ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    กินมันๆมาก มันจุกอก แถมสติสมาธิเฉยเฉื่อย

    หมอดื้อ21 มิ.ย. 2563 05:02 น.
    SHARE

    เรื่องกินมันในบทความนี้ไม่ได้ย้อนแย้งกับที่หมอดื้อเล่าให้ฟังก่อนหน้าว่า “กินมันกลับกระปรี้กระเปร่า”

    ซึ่งเป็นผลจากการศึกษาโดยโครงการที่เรียกชื่อว่า PURE (Prospective Urban Rural Epidemiology) ในส่วนของชนิดและประเภทของอาหารที่ได้ทำการติดตามศึกษาคนเป็นจำนวนถึง 135,000 คน

    และให้ผลเป็นที่น่าตื่นเต้นยินดี สำหรับคนที่ชอบกินมันๆ ว่า การกินอาหารมันแม้ว่าจะเป็นไขมันอิ่มตัวก็ตามกลับตายน้อยลง ตั้งแต่ปี 2017

    ผลของการศึกษายังคงยืนยันประโยชน์มหาศาลที่ได้จากการกินผักผลไม้กากใย ถั่วเมล็ดแห้งทั้งเมล็ด หรือผลจากฝักของพืชตระกูลถั่ว ไม่ว่าจะเป็นถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วขาว ก็ตาม

    ในส่วนของปริมาณของผักผลไม้และถั่วเหล่านี้พบว่าประโยชน์สูงสุดจะอยู่ที่การทานวันละ 375 ถึง 500 กรัมต่อวัน โดยทานวันละสามถึงสี่ครั้ง แต่การที่กินมหาศาลมากมายกว่านี้ก็ไม่ได้เกิดประโยชน์เพิ่มขึ้น

    การกินมันๆหรือไขมันอย่างที่ว่า ไม่ได้หมายความว่ากินอย่างมโหฬารเกิน 40% ของปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละวันซึ่งทำให้อ้วนแน่ๆ แต่ให้คงอยู่ที่ระดับไม่เกิน 30% นอกจากนั้น ที่กลัวไขมันอิ่มตัวกลับพบว่าถ้ากินแต่พองามกลับได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ และที่สำคัญคือแป้งกลับเป็นตัวอันตรายและก่อให้เกิดโรคแทน

    ดังนั้น กฎง่ายๆก็คือไม่ถึงกับผอมแห้งแต่ก็ไม่ปล่อยตัวให้อ้วนนัก และที่สำคัญก็คือห้ามสูบบุหรี่เด็ดขาด และออกกำลัง สำหรับอาหารอื่นๆ ให้อยู่ในรูปของความสมดุลโดยปลามากหน่อย เนื้อบ้าง ดูๆไปแล้วการศึกษานี้ดูจะเหมือนกับที่พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ทวด ประพฤติปฏิบัติกันมาเป็นประจำและได้ถูกดัดแปลงบิดออกไปจากเดิมอย่างที่เราต้องถูกให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของฝรั่ง

    ผลของการศึกษาตีพิมพ์ในวารสารแลนเซตสองรายงาน โดยรายงานแรกเป็นเรื่องของอาหารการกินว่าจะเป็นไขมันหรือแป้ง และอีกรายงานเป็นเรื่องของพืชผัก ผลไม้ กากใยกับสุขภาพ อีกรายงานในวารสารแลนเซตเบาหวาน และต่อมไร้ท่อ โดยเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับรูปแบบของอาหารที่มีต่อความดันและระดับของไขมันต่างๆ

    ผลของการติดตามพบว่า 5,796 รายตาย และ 4,784 รายมีโรคที่เกิดจากเส้นเลือดตีบ และแสดงว่าไขมันอิ่มตัวไม่ใช่ศัตรูเบอร์ หนึ่งเสมอไป

    การศึกษาของ PURE พบว่า ปริมาณสูงสุดที่ให้กินได้ของไขมันอิ่มตัวอยู่ที่เฉลี่ย 10 ถึง 13% ของพลังงานที่ได้จากการกินทั้งหมด โดยที่จะพบว่ามีอัตราตายลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่เมื่อเปรียบเทียบกับการกินไขมันอิ่มตัวน้อยๆ

    ดังนั้น การกินไขมันอิ่มตัวไม่ใช่เพลิดเพลินปล่อยให้กินอย่างไม่อั้น การศึกษาใหม่ในวารสารโภชนาการทางคลินิกของอเมริกา (American Journal of Clinical Nutrition) ที่จะมีการตีพิมพ์เร็วๆนี้ (ต้นฉบับเขียน 13 พ.ค.2563) โดยที่แสดงว่าถ้ากินอาหารมันๆ โดยเฉพาะเป็นไขมันอิ่มตัว แทนที่จะเป็นไขมันไม่อิ่มตัวเช่นน้ำมันดอกทานตะวัน กลับมีสภาพสมาธิปัญญาอ่อนด้อยลง ทั้งนี้แม้ว่าจะกินเพียงมื้อเดียวก็ตาม

