วัณโรคปอด เป็นโรคติดต่อที่คร่าชีวิตคนไทยจำนวนมาก และยังพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งหากไม่รู้ทันอาการวัณโรคปอด เสี่ยงในการติดต่อแพร่เชื้อ ถ้าเป็นแล้ว ไม่รีบพบแพทย์เพื่อรักษา อาจสายเกินไป
ข้อมูลจากรายการพบหมอรามา โดยผศ.นพ.ธีระศักดิ์ แก้วอมตวงศ์ สาขาวิชาโรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤติ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุถึงอาการวัณโรคปอด สรุปได้ว่าผู้ป่วยจะมีไอเรื้อรังนานกว่า 3-8 สัปดาห์ บางคนไอเป็นเลือด ผอม น้ำหนักลด มีไข้ต่ำ เหงื่อออกตอนกลางคืน เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย
สำหรับการตรวจวินิจฉัยวัณโรค ทำได้โดยการหาเชื้อวัณโรคในเสมหะ แต่กรณีเชื้อยังน้อยจะวินิจฉัยไม่ได้ จึงต้องเพาะเชื้อ แต่ใช้เวลานาน 6 สัปดาห์ หรือตรวจหาดีเอ็นเอของเชื้อ
การรักษาวัณโรค รักษาให้หายด้วยการใช้ยา ที่สำคัญคือผู้ป่วยวัณโรคต้องกินยาให้ครบตามแพทย์สั่ง โดยการกินยาแบ่งเป็น 2 ช่วง คือช่วงแรก 2 เดือน เป็นช่วงป้องกันการแพร่เชื้อจากปอดไปส่วนอื่น ต่อมาต้องกินยาต่อเนื่อง เพื่อกำจัดเชื้อที่แฝงอยู่ในร่างกายให้หมดไป นานประมาณ 6-9 เดือน
...
การป้องกันการติดต่อวัณโรคปอด คือการหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีเชื้อวัณโรค หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องจัดสภาพแวดล้อมให้มีอากาศถ่ายเท แยกห้องนอนกับผู้ป่วยวัณโรค ใส่หน้ากากอนามัยป้องกัน
ขณะเดียวกัน พญ.ผลิน กมลวัทน์ ผู้อำนวยการ สำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค เคยให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยเป็น 1 ใน 14 ประเทศ ที่มีปัญหารุนแรงในเรื่องวัณโรค มีผู้ป่วยเพิ่มสูง ทั้งผู้ป่วยวัณโรคดื้อยา ผู้ป่วยวัณโรคเอชไอวี โดยองค์การอนามัยโลก สำรวจผู้ป่วยในประเทศไทยทุก 5 ปี พบคนไทยป่วยเป็นวัณโรครายใหม่เพิ่มขึ้นปีละ 1.2 แสนคน
ทั้งนี้ วัณโรคที่เกิดขึ้นเป็นวัณโรคเกิดขึ้นที่ในปอดร้อยละ 85 ติดต่อทางการหายใจ เมื่อผู้ป่วยวัณโรคพูด ไอ หรือจาม เชื้อลอยออกในอากาศ ส่วนที่เหลือเป็นวัณโรคนอกปอด ที่แพร่กระจายเชื้อไปยังส่วนอื่น ตั้งแต่เส้นผม ผิวหนัง กระดูก เยื่อหุ้มปอด ต่อมน้ำเหลือง กระดูกสันหลัง ข้อต่อ ช่องท้อง ระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบสืบพันธุ์ ระบบประสาท และโพรงจมูก โดยเฉพาะพบมากที่กระดูก ดังนั้นหากมีความเสี่ยง และมีอาการที่เข้าข่ายจึงควรรีบไปพบแพทย์