สิ่งหนึ่งที่ สสส. ลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม คือการจับมือกับภาคีเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ซึ่งปัจจุบันมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นสมาชิกกว่า 3,000 แห่ง ผ่านการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อให้เกิดความอยู่ดีมีสุขในระดับท้องถิ่นขึ้น อันจะยังผลต่อภาพรวมของประเทศ โดยในโอกาสครบรอบทศวรรษของแผนสุขภาวะชุมชน สสส. ได้เผยดัชนีชี้วัดความอยู่ดีมีสุข เปิดผลสำเร็จ และแนวทางของอนาคต เพื่อการเดินทางร่วมกันต่อบนถนนสายอนาคตใน 10 ปีถัดไป

นโยบายสาธารณะเพื่อขับเคลื่อนชุมชนเข้มแข็ง

ในกว่า 10 ปีที่ผ่านมา สสส. ได้ดำเนินงานด้านชุมชนเข้มแข็ง โดยจับมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. ในเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่จำนวน 3,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ 7 ประเด็น ประกอบไปด้วย 1) การบริหารจัดการท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วม 2) การจัดสวัสดิการสังคมโดยชุมชน 3) การทำการเกษตรยั่งยืน 4) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5) การเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน 6) การดูแลสุขภาพชุมชนโดยชุมชน 7) การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนท้องถิ่น

ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้ช่วยผู้จัดการอาวุโสกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) กล่าวว่า เป้าหมายการดำเนินนโยบายเหล่านี้ก็เพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้นอย่างเป็นระบบ รวมถึงก่อให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม และสร้างสรรค์แนวทางการบริหารจัดการท้องถิ่นในรูปแบบใหม่ ที่ทำให้ชุมชนมีความอยู่ดีกินดี ตลอดจนกลายเป็นแนวทางต้นแบบสำหรับชุมชนอื่นๆ ในอนาคต โดย สสส. ได้เข้ามาสนับสนุนโครงการพัฒนา “ตัวชี้วัดความอยู่ดีมีสุขในระดับท้องถิ่น” ด้วยเป้าหมายเพื่อประเมินการทำงานของ อปท. ใน 8 ด้าน ได้แก่ ความปลอดภัยและป้องกันภัยพิบัติ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการสิ่งแวดล้อม ด้านสุขภาพ ด้านเศรษฐกิจชุมชน ด้านสวัสดิการชุมชน ด้านการศึกษาและเรียนรู้ จนถึงด้านเกษตรยั่งยืน ซึ่งพัฒนาจากความร่วมมือระหว่างสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมพัฒนาชุมชน และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ทั้งนี้เพื่อให้ชุมชนสามารถประเมินตัวเอง รู้จักชุมชนของตัวเองผ่านข้อโดดเด่นและจุดด้อย เพื่อให้สามารถนำไปกำหนดนโยบายที่เหมาะสม และพบจุดแข็งในการพัฒนาชุมชนของตัวเองต่อไป

“สิ่งที่ สสส.ร่วมทำคือการเข้าไปร่วมมือกับชุมชนเพื่อฝึกคน 5 กลุ่มที่มีความสามารถใน 5 แบบที่ชัดเจนเพื่อร่วมจัดการชุมชนร่วมกัน เริ่มจากคนที่ทำข้อมูลเก่ง คนที่บริหารจัดการเก่ง คนที่จัดกระบวนการเรียนรู้เก่ง คนที่ทำเรื่องการสื่อสารเก่ง จนถึงคนที่เก่งการจัดการชุมชนให้เกิดชุมชนเข้มแข็งขึ้นได้ ต่อมาคือการทำข้อมูลของตำบลแต่ละตำบลขึ้นมาเพื่อให้คนในชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน แล้วใช้ประโยชน์ต่อจากมันได้ ซึ่งนั่นเองที่ทำให้เกิดนวัตกรรมตามมามากมาย อาทิ เทคนิคในการทำเรื่องของอุปกรณ์ในการช่วยเหลือผู้พิการในชุมชน เทคนิคการปลูกพืชในแนวทางใหม่ ซึ่งเป็นการแบ่งปันข้อมูลระหว่างกันด้วย เป็นต้น จนหลายเรื่องกลายเป็นวิถีของชุมชนเพื่อจัดการบางเรื่องร่วมกัน จริงๆ แล้วการทำงานร่วมกันในกว่า 10 ปีที่ผ่านมาทำให้เกิดชุดความรู้ใหม่ๆ มากมาย”

สร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่อย่างยั่งยืนร่วมกัน

รศ.ดร.พงษ์เทพ สันติกุล จากคณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในวงเสวนา “ทศวรรษร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง-อยู่ดีมีสุข” ให้ข้อมูลว่า ตัวชี้วัดความเข้มแข็งชุมชนท้องถิ่นขึ้นประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ 1) มีองค์ประกอบพื้นฐานที่เข้มแข็ง 2) มีกระบวนการหรือวิธีการพัฒนาที่ยึด “ศาสตร์พระราชา เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ระเบิดจากข้างใน และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวทางหลักในการพัฒนา และ 3) มีผลลัพธ์การพัฒนาที่เข้มแข็ง ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลในกว่า 600 อปท. ที่เข้าร่วม ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์เข้มแข็งมาก ชุมชนสามารถจัดการตัวเองได้ รวมทั้งยังสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง ส่งต่อองค์ความรู้ไปยังชุมชนอื่น ขณะเดียวกันก็ยังสามารถพัฒนาชุมชนของตัวเองให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นได้

สำหรับการวัด หรือประเมินความอยู่ดีมีสุขของชุมชน เป็นการประเมินในมิติที่หลากหลาย เป็นตัวชี้วัดเชิงปริมาณรายประเด็น และตัวชี้วัดรวบยอด ในลักษณะดัชนี้รวมความอยู่ดีมีสุข เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเปรียบเทียบสมรรถนะความอยู่ดีมีสุขในระดับ อปท. ผลลัพธ์ที่ได้จะนำไปกำหนดเป็นนโยบายสาธารณะ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความอยู่ดีมีสุขของประชาชนภายในชุมชนให้ต่อเนื่องและยั่งยืน โดยในแง่ของการปฏิบัติงานจริงในแต่ละพื้นที่นั้น เครื่องมือที่ใช้เพื่อหาตัวชี้วัดเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นเครื่องมือที่ง่าย เนื่องจากถูกออกแบบมาให้นักพัฒนาชุมชนของ. อปท. เรียนรู้และสามารถจัดการข้อมูลเองได้ทุกเมื่อ รวมถึงสามารถอ่านผลได้เอง และนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ต่อได้ ปัจจุบันมีการอบรมวิธีการใช้เครื่องมือหาตัวชี้วัดเหล่านี้ให้แก่ อปท. ทั่วประเทศแล้วกว่า 600 อปท. โดย สสส. เป็นผู้ดำเนินการในเรื่องนี้ และคาดว่าจะสามารถอบรมครบทั้ง 900 อปท. ที่เข้าร่วมโครงการ ภายในต้นปี 2564 ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

บนเวทีเสวนาครั้งนี้ได้มีตัวแทนจากชุมชน 2 ชุมชนที่เห็นประโยชน์และข้อดีจากการมีตัวชี้วัดเข้าร่วมเสวนาร่วมด้วย คือ เทศบาลตำบลสถาน อ.เชียงของ จ.เชียงราย โดยมนสิชา ไชยทน ปลัดเทศบาลตำบลสถาน และองค์การบริหารส่วนตำบลโนนยาง อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร โดยวินิตา ไชยบัน ผอ.กองสวัสดิการและสังคม ซึ่งได้กล่าวถึงข้อดีของการมีตัวชี้วัดชุมชนว่าเสมือนการได้รู้จักตัวเอง การพบข้ออ่อนแอของชุมชนก็นำไปสู่การร่วมกันหาแนวทางแก้ไขและพัฒนาให้เกิดผลลัพธ์แบบใหม่ได้ ในขณะที่ส่วนที่เป็นความเข้มแข็งก็สามารถต่อยอดให้แข็งแรงขึ้น รวมถึงจะได้เป็นตัวอย่างองค์ความรู้เพื่อส่งต่อเป็นแนวทางให้ชุมชนอื่นๆ ได้ด้วย

ดวงพรกล่าวทิ้งท้ายเอาไว้ว่า ความสำเร็จในกว่า 10 ปีที่ผ่านมาคือการร่วมกันของทุกฝ่ายโดยมีเป้าหมายร่วมกันอยู่ที่ความอยู่ดีมีสุขของชุมชน รวมถึงการได้เห็นว่าหลายชุมชนรู้จักตัวเองมากขึ้นจากการประเมินตัวเองผ่านตัวชี้วัดต่างๆ และสามารถสร้างความแข็งเข็งให้แก่ชุมชนของตัวเองในด้านต่างๆ ได้จริงด้วยตัวเอง ซึ่งนับว่าเป็นทศวรรษที่น่ายินดี

“10 ปีที่ผ่านมาคือการสร้างเครื่องมือใหม่เอาไว้ให้คนที่ต้องการพัฒนาตัวเองด้วยวิธีคิดใหม่ๆ ได้พัฒนาตัวเองไปข้างหน้าสู่การเป็นตำบลสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับเป้าหมายของ สสส. ที่ต้องการกระตุ้นให้คนในชุมชนมีจิตสำนึกในการดูแลสุขภาพและสุขภาวะของคนในชุมชนร่วมกัน โดยเฉพาะเรื่องเหล้าและบุหรี่ สำหรับอีก 10 ปีถัดไปคืออยากเห็นชุมชนหรือตำบลที่ได้เข้ามาร่วมและประสบความสำเร็จ กลายเป็นหัวขบวนส่งต่อความสำเร็จไปยังชุมชนอื่นๆ และมีภาคส่วนอื่นเข้ามาร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนให้เป็นวาระแห่งชาติ รวมถึงในอีก 10 ปีถัดไปจากนี้เราคาดหวังและตั้งเป้าหมายว่า ผู้นำชุมชนหรือที่เรียกตัวเองว่าผู้นำ ก็ต้องสุขภาพดีอย่างน้อยที่สุดก็ต้องไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ และมีจิตสำนึกเรื่องการดูแลสุขภาพเพื่อเป็นต้นแบบให้กับชุมชน”