ไลฟ์สไตล์
100 year
เปิดวิธีคิด “ครูก้อย” แนะหนทางสู่การเป็นนักร้องไอดอล

เปิดวิธีคิด “ครูก้อย” แนะหนทางสู่การเป็นนักร้องไอดอล

ไทยรัฐออนไลน์
7 มี.ค. 2564 08:37 น.
SHARE

ถ้าต้องใช้เวลา 10 วินาทีเพื่อออดิชั่น ด้วยการร้องหรือเต้น ให้เตะตาต้องใจกรรมการ จะมีความสามารถแบบไหนถึงถูกเลือก มาฟังประสบการณ์ตรงจากเทรนเนอร์ด้านการใช้เสียง “ครูก้อย” ครูสอนร้องเพลงและเทคนิคการใช้เสียง KruKoy Vocal Studio

จากประสบการณ์มากกว่า 30 ปีในการทำงาน และ 23 ปีบนเส้นทางของการเป็นครูสอนร้องเพลง จำนวนนักเรียนเกินครึ่งของครูก้อยเป็นศิลปิน นักร้อง พระเอก นางเอก ตั้งแต่นักแสดงเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ พอใครฟังโปรไฟล์แล้วก็อยากจะส่งลูกมาเรียน แม้ว่าจะมีลูกศิษย์บางคนโด่งดังระดับโลก ครูก้อย สุภาพรรณ ผลากรกุล บอกชัด “การจะทำให้คนคนหนึ่งมีชื่อเสียงได้ต้องใช้ องค์ประกอบหลายอย่าง แต่ที่สำคัญที่สุด มาจากตัวน้องๆ เอง”

ความเป็น "ศิลปิน" ออกมาจากพรสวรรค์ของพวกเขาเอง

แม้ว่าครูก้อยจะเคยเป็นที่ปรึกษาโครงการฝ่ายคัดเลือกศิลปินแกรมมี่เมื่อหลายปีก่อน แต่ครูก้อยไม่ได้สัญญาว่าจะทำให้เด็กทุกคนเป็นศิลปินได้

“ศิลปินในความหมายของครูก้อย มี 2 แบบ คือ เรียลอาร์ติสต์ (Real Artists) ไม่ต้องสวย ไม่ต้องหล่อ แต่ต้องเก่งและมีความสามารถ ร้องเพลงเก่ง เล่นดนตรีเก่ง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว กับ ไอดอล (Idols) ที่มีรูปร่างหน้าตาดี ร้องเก่ง หรือ เต้นเก่ง อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทำได้ดีทั้งสองอย่าง ทั้งหมดนี้คือพรสวรรค์ แต่ถ้าจะเก่งและพัฒนาได้มากขึ้นต้องมีพรแสวงเรียนรู้เพิ่มเติม”

“สิ่งที่ศิลปินทั้งสองแบบต้องมี คือ คาริสม่า” เมื่อขยายความว่าคาริสม่า (Charisma) คืออะไร ครูก้อยอธิบายว่า.. “เป็นเสน่ห์ที่เกิดจากความมั่นใจ หรือมีสไตล์และเอกลักษณ์ที่ชัดเจน เป็นธรรมชาติเฉพาะบุคคลที่ไม่เหมือนใคร เดินเข้ามาก็รู้เลยว่าใช่” ค่ายจะพิจารณาความสามารถเป็นอันดับแรก ขาดหรือต้องเพิ่มเติมตรงไหนก็ให้พัฒนาเพื่อต่อยอด

“เส้นทางสู่ดวงดาว” สู่การเป็นนักร้อง-ศิลปิน

เส้นทางแรกที่น้องๆ จะก้าวสู่การเป็นดาวได้ จะต้องผ่านการคัดเลือกที่เปิดโอกาสจากค่ายต่างๆ แต่ปัจจุบันนี้รูปแบบของการเฟ้นหาดาวเปลี่ยนไป Social Media อย่าง Youtube, Tiktok และ Instagram ก็กลายเป็นฟีเจอร์ที่ต้นสังกัดมาเห็นความสามารถพิเศษของคุณได้

แม้ว่าปัจจุบันนี้ความฝันของเด็กไทยส่วนใหญ่มุ่งมั่นว่าอยากเป็นนักร้องศิลปินค่ายเกาหลี แต่ก็อย่าลืมว่า ยังมีเวทีออดิชั่นประเทศอื่นที่เปิดโอกาสต้อนรับผู้ที่มีความสามารถ โดยเฉพาะประเทศใกล้เคียงอย่างจีน เช่น รายการช่วง (Chuang) ซึ่งปีที่แล้ว เนเน่ พรนับพัน AF10 ก็ผ่านเข้ารอบเดบิวต์ หรือรายการ Youth With You ซีซั่น 3 ที่ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล เป็นเมนเทอร์ และรายการ Asia Super Young ปี 2021 นี้ กองทัพ พีค กำลังเข้าแข่งขัน ซึ่งปี 2021 ครูก้อยเผยว่า “นอกจากเรื่องเพลงแล้ว น้องๆ ก็ต้องเรียนภาษาประเทศนั้นๆ เพิ่มเติมอย่างหนัก เพื่อเข้าใจอารมณ์เพลง และสื่อสารพูดคุยกับคนประเทศนั้นได้ เพื่อเข้าถึงแฟนคลับ ทำให้เขาประทับใจ ทำงานต่อยอดไปได้อีก”

1. ค้นหาพรสวรรค์ในตัวเอง

เด็กที่เดินเข้ามาหาครูก้อย ไม่ได้มาเพื่อร้องเพลง หรือเรียนเพื่อไปออดิชั่นเพียงอย่างเดียว ดารา นักแสดง พิธีกร ผู้ประกาศข่าว มาเรียนเทคนิคการใช้เสียงและแก้ไขการพูดที่ผิดวิธี หรือในสายงานอาชีพอื่นก็มี เช่น ครูสอนโยคะ เทรนเนอร์ วิทยากรประจำบริษัท เพื่อเป็นประโยชน์และนำไปปรับใช้กับอาชีพของตัวเองสำหรับคนที่จะไปออดิชั่น สิ่งแรกที่ต้องถามตัวเองก่อนว่า “รักในสิ่งที่ทำหรือเปล่า”

ครูก้อยกับเปียโนตัวเก่งที่ใช้วอร์มเสียงนักเรียน
ครูก้อยกับเปียโนตัวเก่งที่ใช้วอร์มเสียงนักเรียน

2. ฝึกฝนอยู่ตลอดเวลา เรียนเพิ่มเติมทักษะที่ขาด

วันนี้เป็นครั้งแรกที่ครูก้อยได้เปิดบ้านให้เยี่ยมชม ครูก้อย โวคอล สตูดิโอ เมื่อเปิดประตูห้องเรียนจะพบ Grand Piano และไมค์ที่ต่อกับ Mixer พร้อมลำโพง ภายในห้องตกแต่งด้วยกระจกให้ผู้เรียนมองเห็นบุคลิกและมองปากของตัวเองแบบเต็มตัว ครูก้อยเล่าอย่างติดตลกว่า “ทุกวันนี้ต้องจ่ายยารักษาอาการ ส เสืออักเสบเยอะมาก” หมายถึงการพูด ส เสือ ที่วางลิ้นผิดวิธี เกิดมีลมสอดแทรกผิดที่ เป็นปัญหาที่พบมาก

"เมื่อผู้เรียนเดินเข้ามาในห้อง ถ้ามาเรียนร้องเพลง ครูก้อยจะให้ร้องเพลงให้ฟังก่อน แต่ถ้ามาเรียนเกี่ยวกับการใช้เสียงจะแอบสังเกตเสียง ด้วยการพูดคุยเบื้องต้น และให้อ่านแบบทดสอบ เพื่อประเมินการออกเสียงก่อนสอน

