ไลฟ์สไตล์
100 year

สำรวจ 5 ซีรีส์ Netflix ที่เคยติดเทรนด์ในไทย สะท้อนประเด็นอะไรบ้าง?

ไทยรัฐออนไลน์
23 ก.พ. 2564 14:12 น.
SHARE

แม้ว่าหนังและซีรีส์จะเป็นความบันเทิงรูปแบบหนึ่ง แต่นอกจากจะมอบความสนุกสนานแล้ว ยังสามารถสะท้อนบริบททางสังคมของช่วงเวลานั้นๆ ได้อีกด้วย เห็นได้ชัดจากซีรีส์ Netflix ที่น่าดูหลายๆ เรื่องที่พยายามนำเสนอประเด็นต่างๆ ที่สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Movement) ของโลกยุคใหม่ เช่น นักแสดงนำเป็นคนเอเชีย, พระเอกเป็นคนผิวสี, เพิ่มบทบาทให้ตัวละครหญิง, LGBT เป็นตัวเอกของเรื่อง, นำเสนอเรื่องราวของคนชายขอบ ฯลฯ

แน่นอนว่าเมื่อสื่อบันเทิงนำเสนอเรื่องราวที่สนับสนุนประเด็นเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ จะค่อยๆ เสริมสร้างค่านิยมรูปแบบใหม่ให้แก่ผู้ชม สังคมเริ่มมีการสร้างมาตรฐานความงาม ว่าสามารถมีความหลากหลายได้ รวมไปถึงการยอมรับความแตกต่างด้านเชื้อชาติ ศาสนา และเพศ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้สร้างหนังและซีรีส์ยุคใหม่ ต้องคำนึงถึงค่านิยมเหล่านี้ให้มากขึ้น เพื่อมอบคุณค่าบางประการกลับคืนสู่สังคม ผ่านความบันเทิงรูปแบบดังกล่าว 

ส่องประเด็นทางสังคมใน 5 ซีรีส์ Netflix น่าดู ที่ได้รับความนิยมจากคนไทย 

ซีรีส์ Netflix รวมถึงหนังน่าดูหลายๆ เรื่อง ที่ให้บริการผ่านสตรีมมิงในประเทศไทย เคยได้รับความนิยมอย่างมาก จนครองเทรนด์อันดับ 1 เป็นเวลานานหลายสัปดาห์ ทำให้เกิดกระแสบอกต่อ จนนำไปสู่การตั้งคำถามต่อปัญหาต่างๆ ที่หนังได้สะท้อนออกมา ไทยรัฐออนไลน์จะพาไปสำรวจ 5 ซีรีส์น่าดูของ Netflix ว่าสะท้อนประเด็นอะไรที่เชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวทางสังคมบ้าง

1. Sex Education

ซีรีส์ฝรั่งที่เคยสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในไทย มีฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยแสดงความเห็นคัดค้านซีรีส์เรื่องนี้ เนื่องจากมองว่า Sex Education มีเนื้อหาทางเพศที่ไม่เหมาะสมแก่เยาวชน แต่ในขณะเดียวกัน นี่คือซีรีส์ที่มียอดผู้ชมทั่วโลกภายในเดือนแรกสูงถึง 40 ล้านคน สะท้อนความสำคัญของการเรียนการสอนหลักสูตรเพศศึกษาในโรงเรียน เล่าผ่านเรื่องราวสนุกๆ ของตัวละคร "โอทิส" เด็กหนุ่มวัยรุ่น ที่มีแม่เป็นนักบำบัดทางเพศ จนกระทั่งมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เขาผันตัวเป็นผู้ให้คำปรึกษาเรื่องเพศแก่เพื่อนๆ ในโรงเรียน นำไปสู่การตั้งคลินิกบำบัดเรื่องเพศ โดยมี "เมฟ" สาวมั่นที่เขาตกหลุมรัก เป็นผู้ช่วยจัดหาลูกค้ามาให้

นอกจากจะเป็นการนำเสนอชีวิตวัยรุ่นกับปัญหาต่างๆ แล้ว ซีรีส์เรื่องนี้ ยังถือเป็น "ไกด์บุ๊ก" ของผู้ปกครอง ที่จะช่วยให้เข้าใจวัยรุ่น และพูดคุยเรื่องเพศกับลูกๆ อย่างเปิดเผยมากขึ้น ความน่าสนใจของ Sex Education อยู่ที่การถ่ายทอดเนื้อหาที่มีความทันสมัย และเข้ากับยุคปัจจุบัน มีการสนับสนุน LGBT ตัวละครมีความหลากหลายทางเพศ รวมถึงการให้ความสำคัญกับบทบาทของตัวละคร "เอริก" เพื่อนของโอทิส ซึ่งเป็นเกย์ ให้เป็นตัวแทนในการสะท้อนปัญหาการถูกกลั่นแกล้งที่พวกเขาต้องเผชิญ โดยตัวละครที่เป็น LGBT จะไม่ได้เพียงแค่ทำหน้าที่เสริมความตลกและสนุกสนาน อย่างที่หนังหรือซีรีส์ในยุคก่อนมักนำเสนอกันอีกต่อไป

2. The Queen's Gambit

ซีรีส์ออริจินัลของ Netflix ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ขึ้นเทรนด์อันดับ 1 ในประเทศไทยเป็นเวลาหลายสัปดาห์ติดต่อกัน ดัดแปลงมาจากนวนิยายของ Walter Tevis ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1983 ถ่ายทอดเรื่องราวของ "เบธ" หรือ เอลิซาเบธ ฮาร์มอน (นำแสดงโดย อันยา เทเลอร์-จอย) เด็กหญิงกำพร้า ที่ได้ฝึกเล่นหมากรุกครั้งแรกในวัย 9 ขวบ โดยมีภารโรงเป็นคนสอนให้ในห้องใต้ดิน แต่เบธได้แสดงให้เห็นพรสวรรค์ ที่มาพร้อมความอัจฉริยะ ผลักดันให้เธอตระเวนประลองเล่นหมากรุกทุกสนาม

ในยุคที่สังคมมองว่าหมากรุก เป็นเกมกระดานของผู้ชาย ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนได้รับการยอมรับ แต่เบธได้รื้อกระดานความคิดนั้น การเป็นผู้หญิงไม่ได้หมายความว่าจะต้องนั่งเรียนเรื่องเย็บปักถักร้อยอย่างเดียว แต่เธอก้าวไปสู่การเป็นผู้หญิงใน "ดงผู้ชาย" โดยมีเป้าหมายในการล้มเซียนหมากรุกระดับโลก หรือที่เรียกว่า "แกรนด์มาสเตอร์" เพราะภายใต้กระดาน 64 ช่อง ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะหญิง หรือชาย อายุเท่าไร ก็ล้วนต้องอยู่ภายใต้กฎกติกาเดียวกันหมด

แน่นอนว่า The Queen's Gambit แสดงให้เห็นความพยายามพิสูจน์ตัวเองของผู้หญิง ที่อยู่ในโลกปิตาธิปไตย (สังคมชายเป็นใหญ่) จึงมีการชูประเด็นเฟมินิสต์ที่แยบยล และโน้มน้าวให้ผู้ชมคอยเอาใจเชียร์ตัวละคร โดยที่ไม่ได้เอาแต่โจมตีฝ่ายตรงข้ามอย่างไร้เหตุผล เสมือนผู้ชมเองก็ได้เรียนรู้ และเติบโตไปพร้อมๆ กับตัวละครเช่นกัน ความสำเร็จของซีรีส์เรื่องนี้ ทำให้ยอดขายเซตหมากรุกในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซอย่าง ebay เพิ่มขึ้นถึง 250% รวมถึงสถิติการค้นหาคำว่า "How To Play Chess" (วิธีเล่นหมากรุก) ก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

3. Lupin

ซีรีส์ที่แรงบันดาลใจมาจากวรรณกรรมคลาสสิก "จอมโจรลูแปง" ของ มอริส เลอบล็อง นักเขียนชาวฝรั่งเศส สู่เรื่องราวของตัวละครเอก "อัสซาน" ผู้อพยพจากประเทศเซเนกัล ที่มาแสวงหาชีวิตใหม่ในยุโรป แต่พ่อของอัสซาน กลับถูกจับในข้อหาขโมยสร้อยคอของมารี อ็องตัวแน็ต (Marie Antoinette) ของครอบครัวเปเญกรินี ทำให้อัสซานต้องออกตามหาความจริง เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้พ่อ ซึ่งเขานำแผนลวงต่างๆ ที่อ่านจากวรรณกรรมเรื่องจอมโจรลูแปง มาปรับใช้ในชีวิตจริง

Netflix ได้ตีความเนื้อหาให้เข้ากับบริบทของยุคปัจจุบัน ไม่ได้เชิดชูความเป็นฮีโร่ของตัวเอก แต่กลับแสดงให้เห็นว่า เขาคือมนุษย์ธรรมดา ที่มีความผิดพลาดกันได้ ซึ่งบทนี้นำแสดงโดย "โอมาร์ ไซ" นักแสดงผิวสี ได้รับบทตัวละครเอก ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนความหลากหลาย ซึ่งหากในอดีตคิดว่ามีโอกาสน้อยมากๆ ที่จะวางบทให้นักแสดงผิวสีเป็นตัวละครเอกเฉกเช่นในปัจจุบัน

นอกจากความสนุกสนาน Lupin ยังสะท้อนปัญหาผู้อพยพในฝรั่งเศส และอีกหลายๆ ประเทศของยุโรป ที่ยังคงถูกเลือกปฏิบัติ ถูกปิดกั้นโอกาสในการทำอาชีพดีๆ หรือมีรายได้สูง อีกทั้งยังสะท้อนปัญหาการก่อการร้าย การค้าอาวุธ หรือผู้มีอิทธิพลใช้อำนาจในทางมิชอบ เป็นต้น

4. Snowpiercer

Snowpiercer ใช้ชื่อภาษาไทยว่า "ปฏิวัติฝ่านรกน้ำแข็ง" ดัดแปลงมาจาก Le Transperceneige นิยายภาพในปี 1982 ถ่ายทอดเรื่องราวสุดเข้มข้นบนขบวนรถไฟแห่งชนชั้น สำหรับเวอร์ชั่นซีรีส์ที่ฉายผ่าน Netflix เล่าเรื่องราว 7 ปีต่อมา หลังจากโลกเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง โดยก่อนหน้านี้เกิดภาวะโลกร้อนวิกฤติขั้นสุด นักวิทยาศาสตร์จึงคิดค้นหาวิธีแก้ไข แต่ดันผิดพลาด ทำให้โลกเข้าสู่ยุคน้ำแข็งจนมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตไม่สามารถดำรงชีวิตได้ ทางรอดเดียวคือการสร้างรถไฟขนาดยักษ์เพื่อวิ่งรอบโลก ทว่ารถไฟขบวนนี้มีการแบ่งแยกคนถือตั๋ว ผู้มีฐานะร่ำรวยได้สิทธิ์อยู่หัวขบวน ใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ในขณะที่ท้ายขบวน ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก อยู่อย่างแออัด และกลายเป็นชนชั้นแรงงาน

ความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นระหว่างเผ่าพันธุ์มนุษย์ นำไปสู่สงครามปฏิวัติชนชั้น ท่ามกลางโลกดิสโทเปียในอนาคต ซีรีส์มีการเล่าเรื่องโดยเสียดสีประเด็นชนชั้นออกมาได้อย่างเจ็บแสบ สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมปัจจุบัน เมื่อ "เงิน" และ "โลกทุนนิยม" กลายเป็นตัวกำหนดบทบาท สถานะ และหน้าที่ของผู้คน ผลักดันบางคนให้กลายเป็นคนชายขอบ ที่ถูกลิดรอนสิทธิ และโอกาสต่างๆ นอกจากนี้ Snowpiercer ใช้เลือกใช้นักแสดงที่มีหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และสีผิว อีกด้วย

5. Bridgerton

จากนิยายขายดีของนักเขียน Julia Quinn ถูกนำมาสร้างเป็นซีรีส์บน Netflix เล่าเรื่องราวอื้อฉาวของตระกูลขุนนางชั้นสูง แห่งยุครีเจนซี (Regency Era) ของอังกฤษ เล่าเรื่องราวของ "ดาฟนี่ บริดเจอร์ตัน" ลูกสาวคนโตของตระกูลบริดเจอร์ตัน ที่ต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงเต้นรำตามธรรมเนียมของยุโรป หรือที่เรียกว่า "เดบูตองต์" (Debutante) งานนี้คือประตูไปสู่การหาคู่หมั้นหมายที่สูงศักดิ์ หากหญิงสาวคนใดได้หมั้นกับดยุคหนุ่มรูปงาม มีศักดิ์ ฐานะร่ำรวย ก็ถือเป็นความภูมิใจของวงศ์ตระกูล ดาฟนี่ในฐานะลูกสาวคนโต ต้องแบกรับความกดดัน เธอหวังอยากเจอรักแท้ มีชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แต่เส้นทางการเลือกหาคู่ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ จนในที่สุด "ไซมอน บาสเซ็ต" ดยุคหนุ่มรูปงาม ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของพี่ชายของดาฟนี่ ก็อาสาเข้ามาทำข้อตกลงลับๆ เพื่อแสร้งเป็นคู่รักปลอมๆ ระหว่างรอให้มีผู้ชายอื่นมาสู่ขอเธอ

ซึ่งบทบาทนี้ นำแสดงโดย เรกเก้-ฌอง เพจ (Regé-Jean Page) นักแสดงผิวสีชาวอังกฤษ เชื้อสายซิมบับเว ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งการเคลื่อนไหวทางสังคมที่สำคัญของวงการบันเทิงในยุคนี้ การเลือกนักแสดงชายผิวสีมารับบทชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์ในตระกูลมั่งคั่ง แถมแฟนๆ ทั่วโลกต่างชื่นชมในฝีมือการแสดง และหน้าตาอันหล่อเหลาของนักแสดงคนนี้อีกด้วย

นอกจากนี้ Bridgerton ยังแฝงแนวคิด Empowered Woman การตั้งคำถามต่อคุณค่าของความเป็นผู้หญิง ถ่ายทอดมุมมองของผู้หญิงที่มีต่อผู้ชาย ความขบถต่อค่านิยมดั้งเดิมที่เชื่อว่าผู้หญิงต้องแต่งงานเท่านั้น จึงจะถือว่าเป็นผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ หากจริงๆ แล้ว การแต่งงานในเรื่องนี้ ได้สะท้อนถึงความต้องการมีสถานะทางสังคมเสียมากกว่า 

ซีรีส์ Netflix 2021 ที่ยกมาแนะนำนี้ เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งที่ทำให้เห็นภาพว่า ซีรีส์ที่ได้รับความนิยมจากผู้ชม อาจต้องมีความเชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวทางสังคมบางประการ ที่เข้ามาช่วยเสริมให้หนัง และซีรีส์เรื่องต่างๆ สะท้อนค่านิยมยุคใหม่ อันเป็นหนึ่งเดียวกับการเคลื่อนไหวทางสังคมในปัจจุบันนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม...

ติดตามประเด็นข่าว

ไลฟ์สไตล์

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ซีรีส์ Netflixซีรีส์ Netflix น่าดูซีรีส์ Netflix แนะนำหนัง Netflixหนังน่าดูBridgertonSnowpiercerLupinThe Queen's GambitSex Educationซีรีส์ฝรั่งบทความน่าอ่าน

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม 2564 เวลา 14:43 น.