ก่อนออกจากบ้านเป็นธรรมดาที่ต้องเช็กความเป๊ะ แต่เอ๊ะ! อะไรขาวๆ อยู่บนไหล่? หิมะตกเมืองไทยหรือเปล่า เอ้า ปัดยังไงก็ไม่หมด พอลองดูชัดๆ ถึงกับช็อก! นี่มัน “รังแค” เจ้ากรรมที่ตามมารังควานให้หมดความมั่นใจได้ทุกวัน บางครั้งทำเอาไม่อยากออกไปเจอใคร มันจะมีสักวิธีไหมให้เราบอกลารังแคตัวร้ายได้ถาวร?

งานนี้ก็ต้องบอกข่าวดีกับทุกคนที่กำลังประสบปัญหา ว่าคุณสามารถรักษารังแคได้ด้วยตัวเอง แต่ก่อนอื่นเราต้องไปทำความรู้จักกับที่มาที่ไปกันก่อน เพื่อที่จะป้องกันได้ถูกทางและรักษาได้ถูกจุด

รังแค เกิดจากอะไรกันแน่?

โดยทั่วไปรังแคสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาทิ

• การทำงานของต่อมไขมันที่ผิดปกติ
• ปัจจัยเฉพาะบุคคล เช่น พันธุกรรม ความเครียด อาหาร
• พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น กิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกเยอะ

จากปัจจัยเบื้องต้นนี้ อย่างน้อยก็ทำให้เราระมัดระวังบางอย่างได้บ้าง เช่น อาหารการกิน และการเลี่ยงกิจกรรมที่มีโอกาสเสียเหงื่อปริมาณมาก

อย่างไรก็ตาม สาเหตุหลักของรังแคที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในทางการแพทย์ จะเป็นการเจริญเติบโตของเชื้อราที่ชื่อว่า “Malassezia” ที่มากกว่าปกติ แม้ว่าเจ้าเชื้อราดังกล่าวจะเป็นจุลชีพประจำถิ่น (Normal Flora) ที่ทุกคนมีบนหนังศีรษะอยู่แล้ว แต่ในกลุ่มคนที่มีปัญหารังแค เชื้อราตัวนี้จะมีอัตราเจริญเติบโตมากกว่าปกติประมาณ 1.5-2 เท่า โดยมันจะไปกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวของหนังศีรษะให้เร็วกว่าวงจรปกติ แทนที่จะหลุดลอกแค่เพียง 1 ครั้งต่อเดือน เซลล์ผิวหนังที่หลุดออกมามากเกินไปจึงกลายเป็นจุดขาวคล้ายหิมะจนสังเกตได้ชัดเจน และมีอาการคันที่หนังศีรษะมากกว่าปกติร่วมด้วย

เป็นรังแคต้องแก้ด้วยแชมพูยา

แน่นอนว่าทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ กับรังแคก็เช่นกัน สำหรับพระเอกของเราในศึกนี้ก็คือ “แชมพูยา” ที่มีส่วนผสมของ “Ketoconazole 2%” ซึ่งตัวยานี้เป็นที่รู้จักและนิยมอย่างแพร่หลายในฐานะตัวเลือกแรกที่เภสัชกรจะแนะนำให้ใช้ เนื่องจากสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด ด้วยสรรพคุณในการฆ่าเชื้อรา Malassezia ได้โดยตรง ผ่านการรับรองโดยแพทย์ที่ศึกษามาแล้วเป็นอย่างดี

บางคนอาจสงสัย ว่าการใช้แชมพูทั่วไปก็น่าจะช่วยได้เหมือนกันรึเปล่า หากเราสระผมบ่อยๆ เพื่อให้สะอาดอยู่เสมอ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันอาจยิ่งทำให้มีรังแคมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากการสระผมที่มากเกินไปอาจส่งผลให้หนังศีรษะสูญเสียความชุ่มชื้น และจะยิ่งกระตุ้นการผลิตไขมันออกมาทดแทน ทำให้หนังศีรษะมีความมันและความชื้นมากเกินพอดี กลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อรามากยิ่งขึ้น

ดังนั้นการเลือกใช้แชมพูยา 2% Ketoconazole จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ด้วยประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อรา Malassezia และสามารถป้องกันการกลับมาเป็นรังแคซ้ำได้อีกด้วย

และอย่าลืม! ทิปส์เล็กๆ ที่อยากฝากไว้เพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถบอกลารังแคได้อย่างเห็นผล นั่นคือการสระผมด้วยแชมพูยา 2% Ketoconazole อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ระยะเวลา 2-4 สัปดาห์ โดยสระทิ้งไว้อย่างน้อย 3-5 นาทีก่อนล้างออก เพื่อให้ตัวยาซึมเข้าสู่หนังศีรษะ และออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อราได้เต็มประสิทธิภาพ

และหากต้องการความชัวร์ว่าจะได้แชมพูยา 2% Keteoconazole ที่มีมาตรฐาน ก็สามารถปรึกษาเภสัชกรที่ร้านขายยาได้โดยตรง หรือเลือกซื้อกับแบรนด์ที่น่าเชื่อถือเพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะไม่ก่อให้เกิดความระคายเคือง  พร้อมเปลี่ยนคุณให้กลายเป็นคนใหม่ที่มั่นใจยิ่งขึ้น

ที่มาของข้อมูล:

https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/ 

• Seborrheic Dermatitis and Dandruff: A comprehensive review; Luis J. Borda and Tongyu C. Wikramanayake, JClin Investig Dermatol. 2015 December ;3(2):.

• Nudging Hair Shedding by Antidandruff Shampoos. A Comparison of 1% Ketoconazole, 1% Piroctone Olamine and 1% Zinc Pyrithione Formulations; Comparative efficacy studies, Pierard-franchimont 2002 Ketoconazole vs Zinc pyrithione