เพราะปัญหาในการร้องเพลงของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เช่น ปัญหาเกี่ยวกับการร้องเพลงที่พบบ่อย คือ เสียงเบา ไม่มีน้ำหนัก ใช้เสียงเกินความจำเป็น คือ ตะโกนร้องเพลง มีอาการเค้นและดันเวลาขึ้นเสียงสูง ร้องเพลงเพี้ยน คร่อมจังหวะ ไม่มี Dynamic หนักเบาเวลาร้อง ไม่มีอารมณ์เพลง ลืมหายใจหรือหายใจไม่ลึกพอ สำหรับคนที่อยากเป็นนักร้องต้องฟังเพลงให้ละเอียด ลองฟังเพลงต้นฉบับและคัฟเวอร์หลายๆ แนว เพื่อเป็นไอเดียปรับใช้กับตัวเอง

ส่วนเรื่องการใช้เสียงในการพูด ปัญหาที่พบส่วนใหญ่ คือ พูดเสียงเบาบาง ไม่มีน้ำหนัก (Airy Sound) พูดเสียงสูงเกินไป ทำให้คนฟังรู้สึกรำคาญ หรือพูดเสียงต่ำจนเกินไป เป็นโมโนโทน (Monotone) ทำให้คนฟังรู้สึกเบื่อหน่าย และไม่มี Energy

บรรยากาศห้องเรียนบ้านครูก้อย
บรรยากาศห้องเรียนบ้านครูก้อย

ครูก้อยให้ทำแบบฝึกหัดวอร์มเสียง เพราะเส้นเสียงคือกล้ามเนื้อ ฝึกให้แข็งแรงขึ้นได้ ให้นักเรียนรู้จักควบคุมเสียงกับลมทำงานสมดุลกัน (Vocal Balance)

ปัญหาที่พบบ่อยในเด็กปัจจุบัน พบบ่อย พูดรัว-เร็วไม่มีเว้นวรรคทำให้ฟังไม่รู้เรื่อง พูดไม่ขยับปาก และไม่ปิดคำทำให้พูดไม่ชัด

อีกปัญหาที่พบบ้าง คือลิ้นติด (Tongue-Tie) เกิดจากพังผืดที่เส้นใต้ลิ้น ทำให้กระดกลิ้นขึ้นไปแตะเพดานบริเวณปุ่มเหงือกไม่ได้เมื่อพูดคำในชุดอักษร น ร ล ด จะเหมือนลิ้นคับปาก ต้องปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาด้วยการขริบเส้นใต้ลิ้นออก และทำกายภาพบำบัด ส่วนกรณีที่ไม่ได้เกิดจากเส้นพังผืดใต้ลิ้น แต่เป็นเพราะเลียนแบบการออกเสียงจากคนใกล้ชิด ก็แก้ไขได้ด้วยการฝึกพูดใหม่ 

ครูก้อยกับของสะสมมิกกี้เมาส์ที่ลูกศิษย์ซื้อมาฝากจากทุกมุมโลก
ครูก้อยกับของสะสมมิกกี้เมาส์ที่ลูกศิษย์ซื้อมาฝากจากทุกมุมโลก

ครูก้อยเล่าว่า "จุดเริ่มต้นของศิลปินแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะต้นทุนต่างกัน บางคนร้องเก่ง เต้นเก่ง แร็ปเก่ง บางคนทำได้ทุกอย่าง รวมถึงเขียนเพลงเอง ทั้งเนื้อร้องทำนอง เรียกได้ว่าครบสมบูรณ์แบบ แต่กว่าศิลปินจะประสบความสำเร็จ ได้รับความนิยม ต้องมีองค์ประกอบหลายๆ อย่าง แต่ที่สำคัญที่สุด คือ ต้องไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

ส่วนการเรียนรู้ทักษะเพิ่มเติมนั้น กว่าจะมาเป็นครูสอนร้องเพลงและเทคนิคการใช้เสียงเพื่อถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ได้ในทุกวันนี้ มาจากการให้โอกาสจากครูโรจน์-รุ่งโรจน์ ดุลลาพันธ์ซึ่งเป็นครูของพี่เบิร์ด ธงไชย, ปุ๊ อัญชลี, พี่ตูน บอดี้สแลม, พี่โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ และนักร้องที่โด่งดังมากมาย ครูโรจน์เป็นครูสอนเทคนิคการใช้เสียงในการร้องเพลงระดับต้นๆ ของเมืองไทย ถ่ายทอดเทคนิคการใช้เสียง Speech-Level-Singing จากการไปเรียนกับ Seth Riggs ผู้เป็นครูสอน Michael Jackson (และเป็นผู้เขียนหนังสือ Singing for The Star) รวมถึงเทคนิคที่ช่วยให้นักร้อง นักแสดง ได้ปรับวิธีการใช้เสียงให้ถูกวิธี ตามหลักธรรมชาติของคนนั้น

3. มีใจรักและความสุขกับสิ่งที่ทำ

ครูก้อยเล่าถึงตลอดระยะเวลาทำงาน ตั้งใจและทุ่มเทกับการสอน ไม่หยุดที่จะเรียนรู้ “ครูโรจน์เป็นผู้ให้ชีวิตในเส้นทางการเป็นครูสอนร้องเพลง สิ่งเหล่านี้เป็นความรู้จากครูบาอาจารย์ เมื่อเราได้รับ เราต้องส่งต่อให้ผู้อื่น คยมีคนมาเรียนเพื่อเป็นครูสอนร้องเพลงกับครูก้อย แต่ส่วนมากก็เลิกไป เพราะไม่เอาจริง!

"ครูก้อยเชื่อว่าทุกเส้นทางของความสำเร็จ ต้องมีความรัก และความสุข เพราะฉะนั้นทุกวัน ทุกชั่วโมงในการทำงาน ครูก้อยทำด้วยความรักและความสุข

ความรักจะนำทางไปสู่เส้นทางเดียว อย่างแบมแบมไปตั้งแต่อายุ 11-12 และต้องซ้อมทุกวัน สิ่งที่ทำให้ไม่ท้อเลยคือแบมแบมรัก ส่วนลิซ่าใช้เวลาเป็นศิลปินฝึกหัดถึง 6 ปี ถึงจะได้เดบิวต์ ใช้เวลาเทียบเท่ากับการเรียนปริญญาตรีแล้วต่อโท สองคนนี้เป็นตัวอย่างของคนที่มีใจรักและมีความสุขในสิ่งที่ทำ”

เมื่อก้าวเข้ามาในห้องเรียน จะพบกับซีดี BLACKPINK พร้อมลายเซ็นลิซ่า ผู้เป็นแรงบันดาลใจของทุกคน
เมื่อก้าวเข้ามาในห้องเรียน จะพบกับซีดี BLACKPINK พร้อมลายเซ็นลิซ่า ผู้เป็นแรงบันดาลใจของทุกคน


4. มีวินัยในตัวเอง รักษากฎกติกา

นอกจากเรื่องการฝึกซ้อมแล้ว น้องๆ บางคนไปถึงจุดที่ได้เซ็นสัญญากับค่ายฝึกต่างประเทศแล้ว แต่มีกฎของค่ายที่ต้องรักษา “แน่นอนว่าระหว่างทางมันต้องเหนื่อยและท้อ เมื่อไหร่จะได้เดบิวต์ เด็กๆ ที่ผ่านจุดนั้นมาได้ เพราะเขามีใจรัก มีความอดทน และมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะทำอะไร” ครูก้อยเล่า “รวมถึงต้องรักษากฎและวินัยที่ต้นสังกัดให้ปฏิบัติ เรื่องเวลา และการดูแลตัวเอง ถ้าไม่ขยันซ้อม ไม่มีพัฒนาการก็จะถูกส่งกลับ” ถ้าน้องๆ Trainee ได้เป็นศิลปินก็จะเจอความกดดันที่มากกว่านี้ ถือเป็นการฝึกตัวเองเพื่อเตรียมความพร้อมในเส้นทางอาชีพ

