ลืมและเรียนรู้ช้า เช่น จะจำอะไรต้องท่องหลายรอบ จะเรียนการใช้สมาร์ทโฟน ก็ต้องเรียนหลายรอบ แต่สุดท้ายก็ทำได้ อาการดังกล่าวนี้เรียกว่าอาการ “ขี้ลืม” หาคำตอบได้ในคอลัมน์ ศุกร์สุขภาพ
ส่วนอาการหลงลืม ผู้สูงอายุจะจำอะไรไม่ได้เลยว่าตนเองเคยทำอะไร พูดอะไรไว้ ซึ่งเป็นอาการเด่นของสมองเสื่อม ขณะเดียวกันก็จะมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น อาการไม่รู้ตัว ไม่รู้เรื่อง นัดกับลูกไว้ว่าให้ลูกมารับที่ร้านทำผม แต่พอถึงเวลาก็เดินกลับบ้านเอง ทั้งๆ ที่นัดกันไว้แล้ว เสียทักษะบางอย่างที่เคยทำได้ เช่น เคยทำอาหารอย่างชำนาญ แต่มาวันนี้ทำไม่ได้ กลับบ้านไม่ถูก นำเงินไปให้คนไม่รู้จัก เป็นต้น
การรักษา
ในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาใดที่จะรักษาภาวะสมองเสื่อมให้หายได้ เพราะเซลล์สมองที่ตายแล้วไม่สามารถนำกลับคืนมาได้ และไม่มีการรักษาใดที่จะหยุดการดำเนินโรคได้ เป็นเพียงการรักษาตามอาการ และชะลอโรคได้บ้าง
การรักษาหลักในปัจจุบัน คือ การทำให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกๆ วัน ไม่ว่าเขาจะเหลือชีวิตอีกกี่ปีก็ตาม โดยแบ่งเป็นการรักษาโดยใช้ยาและไม่ใช้ยา ซึ่งการรักษาทั้ง 2 แบบนี้จะดูที่ 3 อย่าง คือ
1. A-Activity คือ ความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ ถ้าเขาสามารถดำรงชีวิตได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงผู้อื่น ซึ่งต้องมาพิจารณาว่าคนไข้ทำอะไรได้บ้าง ทำอะไรไม่ได้บ้าง เพื่อจะหาสิ่งเติมเต็มเข้าไป เพื่อให้เขามีชีวิตเหมือนคนปกติ โดยไม่ต้องพึ่งพาลูกหลาน
...
2. BPSD (Behavioral and Psychological Symptoms of Dementia) คือ พฤติกรรมและปัญหาทางจิตเวชที่เกิดขึ้นจากการที่สมองเสื่อม เช่น คนไข้บางคนการรับรู้เสีย ทำให้เห็นภาพหลอน จำไม่ได้ว่านำเงินไปเก็บไว้ที่ไหน ส่งผลให้เขาเกิดอาการหวาดระแวงผู้ดูแล วัตถุประสงค์ของการรักษาคือ รักษาอาการหวาดระแวงเหล่านี้ หรือในบางคน เห็นว่ามีคนยืนอยู่ เห็นเด็กยืนอยู่ ได้ยินเสียงวิ่งเล่นเสียงดังไปหมด หรือบางคนเศร้า ก็ต้องแก้ปัญหาทางจิตเวช และปัญหาพฤติกรรมของคนไข้
3. C แบ่งออกเป็น
3.1 Cognition คือ ความสามารถโดยรวมของสมอง เป็นอาการหนึ่งที่การกินยาจะช่วยบรรเทาได้บ้าง เนื่องจากยาที่ให้ จะทำหน้าที่ปรับสารสื่อประสาทในสมอง เพื่อให้สมองทำงานได้ดีหรือใกล้เคียงความสามารถเดิม
ส่วนการรักษาที่ไม่ใช้ยา เช่น
- คนไข้ขี้ลืมก็ใช้การจดเข้ามาช่วย จดตัวใหญ่ๆ ไว้ตามจุดต่างๆ ของบ้าน
- คนไข้ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน ก็เลือกใช้นาฬิกาพูดได้ เช่น ตอนนี้เป็นเวลา 5 ทุ่ม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการรับรู้ของสมองให้ดีขึ้น
3.2 Caregiver หมายถึง ผู้ดูแลและคนใกล้ชิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม นอกจากดูแลคนไข้สมองเสื่อมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีแล้ว ก็ต้องดูแลจิตใจของผู้ดูแลผู้สูงอายุด้วย เพราะผู้ดูแลหลายคนก็ได้รับโรคประจำตัวที่ถ่ายทอดมาจากปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันเลือดสูง ก็จะต้องดูแลสุขภาพกายและใจของผู้ดูแลควบคู่กันไปด้วย
การป้องกัน
ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่จะทำลายสมอง ควรตรวจสุขภาพประจำปี คัดกรองโรคหัวใจและหลอดเลือด ป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดกับสมอง หลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติด ป้องกันภาวะทุพโภชนา ป้องกันการติดเชื้อ เช่น ถ้าเสี่ยงต่อโรค HIV โรคซิฟิลิส ก็ควรสวมถุงยางทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น
จะเห็นว่าปัจจัยหลักที่ทุกคนไม่สามารถเลี่ยงได้ของโรคสมองเสื่อม คือ อายุ แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เราสามารถหลีกเลี่ยงและป้องกันไม่ให้สมองที่รักของเราเสื่อมก่อนวัยอันควร เพื่อที่จะมีสมองที่แข็งแรงไปอีกหลายปี
@@@@@@@@@
แหล่งข้อมูล
อ.พญ.อรพิชญา ศรีวรรโณภาส ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล