เคยไหมที่ตอนเช้าตื่นขึ้นมาก็รู้สึกปวดส้นเท้าหรือฝ่าเท้า และเมื่อก้าวเท้าเดิน ก็ทำให้ยิ่งปวดมากยิ่งขึ้น นี่อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการเป็น “โรครองช้ำ” ก็เป็นได้

ลักษณะอาการปวดบริเวณฝ่าเท้าหรือส้นเท้า อาจวินิจฉัยแยกโรคทางระบบกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และกระดูก บริเวณเท้า ได้หลากหลายโรคมากๆ รวมถึงอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคอื่นๆ เช่น โรคกระดูกหลังเสื่อมกดทับเส้นประสาท แต่เนื่องจาก “โรครองช้ำ” เป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะวัยทำงาน อายุ 40-60 ปี โดยพบในเพศหญิงได้บ่อยกว่าเพศชายเล็กน้อย เราจึงได้ยินคนพูดถึงโรคนี้กันมากนั่นเอง

โรครองช้ำ คืออะไร?

“โรครองช้ำ” หมายถึง พังผืดใต้ฝ่าเท้าเกิดการอักเสบขึ้น ซึ่งพังผืดใต้ฝ่าเท้า คือเนื้อเยื่อพังผืดที่อยู่บริเวณใต้ฝ่าเท้า เกาะยาวจากส้นเท้ากระจายไปยึดนิ้วเท้าทั้ง 5 ทำหน้าที่ในการรองรับแรงกระแทกบริเวณฝ่าเท้า รองรับอุ้งเท้าตามแนวยาวให้คงรูปเท้าปกติ รองรับน้ำหนักตัว และเป็นโครงสร้างสำคัญช่วยพยุงรูปเท้าให้เหมาะสมในช่วงจังหวะการเดิน

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

เมื่อพังผืดใต้ฝ่าเท้าเริ่มมีการเสื่อมสภาพ หรือได้รับความเสียหายจากการรับแรงกระแทกซ้ำๆ หรือรับน้ำหนักจนเกิดแรงตึงตัวมากเกินไป ค่อยๆ สะสมจนเกิดการอักเสบขึ้นในที่สุด

ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้เกิดโรครองช้ำได้ง่าย คือ น้ำหนักตัวเกิน หรือการที่เท้ารับน้ำหนักเป็นเวลานานๆ เช่น ผู้ที่ทำงานในลักษณะที่ต้องยืนหรือเดินทั้งวัน, การสวมใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสม เช่น รองเท้าส้นสูง รองเท้าที่ไม่มีพื้นบุรองใต้ฝ่าเท้า, การออกกำลังกายบางชนิดที่ต้องมีการกระโดดหรือกระแทกลงเท้าตลอดเวลา เช่น วิ่ง แบดมินตัน เป็นต้น รวมถึงลักษณะการทำกิจกรรมที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น บางคนออกกำลังกายโดยการวิ่งเป็นปกติ แต่เพิ่มระยะทางการวิ่งขึ้น การวิ่งบนพื้นผิวที่ต่างไปจากเดิมหรือบนพื้นแข็ง, ปัจจัยทางโครงสร้างร่างกาย เช่น อุ้งเท้าแบนหรือโก่งกว่าปกติ ภาวะเอ็นร้อยหวายตึง และโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคข้อสันหลังอักเสบ หรือข้ออักเสบรูมาตอยด์ อาจมีโอกาสเกิดการอักเสบบริเวณจุดเกาะเส้นเอ็นกับกระดูกได้ง่ายกว่าคนปกติ

...