    การศึกษานี้ทำในสตรีจำนวน 53 ราย ทั้งนี้ก่อนเริ่มอาหารจะทำการตรวจสมาธิสติ (continuous performance test ซึ่งเป็นการวัดทั้ง sustained attention, concentration และ reaction time หรือปฏิกิริยาตอบสนอง) ชุดอาหารมากไขมันอิ่มตัวประกอบไปด้วยบิสกิต ไข่ ไส้กรอก (turkey sausage) ราดน้ำเกรวี่ โดยที่ทั้งหมดมีไขมันถึง 60 กรัม โดยแบ่งออกเป็นชุดที่เป็นไขมันอิ่มตัวมากด้วย กรดปาล์มมิติค (palmitic acid) หรือเป็นกรดไขมันอิ่มตัวน้อย น้ำมันดอกทานตะวัน

    ชุดอาหารให้พลังงาน 930 แคลอรี และจัดทำขึ้นเลียนแบบอาหารชุดด่วนฟาสต์ฟู้ด เช่น ดับเบิลวอปเปอร์ ของเบอร์เกอร์คิง ที่มีชีส หรือของแมคโดนัลด์ บิ๊กแมค ที่มีมันฝรั่งเคียง

    หลังจากทานอาหาร 5 ชั่วโมงจะมีการทดสอบอีก และในช่วงระหว่างหนึ่งถึงสี่สัปดาห์ต่อมา ผู้เข้าร่วมการศึกษาจะกินอาหารสลับกับที่เคยกินระหว่างไขมันอิ่มตัวมากและน้อย

    การศึกษานี้ยังวิเคราะห์เลือด ถึงส่วนประกอบโมเลกุลที่ทำให้เกิดการอักเสบ (endotoxemia) โดยเพ่งเล็งถึงสารพิษที่รั่วซึมจากลำไส้ เข้ามาในกระแสเลือดเพราะลำไส้รั่ว (leaky gut)

    หลังจากกินอาหารมากไขมันอิ่มตัวเหล่านี้พบว่า สติสมาธิหาย ปฏิกิริยาตอบสนองเชื่องช้า และดูจะไปด้วยกันกับการที่มีโมเลกุลพิษจากลำไส้รั่ว

    และการที่มีโมเลกุล พิษเหล่านี้ หลังจากกินอาหารมากไขมันอิ่มตัวเพียงแค่มื้อเดียวก็จะมีผลกระทบแล้ว และในเวลาต่อมาแม้ว่าจะเปลี่ยนชนิดของไขมันแล้วก็ตาม

    แม้ว่าการศึกษานี้จะไม่ได้ลงลึกถึงสภาพการทำงานของเนื้อสมอง แต่อย่างที่เราทราบกัน การอักเสบซึ่งในกรณีนี้เกิดขึ้นจากอาหารมากไขมันอิ่มตัว จะส่งผลไปทั่วร่างกายและแน่นอนส่งแพร่เข้าไปในสมองได้ เนื่องจากสามารถผ่านผนังกั้นระหว่างเส้นเลือดไปยังสมองได้อยู่แล้ว

    ทั้งนี้ เนื่องจากการศึกษานี้ทำในช่วงล็อกดาวน์โควิด-19 ซึ่งคนที่อยู่ในการศึกษานี้น่าจะมีภาวะหดหู่ซึมเศร้าอยู่ด้วย ชนิดของอาหารในการศึกษานี้ น่าจะยิ่งตอกย้ำถึงสภาพ และชนิดของอาหารที่ส่งผลกระทบการทำงาน และประสิทธิภาพของสมองมากเข้าไปอีก

    และนี่เป็นตัวอย่างเล็กๆน้อยๆนะครับ ที่แสดงให้เห็นความหมาย ความสำคัญที่คนรุ่นพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ทวด พร่ำสอนมาตลอดว่า “กินอะไรเข้าไปก็ได้อย่างนั้น” “กินปลาสมองดี” ตำราฝรั่งที่เราเรียนมาดีแล้ว แต่อย่าลืมสิ่งที่บรรพบุรุษเฝ้าสังเกต วิเคราะห์ แยกแยะ และ นำมาสอนลูกหลานครับ.


    หมอดื้อ

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    สุขภาพหรรษาหมอดื้อกินไขมันไขมันอิ่มตัวการทำงานเส้นเลือดในสมอง

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้