5. จัดการความรู้สึกตัวเอง

ว่าที่ศิลปินต้องรู้จักและจัดการความรู้สึกของตัวเองให้เป็น เพราะหากอยู่ในสังคมก็จะเจอกับอารมณ์หลายรูปแบบ สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจตัวเองคืออยากเข้าวงการเพราะใจรัก หรือว่าเป็นแค่อารมณ์อยากทำตามกระแส หรืออยากทำเพราะความคาดหวังของผู้ปกครอง ครูก้อยเล่าว่า

“ถ้ายังเป็นเด็กเล็ก ครูก้อยจะสื่อสารกับพ่อแม่โดยตรงว่า น้องสามารถพัฒนาได้ ให้หาโอกาส หาช่องทางได้ฝึกประสบการณ์และแสดงออก บางคนมาเรียนร้อง แต่ขี้อาย ไม่แสดงออกด้านอารมณ์ก็แนะนำให้เรียนเสริมการแสดง เด็กที่เคลื่อนไหวไม่เป็นแนะนำให้เรียนเต้น แต่ทั้งหมดนี้ก็ต้องดูความพร้อมของครอบครัว แต่ถ้าเป็นเด็กโต ก็พูดกับเจ้าตัวตรงๆ”

วันหนึ่งเมื่อเขาเห็นความสำคัญก็จะกลับมาเรียน เช่นเดียวกับลูกชายคนโตของครูก้อยที่เคยอยู่ในสถานการณ์นี้เช่นกัน "เขากลับมาเรียนและฝึกฝนต่อยอดจนปัจจุบันสามารถพิเศษทำเป็นอาชีพเสริมและหารายได้เป็นทุนทำอะไรได้หลายอย่าง”

ใจรักอย่างเดียวไม่พอ ระวังถูกหลอกขโมยความฝัน

ทุกวันนี้เราเห็นข่าวมิจฉาชีพเปิดโมเดลลิ่งเพื่อหลอกเด็กๆ ที่อยากเป็นนักร้อง นักแสดงไปแคสติ้ง “เคยได้ยินอยู่บ้างค่ะ มีผู้ปกครองพาเด็กมาสมัครเรียนแล้วเล่าว่าให้โอนเงินไปเป็นล้านเพื่อจองสถานที่เรียนที่เกาหลี เพราะมิจฉาชีพพวกนี้ใช้ความฝันของเด็กๆ มาสัญญาว่าจะหาที่เรียนและพาไปออดิชั่นได้”

“ในระหว่างทางศิลปิน ถ้าต้องรอ แล้วยังไม่ได้รับคำตอบว่าเมื่อไหร่จะได้เดบิวต์มีผลงาน ก็จะมีปัญหาถอดใจ ต้องมีความรักและมีความสุขกับสิ่งที่ทำ ถึงจะทำให้ประสบความสำเร็จ”

สุดท้ายนี้ครูก้อยให้แง่คิดกับผู้ที่ต้องการเป็นศิลปินว่า “แต่ถ้าพยายามถึงที่สุดแล้วไม่ได้เป็นศิลปิน ให้หันกลับมามองความสามารถของตัวเองว่า มีงานเบื้องหลังแบบไหนที่เราถนัด เพราะยังมีเส้นทางอาชีพอื่นในสายงานเพลงที่ประสบความสำเร็จได้ไม่แพ้การเป็น ศิลปิน"



ผู้เขียน : สีวิกา ฉายาวรเดช
ช่างภาพ : ชุติมน เมืองสุวรรณ
กราฟิก : สถิตย์ เชื้อพรรณงาม

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม 2564 เวลา 04:36 น.