อาการและความรุนแรงของโรค

อาการหลักๆ เลย คือ เจ็บปวดบริเวณส้นเท้าและลามไปที่ฝ่าเท้าได้ ลักษณะจะเป็นปวดจี๊ดๆ หรือบางคนอาจมีอาการแสบร้อนฝ่าเท้า ช่วงแรกมักมีอาการก้าวแรกหลังตื่นนอนตอนเช้าหรือลุกขึ้นเดินหลังจากนั่งเป็นเวลานานๆ อาการจะทุเลาลงเมื่อเดินไปได้สักพัก และกลับมาปวดใหม่เมื่อยืนหรือเดินนานๆ ในช่วงบ่ายของวัน เมื่อมีอาการมากขึ้น อาจมีอาการเจ็บปวดฝ่าเท้าตลอดเวลา หรือเมื่อมีการเคลื่อนไหวได้

การรักษาและการดูแลตัวเอง

การรักษาโรครองช้ำนั้น แบ่งเป็น 2 ระยะ กล่าวคือ

อาการปวดเฉียบพลัน ทำได้โดย พักการใช้งานเท้า โดยลดกิจกรรมการเดิน หรือใช้ไม้เท้าช่วยพยุง ประคบเย็นฝ่าเท้าบริเวณที่มีอาการปวดหรือบวมประมาณ 10-15 นาที 3-4 ครั้งต่อวัน หรือหลังจากยืนเดินเป็นเวลานานๆ หากมีอาการปวดมาก แพทย์อาจพิจารณารับประทานยาลดปวดต้านการอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตรียรอยด์ (NSAIDs) ร่วมกับการทำกายภาพบำบัด โดยใช้เครื่องมือทางกายภาพเพื่อลดปวดและการอักเสบของพังผืดใต้ฝ่าเท้า อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยมีอาการปวดฝ่าเท้ารุนแรง จนมีผลกระทบต่อการเดินหรือการใช้ชีวิตประจำวัน อาจทำการรักษาโดยการฉีดยาลดการอักเสบบริเวณพังผืดใต้เท้าโดยตรง

อาการปวดเรื้อรัง ทำได้โดย 

การบริหารยึดพังผืดใต้ฝ่าเท้า : ในท่านั่ง ใช้มือข้างจับบริเวณนิ้วเท้าโดยดันนิ้วโป้งเท้ากระดกขึ้น จนฝ่าเท้ามีลักษณะอุ้งเท้าแอ่นและตึง จากนั้นใช้นิ้วหัวแม่มือนวดคลึงบริเวณที่ปวดฝ่าเท้าจนถึงส้นเท้าเบาๆ นาน 15 วินาทีต่อครั้ง 3-5 ครั้งก่อนลุกขึ้นยืนเดิน หากเป็นไปได้แนะนำให้แช่เท้าในน้ำอุ่นพร้อมทั้งนวดคลึงฝ่าเท้าไปด้วย จะยิ่งทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้น นอกจากนี้อาจประยุกต์ใช้ขวดน้ำใส่น้ำอุ่น วางแนวนอนบนพื้น แล้วใช้ฝ่าเท้ากลิ้งขวดน้ำไปมาก็ได้เช่นกัน

การบริหารยึดเอ็นร้อยหวายหรือกล้ามเนื้อน่อง : ในท่านั่ง หลังตั้งฉากกับพื้น เหยียดขาข้างที่ต้องการจะยืดไปข้างหน้า ใช้ผ้าขนหนูหรือผ้าขาวม้า คล้องใต้ฝ่าเท้า ใช้มือทั้งสองข้างค่อยๆ ดึงชายผ้าเข้าหาตัว ในลักษณะข้อเท้ากระดกขึ้นและไม่งอเข่า จนรู้สึกตึงบริเวณกล้ามเนื้อน่อง ครั้งละ 15-20 วินาทีต่อครั้ง 5 ครั้งต่อเซต 3 เซตต่อวัน, ในท่ายืน ยืนหันหน้าเข้ากำแพง ห่างประมาณ 1 ช่วงแขน โดยเอาฝ่ามือเท้าทั้ง 2 ข้างยันกำแพงไว้ แล้วถอยเท้าข้างที่ต้องการยึดกล้ามเนื้อน่องไปข้างหลัง ย่อขาข้างหน้าลงช้าๆ โดยไม่งอเข่าของขาหลัง ปลายเท้าชี้ตรงไปด้านหน้า ไม่เปิดส้น จนรู้สึกตึงบริเวณกล้ามเนื้อน่องของขาด้านหลัง ทำครั้งละ 15-20 วินาทีต่อครั้ง 5 ครั้งต่อเซต 3 เซตต่อวัน

การบริหารเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเท้า : ใช้นิ้วเท้า ขยุ้มผ้าขนหนูผืนเล็กบนพื้น 8-10 ครั้งต่อเซต, 1-2 เซตต่อวัน

การใส่อุปกรณ์พยุงส้นหรืออุ้งเท้า โดยใช้แผ่นเสริมรองเท้าที่อ่อนนุ่ม หรือสวมรองเท้าที่เหมาะสมกับรูปเท้าตนเอง โดยแพทย์จะพิจารณาจากภาวะผิดปกติของรูปเท้าหรือผู้ที่มีความจำเป็น มีอาชีพที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการยืนหรือเดินนานๆ ได้

...

โดยส่วนใหญ่ โรครองช้ำ สามารถรักษาได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด เนื่องจากเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ การเจ็บปวดต่อเนื่อง หรืออาจเกิดความเสียหายต่อประสาทรับความรู้สึกบริเวณใต้ฝ่าเท้า ทำให้มีอาการชาหรือแสบร้อนบริเวณฝ่าเท้าได้

การป้องกัน

การปรับเปลี่ยนลักษณะงานหรือหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องยืนหรือเดินเป็นเวลานานๆ ร่วมกับการบริหารร่างกายโดยการยึดกล้ามเนื้อน่องและพังผืดใต้ฝ่าเท้าอย่างสม่ำเสมอ และใส่รองเท้าที่กระชับพอดี ไม่บีบรัดเท้าหรือหลวมเกินไป ส้นไม่สูงจนเกินไป และมีแผ่นรองเท้าที่พยุงฝ่าเท้าอย่างเหมาะสม

สำหรับนักวิ่งที่เป็นโรครองช้ำ แล้วต้องการกลับไปออกกำลังกายโดยการวิ่งอีกครั้งได้เมื่อไรนั้น ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของตัวโรค และการฟื้นตัวหลังการอักเสบในแต่ละบุคคล นักวิ่งบางคนสามารถเริ่มกลับไปวิ่งแม้ว่าจะยังหลงเหลืออาการปวดตึงบริเวณฝ่าเท้าอยู่เล็กน้อยได้ โดยค่อยๆ ไต่ระดับความเร็วและระยะเวลาในการวิ่งที่ไม่ทำให้อาการเจ็บเป็นมากขึ้น รวมถึงพื้นผิวในการวิ่งอาจเริ่มจากพื้นหญ้า ลู่วิ่งสายพาน แล้วค่อยเป็นพื้นผิวที่แข็งขึ้น เช่น พื้นปูนหรือซีเมนต์ ควบคู่ไปกับการทำกายภาพบำบัด และการบริหารร่างกายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและเท้า ร่วมกับการใส่รองเท้าสำหรับวิ่งที่เหมาะสม ข้อสำคัญคือ อย่าเริ่มวิ่งหลังอาการทุเลาเร็วเกินไป หนักเกินไป และความเร็วในการวิ่งมากเกินไป ต้องรู้ลิมิตของตัวเอง ควรค่อยๆ เริ่มวิ่งทีละน้อย และไม่ฝืนวิ่งต่อหากมีอาการเจ็บฝ่าเท้ามากขึ้น

...

จากที่กล่าวมาข้างต้น คงทำให้มองเห็นภาพและเข้าใจ “โรครองช้ำ” กันได้มากขึ้น จึงควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอาการของโรครองช้ำ และหากมีอาการดังที่กล่าวมา ก็ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อจะได้หาทางรักษาได้อย่างทันท่วงที

--------------------------------------------------------------

แหล่งข้อมูล

อ.พญ.ทรงสุดา รุ่งใสวัฒนา ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล